ประเทศกูมี : ประกายไฟแห่งการเปลี่ยนประเทศสู่อนาคต / ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
“ประเทศกูมี” เป็นตำนานบทใหม่ของการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทย
เพราะนอกจากยอดผู้ชมใน youtube หลังอัพโหลดหนึ่งสัปดาห์จะมหาศาลจนแซงเพลงเพื่อการค้าจำนวนมาก
การแพร่ระบาดของเพลงยังเกิดจากความไม่พอใจอำนาจรัฐจนมีผู้เห็นว่าเพลงนี้เป็นสัญญาณตอกย้ำความเป็นรัฐบาลขาลง
แน่นอนว่ายอดวิวที่อาจสูงถึง 30 ล้านของ “ประเทศกูมี” มีส่วนมาจากความอยากรู้ว่าทำไมเพลงถูกไล่ล่าโดยรัฐบาล
คนที่ควรถูกเย้ยหยันว่าทำให้เพลงดังจึงไม่ได้มีแต่คุณศรีวราห์กับตำรวจ ปอท.
แต่ต้องย้อนไปถึงรองเลขาฯ นายกฯ ที่ลอยหน้าลอยตาแถลงข่าวว่าเพลงทำให้ประเทศเสียหายจนขอให้ตำรวจเข้าไปดู
ด้วยการชี้นำของผู้ต้องหาคดีกบฏที่นายกฯ อัพเกรดจากรองเลขาฯ เป็นโฆษก เพลง “ประเทศกูมี” ถูกยัดเยียดว่ามีเบื้องหลังจนต้องตรวจสอบต้นตอทั้งหมด
จากนั้นคุณศรีวราห์ซึ่งเป็นแถวหน้าในการสนองภารกิจรัฐบาลก็เรียกคนทำเพลงมาพบ
และภายในสองชั่วโมง ปอท.ก็ประกาศว่าใครแชร์เพลงนี้มีความผิดทันที
ไม่เพียงตำรวจจะไล่ล่า “ประเทศกูมี” ตามการขยับของอดีตม็อบ กปปส. ซึ่งนายกฯ แต่งตั้งให้มีตำแหน่งใหญ่โต พลตำรวจตรีที่สนิทกับคุณประวิตรจนถูกแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยโฆษกรองนายกฯ ก็ร่วมขยี้ “ประเทศกูมี” โดยบอกว่าเตรียมใช้ พ.ร.บ.คอมพ์ ออกหมายจับคนทำมิวสิกวิดีโอโดยความผิดที่มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี
มาตรการของรัฐบาลและตำรวจที่เป็นลูกน้องรัฐบาล ทำให้คนอยากรู้ว่า “ประเทศกูมี” พูดถึงอะไร แต่หลังจากดูเพลงเหมือนดูคลิปที่รัฐห้ามดูสำเร็จ
พลังสื่อสารของเพลงก็ทำงานจนยอดวิวและยอด engagement ในโลกโซเชียลมหาศาลไปด้วย
จากนั้นเพลงก็เชื่อมต่อกับการต่อสู้ทางการเมืองในโลกที่จับต้องได้จริงๆ
“ประเทศกูมี” แสดงอาการรัฐบาลขาลงเช่นเดียวกับแสดงขาขึ้นของความเบื่อหน่ายรัฐบาลไปพร้อมๆ กัน
ทันทีที่เห็นคนของรัฐไล่ล่า “ประเทศกูมี” คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเคยล้มเลือกตั้งปี 2557 แล้วตั้งพรรคลงเลือกตั้งปี 2562 ก็ระบุว่าเพลงนี้ “ทำร้ายแผ่นดินเกิด”
ส่วนคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล ที่ควรออกจากประชาธิปัตย์ไปอยู่พรรคสุเทพก็ระบุว่าเพลงนี้ผิดกฎหมายอาญา ม.116 จนสนับสนุนให้ตำรวจดำเนินคดี
ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว “ประเทศกูมี” พูดถึงสภาพสังคมแบบกว้างๆ ยาวห้านาที ฝ่ายไล่ล่า “ประเทศกูมี” กลับกล่าวหาว่าเพลงนี้ทำลายชาติเพื่อกระตุ้นการรวมพลังของคนเคยล้มเลือกตั้งปี 2557 ไม่ว่าผู้พิพากษาแก่, พลโทที่ขยันสร้างข่าว, นักการเมืองท้ายแถว, โฆษกช่องทหาร, แร็พเปอร์ล้มจำนำข้าว ฯลฯ
ภายใต้การไล่ล่าของนักการเมือง, ข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำที่ใกล้ชิดสองรัฏฐาธิปัตย์ของยุค กลุ่มต่อต้าน “ประเทศกูมี” ปลุกระดมมวลชนโดยปลุกผีการแบ่งขั้วทางการเมืองในปี 2557 เพียงแต่ไม่มีใครหยิบนกหวีดมาคล้องคอแล้วเป่าตรงๆ
ด้วยการปั่นกระแสของรัฐและกลุ่มหนุนรัฐบาล คนที่เบื่อรัฐบาลและลูกสมุนก็ตอบโต้โดยแสดงออกด้วยวิธีพูดถึง “ประเทศกูมี” มากขึ้น ต่อให้รัฐจะสกัดการเข้าถึงเพลงโดยขู่ว่าใครแชร์โดนจับก็ตาม
“ประเทศกูมี” เป็นการเผชิญหน้าของรัฐและกองหนุนกับประชาชนที่เบื่อหน่ายรัฐบาล และถึงแม้จะไม่มีใครยอมเปิดหน้าชนอำนาจรัฐตรงๆ แต่การต่อต้านทางความรู้สึกในเรื่องนี้ก็รุนแรงจนเพลงเป็นการประลองพลังของทุกฝ่ายซึ่งระอุราวการชุมนุมที่อีกนิดเดียวอาจระเบิดเป็นประกายไฟขับไล่เผด็จการ
“ประเทศกูมี” เป็นชัยชนะของประชาชนในสงครามที่มองไม่เห็นกับอำนาจรัฐและกองหนุน เพราะนอกจากศึกนี้จะจบโดยโฆษกรัฐบาลหุบปากไม่พูดเรื่องนี้อีก ตำรวจที่ขู่จับทุกคนก็ท้องเฟ้อเพราะกินน้ำลายต่างน้ำไปเฉยๆ
ขณะที่นายกฯ ก็โหนกระแสว่าผมไม่เคยจับใครทันทีที่ลูกน้องปิดจ๊อบประจบนาย คนจำนวนมากเย้ยหยันว่ารัฐบาลพลาดที่ส่งตำรวจและม็อบไล่ล่า “ประเทศกูมี”
แต่ที่จริงยุทธวิธีทำเพลงแบบ “ประเทศกูมี” ทำให้รัฐบาลเหลือทางที่จะไม่ไล่ล่าน้อยมาก
เพราะองค์ประกอบทั้งหมดของ “ประเทศกูมี” ไม่ใช่แร็พเพื่อการแสดงออกของวัยรุ่นธรรมดาๆ แต่คือการต่อสู้ทางการเมืองกับรัฐบาลทหารโดยตรง
หนึ่งในข้อถกเถียงเรื่องแร็พในอเมริกาคือแร็พเกิดมาเพื่ออะไร
นักวิชาการบอกว่าแร็พคือบทกวีที่มีพันธะเพื่อคนไร้เสียง, นักประวัติศาสตร์ชี้ว่าแร็พเกิดจากปาร์ตี้แถวบรองซ์ ส่วน Dr.Dre กับ Ice Cubw สร้าง N.W.A. บนแนวคิด Reality Rap หรือการสะท้อนความรุนแรงและการละเมิดสิทธิของตำรวจต่อคนดำ สังคมไทยไม่มีการถกเถียงเรื่องแร็พอย่างในอเมริกา
แต่วิวัฒนาการของเบอร์ใหญ่ในวงการนี้คือการเดินทางจากสายปาร์ตี้ไปสู่การทำเพลงกระแสหลัก, เล่นหนังตลก, แต่งเพลงเชียร์ทหาร, ยุให้ใช้ ม.44 ปิดวัดที่ตัวเองเกลียด หรือแม้แต่คิดว่าการขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นใช้สิทธิเลือกตั้งคือการแสดงออกทางการเมือง “ประเทศกูมี” ปักธงผืนใหม่ของแร็พไทยและศิลปะร่วมสมัยของไทย
เพราะหลังจากนี้ เพลงเพื่อชีวิต, แร็พเปอร์ หรือคนทำเพลงร่วมสมัยที่พูดเรื่องสังคมจะถูกเปรียบเทียบกับ Rap Against Dictatorship จนทางออกเหลือแค่สารภาพว่ารับใช้ผู้มีอำนาจ ไม่อย่างนั้นคือยอมรับว่าเดรดล็อกเป็นแค่เครื่องแบบทำมาหากิน
“ประเทศกูมี” พูดถึงปัญหาประเทศโดยไม่พาดพิงชื่อนายกฯ ตรงๆ แต่ในบริบทที่ผู้นำฟาสซิสต์ทั้งโลกกล่อมประสาทมวลชนโดยห้ามพูดถึงปัจจุบันอันบัดซบ วิธีแร็พความเลวร้ายอย่างคดีเสือดำ, อาชญากรรมสูง, คนจนตายถ้าไร้บัตรทอง ฯลฯ คือการแฉว่ารัฐเผด็จการไร้ประสิทธิภาพจนไม่ต้องเสียปากพูดชื่อออกมา
ขณะที่ผู้นำเผด็จการอ้างว่าตัวเองมีความชอบธรรมเพราะปกครองดี สิ่งที่ทีม “แร็พต้านเผด็จการ” ทำคือการตีแผ่ว่าผู้นำที่ตั้งตัวเองเป็นนายกฯ นั้นสร้างปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง-ความปลอดภัย และอะไรต่อมิอะไรเยอะไปหมด และในที่สุดการมีผู้นำจากการเลือกตั้งที่ประชาชนควบคุมได้จึงเป็นเรื่องจำเป็น
ภายใต้ประเทศที่กองหนุนเผด็จการชอบอ้างว่าลีกวนยูและมหาธีร์เป็นอำนาจนิยม แต่ทำประเทศเจริญได้ “ประเทศกูมี” เตือนว่าระบบเผด็จการจริงๆ มีพฤติกรรมจับประชาชนข้อหาโพสต์เฟซหรือลบหลู่รัฐบาล, ตั้งสภาเพื่อฟอกขาวอำนาจรัฐ, ทหารเลือกนายกฯ และระบบตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งหมดถูกทำลาย
แกนของ “ประเทศกูมี” คือการ De-romanticize คำพูดที่ผู้นำเผด็จการและกองหนุนปั้นแต่งเพื่อยกย่องตัวเอง
ส่วนความน่าประหวั่นของ “ประเทศกูมี” คือสมาชิกคณะ “แร็พต้านเผด็จการ” ประกาศสารนี้ด้วยจิตสำนึกที่ระเบิดออกมาแบบไม่กลัวผู้มีอำนาจอีกแล้ว ต่อให้ไม่มีใครอยากถูกจับหรือถูกดำเนินคดีก็ตาม แก่นแท้ของระบบเผด็จการคือการปกครองโดยอำเภอใจ
ประชาชนที่เผชิญภาวะนี้จึงไม่พูดและไม่แสดงออกเพราะไม่รู้ว่าเส้นไหนที่ข้ามแล้วถูกจับหรือถูกอุ้ม
ส่วน “ประเทศกูมี” ขยายเส้นแห่งสำนึกว่า “กูทำได้” ในหมู่ประชาชนซึ่งเป็นประตูสู่ “อิสรภาพจากความกลัว” อันเป็นพื้นฐานของการต่อต้านเผด็จการสำหรับผู้ฝักใฝ่เผด็จการทั้งทางตรงและทางอ้อม ภาพคนหนุ่มที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดเพื่อตีแผ่สภาพสังคมคือฝันร้ายที่น่าตระหนก
เพราะผู้นำที่กดสังคมคือคนที่หวาดกลัวการรับรู้ว่าคนในสังคมชิงชังตัวเองแค่ไหน
และยิ่งกว่านั้นคือกลัวที่จะยอมรับความจริงว่าเภทอะไรจะเกิดขึ้นในวันที่ทุกคนไม่ยอมสยบต่อไป
ระบบเผด็จการมักกล่อมประสาทประชาชนโดยอ้างว่าให้ความยุติธรรมกับทุกคน
แต่ทีม “แร็พต้านเผด็จการ” เขียนเพลงจนผู้ชมรับรู้ถึงแอกแห่งความอยุติธรรมที่ครอบงำประเทศนี้
และที่สำคัญกว่านั้นคือวิธีสื่อสารโดยเทียบเคียงให้ผู้ฟังเห็นความย้อนแย้งเพื่อเปิดทางสู่การตั้งคำถามกับระบบด้วยตัวเอง
ท่อนแรกของ “ประเทศกูมี” พูดถึง “ประเทศที่พล่ามแต่ศีลธรรม” แต่ “อาชญากรรมสูงกว่าไอเฟิล”
ส่วนท่อนถัดไปพูดว่า “ประเทศที่ตุลาการ” มี “บ้านพักบนอุทยาน” หรือจากนั้นก็คือ “ประเทศที่เสรี” แต่ “เลือกนายกฯ ต้องให้ทหารมาเลือกให้”
ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ฟังเห็นถึงความฉ้อฉลของระบบโดยตรง
ตรงข้ามกับนักวิชาการที่วิพากษ์เผด็จการด้วยหลักการประเภทสิทธิ, ความเท่าเทียม และประชาธิปไตย ทีมแร็พต้านเผด็จการวิพากษ์เรื่องนี้โดยชี้ไปที่ความล้มละลายทางศีลธรรมของระบบ เผด็จการเป็นภัยเพราะสร้างความยุติธรรมไม่ได้
และภายใต้ระบบนี้ ทุกคนมีสิทธิเผชิญความอยุติธรรมและการโกหกตลอดเวลา
“ประเทศกูมี” คือแสงสว่างของการผลักดันประเทศสู่ประชาธิปไตย พลังประชาชนที่โอบอุ้มบทเพลงให้รอดการไล่ล่าของอำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องปกติ
ประกายไฟของการเปลี่ยนประเทศสู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้เริ่มต้นแล้ว
หรืออย่างน้อยก็ทำให้คนเชื่อมากขึ้นว่าประเทศไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่เป็นมาตลอดสี่ปี