โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ก่อนกาลล้านนา "ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชย" ตรงกับมาฆบูชา ไม่ใช่วันวิสาขบูชา ?

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 19 ก.พ. 2562 เวลา 10.56 น.

ทำไมถึงมาถามกันแบบนี้เล่า?
ก็รู้ๆ กันอยู่มิใช่หรือว่างานสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชย ถือเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ และมีขึ้นในวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 แต่สำหรับชาวเหนือนั้น นับเดือนล่วงหน้าไปก่อนสองเดือน จึงตกเอาเดือน 8 จึงนิยมเรียกกันว่า “วันแปดเป็ง” (เป็งก็คือวันเพ็ญ)

กรณีการสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชยในวันวิสาขบูชานี้ มีมาแต่โบราณกาลก่อนหรือเช่นไร คำตอบคือ ไม่ใช่ เนื่องจากนักจารึกวิทยา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวรรณกรรมล้านนาท่านหนึ่ง คือ “ดร.ชัปนะ ปิ่นเงิน” ได้ค้นพบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับวันสรงน้ำพระธาตุจาก “โคลงนิราศหริภุญไชย” ว่าไฉนจึงเป็นวันมาฆบูชา?
พลันโยนคำถามสู่หมู่นักวิชาการท้องถิ่นล้านนาว่า แน่ใจหรือว่าประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชยเมื่อ 500 ปีก่อนมีขึ้นในวันวิสาขบูชา?

.

โคลงนิราศหริภุญไชย โคลงนิราศเก่าแก่ที่สุดในสยาม
โคลงนิราศหริภุญไชย รจนาโดยกวีในราชสำนักล้านนาผู้หนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2060 หมายความว่า 2 ปีที่แล้วงานวรรณกรรมโบแดงชิ้นนี้มีอายุครบ 500 ปีพอดี
กล่าวกันว่าผู้แต่งเป็นกวีนิรนาม โดยมีข้อสังเกตว่า มักมีการขนานสรรพนามหนึ่งว่า “ทิพ” “พระทิพ” หรือ “ศรีทิพ” อยู่เนืองๆ โดยที่ผู้อ่านส่วนใหญ่บังเกิดความสับสนอยู่นานหลายปีว่า “ทิพ” คือชื่อของตัวกวีเอง หรือว่าเป็นนามของหญิงสาวที่เอ่ยถึงกันแน่

.
กระทั่ง ศาสตราจารย์อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว ภาคีราชบัณฑิต ปราชญ์คนสำคัญของล้านนา ได้ทำการสืบค้นวิเคราะห์อย่างละเอียดจนได้คำตอบว่า ผู้รจนาโคลงนิราศหริภุญไชย ที่แท้คือ “มหาอำมาตย์ศิริยวาปี” ชายคนรักของพระมหาเทวีสิริยศวดี (โป่งน้อย) พระราชมารดาของพระเมืองแก้ว ตามที่เคยเสนอในเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ “ไทศึกษาครั้งที่ 13” ที่เชียงใหม่ไปแล้วนั้น

เนื้อความในโคลงนิราศหริภุญไชย เลาถึงการเดินทางของกวีดวยกองเกวียนจากเชียงใหมไปนมัสการพระธาตุหริภุญไชยที่นครลําพูนในเทศกาลไหวพระธาตุ ซึ่งประเด็นนี้น่าสนใจยิ่งนัก เพราะไม่ตรงกับวันวิสาขบูชา

.
กวีเริ่มตนดวยการกลาวถึง นางอันเปนที่รัก เหตุที่ตองจากไป พรรณนาฉากชมนกชมไม้ เน้นต้นทองกวาว และต้นตะเคียนทองชูช่อสีส้มแสดปลิวไสว ตลอดสองข้างทางจากเชียงใหมจนถึงลําพูน
โดยปกติทองกวาวนี้จะบานสะพรั่งช่วงปลายฤดูหนาวต่อหน้าแล้งคือระหว่างธันวาคม-กลางมีนาคม ส่วนตะเคียนทองก็ออกดอกเฉพาะในช่วงคิมหันตฤดูราวเดือนมีนาคม-เมษายน

.
กวีผานสถานที่สําคัญหลายแห่งของเชียงใหมแลวพักนอน 1 คืน รุงเชาออกเดินทางตอถึงลําพูน เพื่อไหวพระธาตุหริภุญไชย ตกกลางคืนเที่ยวชมดูฟอนรํา ดนตรี มหรสพในงานบุญ จากน้ันไปไหวพระพุทธรูปยืน 4 องค์ ณ วัดพระยืน (ฝั่งตำบลเวียงยองฟากตะวันออกของลำน้ำแม่กวง) แลวกลับมายังวัดพระธาตุหริภุญไชยอีกครั้ง

ครั้งหลังนี้กวีไดพรรณนาว่า “พระราชโอรส” (คือพระเมืองแก้ว) ของกษัตริย์ (พระมหาเทวีถือเป็นกษัตรีย์คู่กับพระราชโอรส) ที่เสด็จมาบูชาสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญไชยด้วย

.
จุดเด่นของโคลงนิราศหริภุญไชย ในสายตาของนักวรรณกรรม ก็คือการเป็นโคลงนิราศที่เก่าแก่ที่สุดบนแผ่นดินสยาม และน่าจะส่งอิทธิพลหรือสร้างแรงบันดาลใจให้แก่โคลงกำสรวลสมุทรสมัยอยุธยาตอนต้นอีกด้วย

ปริศนาวันเพ็ญเดือนผลคุน?
ประเพณีสรงน้ําพระธาตุหริภุญไชย กับพระธาตุดอยสุเทพ ปัจจุบันกำหนดให้มีขึ้นในวันแปดเป็ง หรือวันวิสาขบูชา อันเปนวันประสูติ ตรัสรู และปรินิพพานของพระพุทธเจา ชาวลานนาจากทั่วทุกสารทิศนิยมเดินทางแสวงบุญดวยการไปไหวพระธาตุทั้งสององค์นี้

ทว่าในโคลงนิราศฯ กวีไดพรรณนาถึงวันที่ออกเดินทางจากเมืองเชียงใหมสู่ลำพูน ไววา
บุณณมีมาสเมื้อ ผลคุณ
ขงเขตรในนพบุร ยกยาย
เดินถวิลแหงหริภุญ ชัยเชษฐ ชิดแฮ
นบธาตุพระเจาผาย แผนคอมคุงชเล (ฉบับหอสมุดแหงชาติ)
หรืออีกสำนวนหนึ่ง
ปุณณมีวรมาสมื้อ ผลคุน ออกเอ
ขงเขตนพบุญ โยดยาย
เดินถวิลแหงหริภุญ เชยยะเชษฐ ชิดเอ
นบพระธาตุเจาผาย แผนคอมคลุงทเล (ฉบับลําพูน)
เนื้อความบรรยายถึงวันออกเดินทางวา เปนวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 เหนือ
ปุณฺณมี แปลว่า ดิถีเพ็ญหรือวันพระจันทรเต็มดวง
มาส แปลว่า เดือน
ผลคุน หรือ ผาลคุน บางครั้งใช้ ณ สะกด ภาษาบาลีหมายถึงเดือน 4 ภาคกลาง หรือเดือน 6 เหนือ ตกในราวเดือนมีนาคม
โดยอาจารย์ชัปนะ ทำตารางเทียบเดือนไว้ดังนี้
ภาคกลาง ภาคเหนือ เดือน (ป.-ส.)
เดือน 5 7 จิตร
6 8 วิสาข
7 9 เชษฐ
8 10 อาสาฬห
9 11 ศราวณ
10 12 ภัทรบท
11 เจียง อัศวยุช
12 ยี่ กัตติก
1 3 มิคสิร
2 4 บุษย
3 5 มาฆ
4 6 ผลคุน

การที่กวีเดินทางไปสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชยในเดือนผลคุน ซึ่งไมตรงกับประเพณีไหวพระธาตุในปัจจุบัน คือวันวิสาขบูชา แต่กลับเป็นการกระทำก่อนล่วงหน้าถึงสองเดือนนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าขบคิดไม่น้อย
หากวันเวลาที่กวีกล่าวถึงในเดือนผลคุน (มีนาคม) ช่วงที่ดอกทองกวาวและตะเคียนทองบานพราวไสวพร้อมกันนั้นตรงกับวันมาฆบูชา ก็น่าแปลกทีเดียว ในเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านั้น (กุมภาพันธ์) ก็มีชื่อเดือนที่เรียกว่า มาฆมาสอยู่แล้ว

เป็นที่รู้กันดีว่าวันมาฆบูชาตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 (เดือน 5 เหนือ) ไม่ใช่เดือน 6 เหนือ
ยกเว้นกรณีเดียวที่วันมาฆบูชาจะเลื่อนออกไป 1 เดือนตรงกับเดือนผลคุน นั่นคือหากปีนั้นเป็นปีอธิกมาส หรือเรียกแบบชาวบ้านว่าปีที่มีเดือนแปดสองหน
หรืออาจเป็นไปได้ว่าปี 2060 ช่วงที่กวีรจนาโคลงนิราศหริภุญไชยนั้นตรงกับปีอธิกมาสพอดี ทำให้วันมาฆบูชาเลื่อนไปอยู่เดือนมีนาคม

.
แม้กระนั้น การสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชยในวันมาฆบูชา ก็ยังเป็นที่คลางแคลงใจชาวล้านนาอยู่ดี
ว่าทำไมเจ้านายฝ่ายเหนือเมื่อกาลก่อนจึงเลือกเดินทางไปสรงน้ำพระธาตุในวันมาฆบูชา
แล้วใครมากำหนดเปลี่ยนใหม่ให้เป็นวันวิสาขบูชาด้วยเหตุผลใด ตั้งแต่เมื่อไหร่

เราไม่ควรมองข้ามว่า ยังมีพระธาตุเจดีย์ในล้านนา โดยเฉพาะในเขต “ล้านนาตะวันออก” อีกหลายองค์ที่กำหนดวันสรงน้ำตรงตามกับที่โคลงนิราศหริภุญไชยระบุไว้ คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ (ผลคุน) ปฏิบัติสืบต่อกันมาเช่นนี้ โดยที่ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับปีอธิกมาส ทั้งๆ ที่ไม่ตรงกับวันมาฆบูชาหรือวิสาขบูชา
นั่นคือ พระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง ที่แม่สาย เชียงราย พระธาตุช่อแฮ ที่แพร่ และพระธาตุแช่แห้ง ที่น่าน
หรือว่าแท้จริงแล้ว ประเพณีการสรงน้ำพระธาตุในอดีตทุกแห่งเคยกำหนดไว้ในเดือนผลคุน เนื่องจากเป็นฤดูกาลแห่งการผลัดเปลี่ยนจากความหนาวแล้งมาสู่กระไอร้อน เป็นช่วงที่อากาศทรมานที่สุดในรอบปี สมควรกระทำการสรงน้ำให้พระบรมสารีริกธาตุได้ชุ่มเย็น?

ทว่าปัจจุบัน ได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลก ชาวล้านนาตะวันตก (เชียงใหม่ ลำพูน) อาจเห็นว่าวันวิสาขบูชาคือวันสำคัญที่สุดในรอบปี จึงสมควรสรงน้ำพระธาตุในวันนั้นเพื่อรำลึกถึงพระพุทธองค์
ในขณะที่ชาวล้านนาตะวันออก (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน) ยังคงรักษาวันเวลาดั้งเดิมไว้ได้

.
เรื่องนี้เห็นทีไม่จบกันง่ายๆ ยังต้องศึกษาค้นคว้ากันอีกยาว!

.

จากคอลัมน์ ปริศนาโบราณคดีตอนที่ 69

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...