โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คุยกับซีอีโอ"ไทยออยล์" หลังก้าวสู่ธุรกิจ"โอเลฟินส์"

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ก.ค. 2564 เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 06.36 น.

วันที่ 30 ก.ค.2564 บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ประกาศเข้าร่วมลงทุน ในบริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ PT TOP Investment Indonesia โดยเข้าถือหุ้น CAP ที่สัดส่วน 15.38% ใช้เงินลงทุนมูลค่ารวมไม่เกิน 1,183 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

วิรัตน์ เอื้อนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยออยล์ เปิดเผยในงาน “CEO Meets Media – Building on our Strong Foundation” ว่า การลงทุนครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของไทยออยล์ในการเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ จากเดิมที่มีธุรกิจสายอะโรเมติกส์อยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้โครงสร้างธุรกิจของไทยออยล์มีความสมบูรณ์ครอบคลุมธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร โดยสายโอเลฟินส์มีข้อได้เปรียบที่สามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ขั้นปลายต่างๆ ที่หลากหลายกว่าสายอะโรเมติกส์

- จ่ายค่าหุ้นงวดแรกก.ย.ไตรมาส 4 รู้รายได้จาก CAP ราว 40-50 ล้านดอลลาร์

สำหรับกระบวนการชำระค่าหุ้น จะแบ่งการชำระเงินเป็นงวด โดยงวดแรก จะสามารถดำเนินการจ่ายเงินได้ในเดือนกันยายนนี้ จำนวน 913 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นที่ 15% หลังจากนั้นจะรอให้มีการตัดสินใจการลงทุนการขยายกำลังการผลิตและก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีแห่งที่ 2  (CAP 2) ซึ่งคาดว่าจะสามารถตัดสินใจได้ในช่วงกลางปี 2565 บริษัทก็จะมีการดำเนินการจ่ายเงินในงวดที่สอง อีก 270 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 15.38% โดยเงินลงทุนทั้งหมดของไทยออยล์ จะถูกนำไปพัฒนาและก่อสร้างโครงการ CAP 2

ภายหลังจากการจ่ายเงินงวดแรกในเดือนกันยายนนี้  จะส่งผลให้ไทยออยล์สามารถรับรู้กำไรเข้ามา คาดว่าจะมีการบันทึกส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนใน CAP ได้ในไตรมาส 4/64 เป็นต้นไป ซึ่งในช่วงเริ่มต้นคาดจะได้รับกำไรเข้ามาราว 40-50 ล้านดอลลาร์ต่อปี (คำนวนจากกำไรในไตรมาส 1/64 ของ CAP ที่อยู่ราว 84 ล้านดอลลาร์) ขณะที่หากมีการเดินเครื่องในโครงการ CAP 2 ในปี 2569 ก็จะส่งผลทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 2 เท่า และจะส่งผลดีต่อกำไรที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตามไปด้วย โดย CAP 1 มีกำไรอยู่ที่ 165 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 5,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา

- โครงสร้างรายได้ไทยออยล์ หลังรุกธุรกิจโอเลฟินส์

ขณะเดียวกันการร่วมลงทุนใน CAP ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำทำให้ไทยออยล์สามารถก้าวเข้าสู่ธุรกิจโอเลฟินส์ได้อย่างรวดเร็ว และทำให้โครงสร้างธุรกิจมีความสมบูรณ์ ครอบคลุมธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สร้างโอกาสการเติบโตในประเทศอินโดนีเซีย ที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสูงมาก

นอกจากนี้ยังเป็นการการขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่าง ไทยออยล์ กับ CAP โดยไทยออยล์ได้เข้าทำสัญญา เพื่อส่งผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบให้กับ CAP เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และยังได้เข้าทำสัญญาเพื่อจำหน่ายพอลิเมอร์เรซิน (Polymer Resin) และผลิตภัณฑ์ในรูปของเหลวอื่นๆ ของ CAP อีกด้วย

"บริษัทเชื่อว่าการลงทุนในครั้งนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ จากเดิมที่มีธุรกิจสายอะโรเมติกส์อยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้โครงสร้างธุรกิจของไทยออยล์ ครอบคลุมธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีอย่างครบวงจร พร้อมตั้งเป้าปี 2573 สัดส่วนกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นจะลดลงเหลือ 40% จากเดิมที่อยู่ราว 70-80% และธุรกิจปิโตรเคมี มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 40%,ไฟฟ้า 10% และธุรกิจอื่นๆ 10% " ซีอีโอไทยออยล์ กล่าว

- แหล่งเงินมาจากไหนบ้าง หลังลงทุนครั้งใหญ่

ด้านแผนการจัดหาเงินทุน วิรัตน์ กล่าวว่า ลำดับแรก บริษัทจะใช้เงินกู้ระยะสั้น (Bridging Loans) ระยะเวลาไม่เกิน 18 เดือน อัตราดอกเบี้ยเทียบเคียงกับตลาดไม่เกิน 2.5% ต่อปี เพื่อนำไปชำระค่าหุ้นก่อน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน และบมจ.ปตท. (PTT) ประมาณ 48% ส่วนที่สองจะมาจากการขายหุ้นบมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ในสัดส่วน 10.8% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วของ GPSC ให้แก่ PTT คาดจะได้รับเงินเข้ามาจำนวน 20,000 ล้านบาท และการเพิ่มทุนไม่เกิน 10,000 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทฯ ยังสามารถออกหุ้นกู้หรือกู้เงินระยะยาวจากสถาบันการเงินได้ รวมถึงปัจจุบันบริษัทฯ ยังมีกระแสเงินสดในมือกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตามกระบวนการเพิ่มทุนและการขายหุ้น GPSC คาดจะดำเนินการเสร็จสิ้นได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2565 เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวต้องขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน โดยคาดว่ากระบวนการจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนส.ค.เป็นต้นไป พร้อมยอมรับว่าการเพิ่มทุนของบริษัทในรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิมถูก Dilute ประมาณ 10%

"การซื้อหุ้น CAP ในครั้งนี้ได้ราคาที่ดิสเคาน์ หรือต่ำกว่าราคาในตลาดหุ้นอินโดนีเซียประมาณ 20% เพราะเป็นหุ้นที่ออกใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมและบริษัทได้รับสิทธิเพิ่มทุนในราคาเดียวกับเอสซีจี เคมิคอลส์ ที่ซื้อหุ้นเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นเอาไว้ รวมถึงบริษัทยังได้สิทธิในการขายผลิตภัณฑ์ให้แก่ CAP และยังสามารถส่งกรรมการเข้าไปนั่งในบอร์ดได้ 3 คน จากทั้งหมด 15 คน" 

วิรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า บริษัทสนใจที่จะเข้าไปถือหุ้นใน CAP เพิ่มเติม ซึ่งก็อยู่ระหว่างการเจรจากับ CAP ในการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนดังกล่าว หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป

- ปักหมุดอินโดฯเพราะดีมาน์โอเลฟินส์สูง-อนาคตดี 

ส่วนเหตุผลที่ไทยออยล์ลงทุนในอินโดนีเซีย วิรัตน์ กล่าวว่า เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ในปริมาณสูง มีแนวโน้มเติบโตดีในอนาคต และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ โดย CAP เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีชั้นนำรายใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซีย 

อีกทั้ง CAP ยังเป็นผู้ดำเนินกิจการโรงงานแยกแนฟทา (Naphtha Cracker) เพียงแห่งเดียวของประเทศ มีกำลังการผลิตเอทิลีน (ethylene) ประมาณ 900,000 เมตริกตันต่อปี และพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) ที่มีคุณภาพสูง อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตสไตรีนโมโนเมอร์ (SM) และบิวทาไดอีน (BD) และจะดำเนินการขยายกำลังการผลิตและก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีแห่งที่ 2  (CAP 2) ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกเท่าตัว ในปี 2569  

"การเข้าลงทุนครั้งนี้ของไทยออยล์ก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งการได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท CAP และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด  ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ CAP ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือในการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต" ซีอีโอไทยออยล์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...