โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประเทศกูมี : ประกายไฟแห่งการเปลี่ยนประเทศสู่อนาคต / ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 02 พ.ย. 2561 เวลา 12.27 น.

“ประเทศกูมี” เป็นตำนานบทใหม่ของการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทย

เพราะนอกจากยอดผู้ชมใน youtube หลังอัพโหลดหนึ่งสัปดาห์จะมหาศาลจนแซงเพลงเพื่อการค้าจำนวนมาก

การแพร่ระบาดของเพลงยังเกิดจากความไม่พอใจอำนาจรัฐจนมีผู้เห็นว่าเพลงนี้เป็นสัญญาณตอกย้ำความเป็นรัฐบาลขาลง

แน่นอนว่ายอดวิวที่อาจสูงถึง 30 ล้านของ “ประเทศกูมี” มีส่วนมาจากความอยากรู้ว่าทำไมเพลงถูกไล่ล่าโดยรัฐบาล

คนที่ควรถูกเย้ยหยันว่าทำให้เพลงดังจึงไม่ได้มีแต่คุณศรีวราห์กับตำรวจ ปอท.

แต่ต้องย้อนไปถึงรองเลขาฯ นายกฯ ที่ลอยหน้าลอยตาแถลงข่าวว่าเพลงทำให้ประเทศเสียหายจนขอให้ตำรวจเข้าไปดู

ด้วยการชี้นำของผู้ต้องหาคดีกบฏที่นายกฯ อัพเกรดจากรองเลขาฯ เป็นโฆษก เพลง “ประเทศกูมี” ถูกยัดเยียดว่ามีเบื้องหลังจนต้องตรวจสอบต้นตอทั้งหมด

จากนั้นคุณศรีวราห์ซึ่งเป็นแถวหน้าในการสนองภารกิจรัฐบาลก็เรียกคนทำเพลงมาพบ

และภายในสองชั่วโมง ปอท.ก็ประกาศว่าใครแชร์เพลงนี้มีความผิดทันที

ไม่เพียงตำรวจจะไล่ล่า “ประเทศกูมี” ตามการขยับของอดีตม็อบ กปปส. ซึ่งนายกฯ แต่งตั้งให้มีตำแหน่งใหญ่โต พลตำรวจตรีที่สนิทกับคุณประวิตรจนถูกแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยโฆษกรองนายกฯ ก็ร่วมขยี้ “ประเทศกูมี” โดยบอกว่าเตรียมใช้ พ.ร.บ.คอมพ์ ออกหมายจับคนทำมิวสิกวิดีโอโดยความผิดที่มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

มาตรการของรัฐบาลและตำรวจที่เป็นลูกน้องรัฐบาล ทำให้คนอยากรู้ว่า “ประเทศกูมี” พูดถึงอะไร แต่หลังจากดูเพลงเหมือนดูคลิปที่รัฐห้ามดูสำเร็จ

พลังสื่อสารของเพลงก็ทำงานจนยอดวิวและยอด engagement ในโลกโซเชียลมหาศาลไปด้วย

จากนั้นเพลงก็เชื่อมต่อกับการต่อสู้ทางการเมืองในโลกที่จับต้องได้จริงๆ

“ประเทศกูมี” แสดงอาการรัฐบาลขาลงเช่นเดียวกับแสดงขาขึ้นของความเบื่อหน่ายรัฐบาลไปพร้อมๆ กัน

ทันทีที่เห็นคนของรัฐไล่ล่า “ประเทศกูมี” คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเคยล้มเลือกตั้งปี 2557 แล้วตั้งพรรคลงเลือกตั้งปี 2562 ก็ระบุว่าเพลงนี้ “ทำร้ายแผ่นดินเกิด”

ส่วนคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล ที่ควรออกจากประชาธิปัตย์ไปอยู่พรรคสุเทพก็ระบุว่าเพลงนี้ผิดกฎหมายอาญา ม.116 จนสนับสนุนให้ตำรวจดำเนินคดี

ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว “ประเทศกูมี” พูดถึงสภาพสังคมแบบกว้างๆ ยาวห้านาที ฝ่ายไล่ล่า “ประเทศกูมี” กลับกล่าวหาว่าเพลงนี้ทำลายชาติเพื่อกระตุ้นการรวมพลังของคนเคยล้มเลือกตั้งปี 2557 ไม่ว่าผู้พิพากษาแก่, พลโทที่ขยันสร้างข่าว, นักการเมืองท้ายแถว, โฆษกช่องทหาร, แร็พเปอร์ล้มจำนำข้าว ฯลฯ

ภายใต้การไล่ล่าของนักการเมือง, ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำที่ใกล้ชิดสองรัฏฐาธิปัตย์ของยุค กลุ่มต่อต้าน “ประเทศกูมี” ปลุกระดมมวลชนโดยปลุกผีการแบ่งขั้วทางการเมืองในปี 2557 เพียงแต่ไม่มีใครหยิบนกหวีดมาคล้องคอแล้วเป่าตรงๆ

ด้วยการปั่นกระแสของรัฐและกลุ่มหนุนรัฐบาล คนที่เบื่อรัฐบาลและลูกสมุนก็ตอบโต้โดยแสดงออกด้วยวิธีพูดถึง “ประเทศกูมี” มากขึ้น ต่อให้รัฐจะสกัดการเข้าถึงเพลงโดยขู่ว่าใครแชร์โดนจับก็ตาม

“ประเทศกูมี” เป็นการเผชิญหน้าของรัฐและกองหนุนกับประชาชนที่เบื่อหน่ายรัฐบาล และถึงแม้จะไม่มีใครยอมเปิดหน้าชนอำนาจรัฐตรงๆ แต่การต่อต้านทางความรู้สึกในเรื่องนี้ก็รุนแรงจนเพลงเป็นการประลองพลังของทุกฝ่ายซึ่งระอุราวการชุมนุมที่อีกนิดเดียวอาจระเบิดเป็นประกายไฟขับไล่เผด็จการ

“ประเทศกูมี” เป็นชัยชนะของประชาชนในสงครามที่มองไม่เห็นกับอำนาจรัฐและกองหนุน เพราะนอกจากศึกนี้จะจบโดยโฆษกรัฐบาลหุบปากไม่พูดเรื่องนี้อีก ตำรวจที่ขู่จับทุกคนก็ท้องเฟ้อเพราะกินน้ำลายต่างน้ำไปเฉยๆ

ขณะที่นายกฯ ก็โหนกระแสว่าผมไม่เคยจับใครทันทีที่ลูกน้องปิดจ๊อบประจบนาย คนจำนวนมากเย้ยหยันว่ารัฐบาลพลาดที่ส่งตำรวจและม็อบไล่ล่า “ประเทศกูมี”

แต่ที่จริงยุทธวิธีทำเพลงแบบ “ประเทศกูมี” ทำให้รัฐบาลเหลือทางที่จะไม่ไล่ล่าน้อยมาก

เพราะองค์ประกอบทั้งหมดของ “ประเทศกูมี” ไม่ใช่แร็พเพื่อการแสดงออกของวัยรุ่นธรรมดาๆ แต่คือการต่อสู้ทางการเมืองกับรัฐบาลทหารโดยตรง

หนึ่งในข้อถกเถียงเรื่องแร็พในอเมริกาคือแร็พเกิดมาเพื่ออะไร

นักวิชาการบอกว่าแร็พคือบทกวีที่มีพันธะเพื่อคนไร้เสียง, นักประวัติศาสตร์ชี้ว่าแร็พเกิดจากปาร์ตี้แถวบรองซ์ ส่วน Dr.Dre กับ Ice Cubw สร้าง N.W.A. บนแนวคิด Reality Rap หรือการสะท้อนความรุนแรงและการละเมิดสิทธิของตำรวจต่อคนดำ สังคมไทยไม่มีการถกเถียงเรื่องแร็พอย่างในอเมริกา

แต่วิวัฒนาการของเบอร์ใหญ่ในวงการนี้คือการเดินทางจากสายปาร์ตี้ไปสู่การทำเพลงกระแสหลัก, เล่นหนังตลก, แต่งเพลงเชียร์ทหาร, ยุให้ใช้ ม.44 ปิดวัดที่ตัวเองเกลียด หรือแม้แต่คิดว่าการขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นใช้สิทธิเลือกตั้งคือการแสดงออกทางการเมือง “ประเทศกูมี” ปักธงผืนใหม่ของแร็พไทยและศิลปะร่วมสมัยของไทย

เพราะหลังจากนี้ เพลงเพื่อชีวิต, แร็พเปอร์ หรือคนทำเพลงร่วมสมัยที่พูดเรื่องสังคมจะถูกเปรียบเทียบกับ Rap Against Dictatorship จนทางออกเหลือแค่สารภาพว่ารับใช้ผู้มีอำนาจ ไม่อย่างนั้นคือยอมรับว่าเดรดล็อกเป็นแค่เครื่องแบบทำมาหากิน

“ประเทศกูมี” พูดถึงปัญหาประเทศโดยไม่พาดพิงชื่อนายกฯ ตรงๆ แต่ในบริบทที่ผู้นำฟาสซิสต์ทั้งโลกกล่อมประสาทมวลชนโดยห้ามพูดถึงปัจจุบันอันบัดซบ วิธีแร็พความเลวร้ายอย่างคดีเสือดำ, อาชญากรรมสูง, คนจนตายถ้าไร้บัตรทอง ฯลฯ คือการแฉว่ารัฐเผด็จการไร้ประสิทธิภาพจนไม่ต้องเสียปากพูดชื่อออกมา

ขณะที่ผู้นำเผด็จการอ้างว่าตัวเองมีความชอบธรรมเพราะปกครองดี สิ่งที่ทีม “แร็พต้านเผด็จการ” ทำคือการตีแผ่ว่าผู้นำที่ตั้งตัวเองเป็นนายกฯ นั้นสร้างปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-ความปลอดภัย และอะไรต่อมิอะไรเยอะไปหมด และในที่สุดการมีผู้นำจากการเลือกตั้งที่ประชาชนควบคุมได้จึงเป็นเรื่องจำเป็น

ภายใต้ประเทศที่กองหนุนเผด็จการชอบอ้างว่าลีกวนยูและมหาธีร์เป็นอำนาจนิยม แต่ทำประเทศเจริญได้ “ประเทศกูมี” เตือนว่าระบบเผด็จการจริงๆ มีพฤติกรรมจับประชาชนข้อหาโพสต์เฟซหรือลบหลู่รัฐบาล, ตั้งสภาเพื่อฟอกขาวอำนาจรัฐ, ทหารเลือกนายกฯ และระบบตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งหมดถูกทำลาย

แกนของ “ประเทศกูมี” คือการ De-romanticize คำพูดที่ผู้นำเผด็จการและกองหนุนปั้นแต่งเพื่อยกย่องตัวเอง

ส่วนความน่าประหวั่นของ “ประเทศกูมี” คือสมาชิกคณะ “แร็พต้านเผด็จการ” ประกาศสารนี้ด้วยจิตสำนึกที่ระเบิดออกมาแบบไม่กลัวผู้มีอำนาจอีกแล้ว ต่อให้ไม่มีใครอยากถูกจับหรือถูกดำเนินคดีก็ตาม แก่นแท้ของระบบเผด็จการคือการปกครองโดยอำเภอใจ

ประชาชนที่เผชิญภาวะนี้จึงไม่พูดและไม่แสดงออกเพราะไม่รู้ว่าเส้นไหนที่ข้ามแล้วถูกจับหรือถูกอุ้ม

ส่วน “ประเทศกูมี” ขยายเส้นแห่งสำนึกว่า “กูทำได้” ในหมู่ประชาชนซึ่งเป็นประตูสู่ “อิสรภาพจากความกลัว” อันเป็นพื้นฐานของการต่อต้านเผด็จการสำหรับผู้ฝักใฝ่เผด็จการทั้งทางตรงและทางอ้อม ภาพคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดเพื่อตีแผ่สภาพสังคมคือฝันร้ายที่น่าตระหนก

เพราะผู้นำที่กดสังคมคือคนที่หวาดกลัวการรับรู้ว่าคนในสังคมชิงชังตัวเองแค่ไหน

และยิ่งกว่านั้นคือกลัวที่จะยอมรับความจริงว่าเภทอะไรจะเกิดขึ้นในวันที่ทุกคนไม่ยอมสยบต่อไป

ระบบเผด็จการมักกล่อมประสาทประชาชนโดยอ้างว่าให้ความยุติธรรมกับทุกคน

แต่ทีม “แร็พต้านเผด็จการ” เขียนเพลงจนผู้ชมรับรู้ถึงแอกแห่งความอยุติธรรมที่ครอบงำประเทศนี้

และที่สำคัญกว่านั้นคือวิธีสื่อสารโดยเทียบเคียงให้ผู้ฟังเห็นความย้อนแย้งเพื่อเปิดทางสู่การตั้งคำถามกับระบบด้วยตัวเอง

ท่อนแรกของ “ประเทศกูมี” พูดถึง “ประเทศที่พล่ามแต่ศีลธรรม” แต่ “อาชญากรรมสูงกว่าไอเฟิล”

ส่วนท่อนถัดไปพูดว่า “ประเทศที่ตุลาการ” มี “บ้านพักบนอุทยาน” หรือจากนั้นก็คือ “ประเทศที่เสรี” แต่ “เลือกนายกฯ ต้องให้ทหารมาเลือกให้”

ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ฟังเห็นถึงความฉ้อฉลของระบบโดยตรง

ตรงข้ามกับนักวิชาการที่วิพากษ์เผด็จการด้วยหลักการประเภทสิทธิ, ความเท่าเทียม และประชาธิปไตย ทีมแร็พต้านเผด็จการวิพากษ์เรื่องนี้โดยชี้ไปที่ความล้มละลายทางศีลธรรมของระบบ เผด็จการเป็นภัยเพราะสร้างความยุติธรรมไม่ได้

และภายใต้ระบบนี้ ทุกคนมีสิทธิเผชิญความอยุติธรรมและการโกหกตลอดเวลา

“ประเทศกูมี” คือแสงสว่างของการผลักดันประเทศสู่ประชาธิปไตย พลังประชาชนที่โอบอุ้มบทเพลงให้รอดการไล่ล่าของอำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องปกติ

ประกายไฟของการเปลี่ยนประเทศสู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้เริ่มต้นแล้ว

หรืออย่างน้อยก็ทำให้คนเชื่อมากขึ้นว่าประเทศไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่เป็นมาตลอดสี่ปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...