โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม้เรียวสร้างคน? การตีเด็กเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และความรุนแรงไม่ใช่ทางออก

Khaosod

อัพเดต 29 ก.ย 2563 เวลา 04.06 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2563 เวลา 11.01 น.

จากแนวคิดที่ว่า "รักวัวให้ผูก รักลูกลูกให้ตี" กับ "ไม้เรียวสร้างคน" เชื่อว่าหลายคนที่ผ่านประสบการณ์วัยเด็กย่อมสัมผัสประสบการณ์การลงโทษด้วยไม้เรียวหรือการลงโทษแบบอื่นอย่าง เดินเป็ด คาบไม้เรียว ขนมจีบ วิ่งรอบสนาม ลุกนั่ง หรือการลงโทษหนักรูปแบบต่างๆ ที่โรงเรียน

สังเกตกันไหมว่าคุณมักจำประสบการณ์การทำโทษจากครูเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปความทรงจำเหล่านั้นกับกลายเป็นเรื่องที่สนุกสนาน ถูกพูดกันอย่างขำขัน แต่คุณลืมความเจ็บปวดจากการลงโทษนั้นไปหมดสิ้นแล้วหรือ? ว่าการกระทำเหล่านั้นสร้างความบอบช้ำกับร่างกาย และจิตใจคุณขนาดไหน

เมื่อเด็กทำผิดพลาด หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ผู้ใหญ่จึงต้องยื่นมือมาช่วยขัดเกลาให้เด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม และดีขึ้น การอบรมสั่งสอนนั้นมีหลากหลายวิธีที่ทำได้ และสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม เพราะด้วยเวลาที่ผ่านไปกับยุคสมัยที่แปรเปลี่ยน การทำร้ายร่างกายไม่ควรเป็นทางออกของการทำโทษ

หากจะยึดตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 แล้วนั้นในระเบียบได้ระบุไว้ในข้อ 4 ว่า …"การลงโทษ" หมายความว่า การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการอบรมสั่งสอน

และ"ข้อ 6 ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนหรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย"

นั่นหมายความว่าครูไม่ควรลงโทษนักเรียน และนักศึกษา ด้วยวิธีการอื่นๆ ถึงแม้ว่าก่อนหน้าในปี 2542 กระทรวงศึกษาธิการมีระเบียบลงโทษนักเรียนที่อนุญาตให้ครูใช้ไม้เรียวตีนักเรียนได้ก็ตาม

ทั้งในหลายประเทศต่างได้ออกกฎหมาย และข้อห้ามตีเด็กออกมาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะเนื่องจากต่างประเทศก็ประสบปัญหาผู้ใหญ่ทำร้ายเด็กเช่นเดียวกัน จึงได้ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการทารุณกรรมเด็ก เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองด้วยความเข้าใจ ทั้งยังเป็นปกป้องสิทธิของตัวเด็กเอง

ซึ่งประเทศแรกที่ออกกฎหมายห้ามลงโทษเด็กด้วยการตีเป็นประเทศแรกนั่นคือ "สวีเดน" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงโทษทางร่างกายบริเวณโรงเรียน เพราะชาวสวีเดนนั้นมีความเชื่อที่ว่าการอบรมที่ดี จะต้องปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน การตีเด็กนั้นเป็นสิ่งให้เด็กรู้สึกอับอาย ถึงแม้ว่าจะเป็นการตีที่ไม่รุนแรงจะไม่เป็นความผิดทางอาญา แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าการตีหรือทำร้ายร่างกายเด็กจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศนี้

ประเทศ"ฝรั่งเศส" ก็เห็นชอบร่างกฎหมายห้ามตีเด็กเพื่อสั่งสอน โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ระบุโทษที่พ่อ-แม่ หรือผู้ปกครองจะได้รับหากกระทำความผิด ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ส่งผลทำให้คู่แต่งงานใหม่ทุกคู่นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะต้องแลกเปลี่ยนคำสาบานเพิ่มขึ้นอีก 1 ประโยคที่ระบุว่า "ผู้ปกครองไม่มีสิทธิที่จะใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายหรือจิตใจกับเด็กๆ" และประโยคดังกล่าวจะปรากฎอยู่บนหน้าปกของสมุดบันทึกสุขภาพเด็กชาวฝรั่งเศสอีกด้วย

ประเทศ "สกอตแลนด์" เป็นประเทศแรกในสหราชอาณาจักรที่กำหนดให้การตีเด็กเป็นความผิดทางอาญา ในการพิจารณาว่าการลงโทษนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ศาลจะดูปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ลักษณะการลงโทษ ระยะเวลาและความถี่ในการลงโทษ อายุของเด็กที่ถูกลงโทษ ตลอดจนผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของเด็ก ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว นี่หมายความว่าพ่อแม่สามารถตีตัวเด็กได้ แต่การตีหัว เขย่าตัว หรือใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ช่วย ถือว่าผิดกฎหมาย

ส่วนชาติอื่นในสหราชอาณาจักรพ่อแม่ในอังกฤษ และเวลส์อาจโดนตั้งข้อหาทางอาญาได้หากตีลูกแรงจนเกิดรอยช้ำ บวม หรือเป็นแผล ตอนนี้เวลส์กำลังอยู่ในกระบวนการที่จะออกกฎหมายห้ามตีเด็กโดยสิ้นเชิง ห้ามแม้แต่การลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งบังคับใช้มาในอังกฤษและเวลส์ตั้งแต่ยุควิกตอเรียหรือช่วงศตวรรษที่ 19

และล่าสุดในปี 2563 ประเทศ "ญี่ปุ่น" ก็ได้ออกกฎหมายห้ามตีเด็กขึ้นเช่นกัน เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เกิดการทารุณกรรมเด็กหลายคดี จึงได้มีการลงมติเพื่อร่างกฎหมายห้ามตีเด็กขึ้น โดยห้ามพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และคุณครู ลงโทษเด็กทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทำโทษเพื่ออบรมสั่งสอนหรือไม่ก็ตาม

กฎหมายนี้จะต้องมีทนายความ และแพทย์ประจำศูนย์สวัสดิภาพเด็กแห่งต่างๆ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และกฎหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือ ปรึกษา และลดความรุนแรงภายในครอบครัว

ณ ตอนนี้มีทั้งหมด 60 ประเทศแล้วที่ออกกฎหมายห้ามตีเด็ก และอีกประมาณ 28 ประเทศที่ได้ให้คำมั่นที่จะปฏิรูปกฎหมายของตนเพื่อที่จะบรรลุออกมาเป็นข้อกฎหมายดังกล่าว

และตอนนี้ประเทศไทยก็กำลังประสบปัญหาการใช้ความรุนแรงกับเด็กในหลากหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สถานที่ราชการ หรือแม้กระทั่งที่บ้าน มีทั้งที่เรารู้ และเราไม่รู้ มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...