โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกร็ดความรู้เรื่องการเมือง – ส.ส. แบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) คืออะไร ?

Campus Star

เผยแพร่ 26 มี.ค. 2562 เวลา 11.10 น.
ส.ส. แบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) คืออะไร ? สภาผู้แทนราษฎร ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ หรือเรียกว่า Party-list จำนวน 150 คน มาจากการคำนวณคะแนนเสียง โดยจะต้องดูว่าแต่ละพรรคนั้นได้สัดส่วนเท่าไรในคะแนนเสียงรวมกันทั่วประเทศ 

ในบทความนี้ขอหยิบยกเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเมือง เรื่องระบบ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) มาให้ทุกคนได้อ่านทำความเข้าใจกันค่ะ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายว่าคืออะไร การเลือก ส.ส. แบบปาร์ตี้ลิสต์มาจากไหน คำนวณอย่างไร ลองไปอ่านทำความเข้าใจกันค่ะ

ส.ส. แบบปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) คืออะไร ?

ก่อนที่จะไปถึงเรื่องของ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งในปี 2562 กันก่อนค่ะ สำหรับ ส.ส. มีชื่อเรียกเต็ม ๆ ว่าสภาผู้แทนราษฎร ถูกกำหนดไว้ว่าต้องมีทั้งหมด 500 คน โดยทั้งหมดนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

1. ส.ส. แบบแบ่งเขต จำนวน 350 คน

ส.ส. แบบแบ่งเขต มาจากการเลือกตั้งในประเทศไทย ซึ่งมี 350 เขตเลือกตั้ง ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ส.ส. ที่ลงสมัครตามเขตต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ที่ประชาชนไปเลือกกันนั่นแหละค่ะ 

2. ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ หรือเรียกว่า Party-list จำนวน 150 คน

ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกว่า ปาร์ตี้ลิสต์ (Party-list) อันนี้เรามาเข้าเรื่องกันแล้วนะคะปาร์ตี้ลิสต์ มาจากการคำนวณคะแนนเสียง โดยจะต้องดูว่าแต่ละพรรคนั้นได้สัดส่วนเท่าไรในคะแนนเสียงรวมกันทั่วประเทศ ซึ่งต้องนำไปคำนวณผ่านสูตรดังต่อไปนี้อีกทีค่ะ

วิธีคำนวณ ส.ส. Party-list

1. เอาคะแนนผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศ ลบด้วย ผู้ Vote No และบัตรเสียออกก่อน

*ยกตัวอย่าง *

มีผู้ออกใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 36 ล้านคน บัตรเสีย 6 แสนใบ ไม่ประสงค์ลงคะแนนหรือโหวตโน 4 แสนใบ = 36,000,000 – (600,000+400,000) = 35, 000,000
ดังนั้น เลขที่จะเอามาคำนวนจริง คือ 35, 000,000 ล้านเสียง

. . . . .

2. นำจำนวนที่ได้จากข้อ 1 หารด้วย ส.ส. ทั้งหมดนั่นคือ 500 คน ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นคะแนนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน

ยกตัวอย่าง

35, 000,000 ÷ 500 = 70, 000 หมายความว่า 70, 000 นี้คือ คะแนนต่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน

* จำนวน ส.ส. ทั้งหมด 500 คน มาจาก ส.ส. แบบแบ่งเขต จำนวน 350 คน / ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน* 

. . . . .

3. หา ‘ส.ส. พึงมี’ (คือ ส.ส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคจะมีได้ไม่เกินจำนวนเท่าไร ?)

ยกตัวอย่าง 

เอาจำนวน คะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศ ของแต่ละพรรคที่ได้ หารด้วย 70, 000 (คะแนนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คนที่ได้จากข้อ 2) จะได้จำนวนที่เรียกว่า ‘ส.ส. พึงมี’

ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า ส.ส. บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคจะมีได้ไม่เกินโควตาเท่าไร

สูตรคำนวณ

สมมติว่าได้คะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศ 35, 000,000 คะแนน การคำนวณต้องเป็นดังต่อไปนี้คือ

35, 000,000 ÷ 70, 000= 50 คน หมายความว่า ส.ส. พึงมีของพรรค A คือ 50 คน

. . . . .

4. ส.ส. พึงมี ลบด้วย ส.ส. เขตของพรรค A จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ (Party-list)

สมมติว่า พรรค A ได้ ส.ส. เขตมาแล้ว 30 คน

ยกตัวอย่าง : สูตรคำนวณ

ส.ส. พึงมีของพรรค A คือ 50 คน – ส.ส. เขต 30 คน = ผลลัพธ์คือ 20 คน หมายถึง พรรค A จะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ (Party-list) 20 คน

กรณีที่พรรคอาจจะไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ

พรรคใหญ่ ๆ ที่ได้คะแนนสูง ๆ เช่น พรรค B ชนะได้ ส.ส. เขต 200 คน คะแนน ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศได้มากถึง 13,500,000 คะแนน

เมื่อนำมาคำนวณตามสูตร

ส.ส. เขตรวมทั้งประเทศ หารด้วย คะแนนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน = 13,500,000 ÷ 70, 000 ผลลัพธ์คือ 192 คน หมายถึงผลของ ส.ส. พึงมีของพรรค B 

นำจำนวน ส.ส. พึงมี ลบด้วย ส.ส. เขตของพรรค B = 92-200 ผลลัพธ์คือ -8 ออกมาติดลบ นั่นหมายความว่า พรรค B จะไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อเลยแม้แต่คนเดียว

. . . . .

สรุปแล้ว Party-list (ปาร์ตี้ลิสต์) หมายถึง การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

เป็นระบบการเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้ออกเสียงเลือกพรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่ง โดยแต่ละพรรคการเมืองได้ทำบัญชีรายชื่อไว้ เมื่อพรรคใดได้รับเลือก ผู้สมัครที่อยู่ในบัญชีของพรรคนั้นก็จะได้รับเลือก โดยจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่

บัญชีรายชื่อแบบปิด: พรรคการเมืองจะเป็นผู้ทำบัญชีรายชื่อ จัดลำดับผู้สมัคร และส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครให้กับองค์กรกำกับการเลือกตั้ง บัญชีรายชื่ออาจจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ออกเสียงทราบว่าผู้สมัครรายใดจะได้รับเลือกตามลำดับ

บัญชีรายชื่อแบบเปิด: ผู้ออกเสียงมีสิทธิ์เลือกพรรคและเรียงลำดับผู้สมัครในบัญชีรายชื่อนั้นๆ ตามความพอใจในผู้สมัครแต่ละคน

บัญชีรายชื่อท้องถิ่น: ผู้ออกเสียงมีสิทธิ์เลือกผู้สมัครในท้องถิ่นของตนเอง ผู้สมัครที่มีอัตราผู้ออกเสียงมากที่สุดจะได้เข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อตามลำดับ

. . . . .

*** การเลือกตั้งในประเทศไทยใช้ระบบบัญชีรายชื่อแบบปิด ควบคู่กับระบบเสียงส่วนใหญ่โดยแบ่งตามสัดส่วนประชากร***

ขอบคุณข้อมูลจาก

 บทความแนะนำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...