ดูกรณีศึกษาต่างประเทศ “Hate Speech” แตกต่างจาก “Free Speech” หรือไม่?
การเข้ามาของโซเชียลมีเดียทำให้เกิดยุคทองของการโต้เถียงอย่างมีเสรีภาพ แต่หลายเหตุการณ์ก็ทำให้เราหวั่นเกรงกับเสรีภาพอันไร้ขอบเขต
ปัญหาการให้ความสำคัญเรื่อง เสรีภาพในการแสดงออก (free speech) หรือ ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง (hate speech) เป็นปัญหาที่กำลังสั่นคลอนโลกและยังหาทางออกไม่ได้
ขณะที่การยุยงเสริมสร้างความเกลียดชังระบาดไปทั่วโลกออนไลน์และส่งผลต่อการก่ออาชญากรรมในโลกจริง ๆ ที่เราอยู่ สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง ไม่ให้ใครใช้ข้ออ้างข้างต้นมาควบคุมจนพูดอะไรก็ไม่ได้
ทีมข่าวเวิร์คพอยท์สำรวจกรณีศึกษาในการพยายามหาจุดสมดุลระหว่างเสรีภาพและการควบคุม Hate Speech จากทั่วโลกมาให้ดูกัน
ในสหรัฐอเมริกา เสรีภาพในการพูด และ ถ้อยคำแสดงวามเกลียดชังไม่แตกต่างกัน
ชาวอเมริกาภาคภูมิใจกับบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 (First Amendment) ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 1791 มาก เพราะเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการออกกฎหมายที่ขัดต่อเสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพทางการแสดงออก และเสรีภาพสื่อ และที่ผ่านมาแม้จะมีกรณีดูหมิ่นชาติพันธุ์ เพศ หรืออุดมการณ์ทางการเมือง ฝ่ายตุลาการของสหรัฐอเมริกามักไม่เอาผิด เนื่องจากให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการพูดมาก่อนเสมอ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี 1969 ศาลสูงสุดตัดสินให้สมาชิกกลุ่ม Ku Klux Klan ซึ่งเป็นองค์กรเหยียดสีผิวให้สามารถเสริมสร้างความเกลียดชังได้เพราะเป็นเสรีภาพทางการแสดงออก หรือเร็วกว่านั้น เมื่อปี 2011 ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้มีการจัดการเดินขบวนต่อต้านความหลากหลายทางเพศได้ ทั้งที่มีข้อความมากมายส่อไปทางประทุษร้ายต่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ
การแสดงออกทางความผิดจะเป็นความผิดได้ต่อเมื่อการแสดงออกนั้นเล็งเห็นผลได้ว่าจะก่อให้เกิดการทำผิดกฎหมาย (imminent illegal conduct) แต่หากเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองจะมีข้อต้องพิจารณาอีกว่าเป็นการหมายความตามตัวอักษรหรือเป็นการพูดเกินจริงเพื่อเพิ่มอารมณ์เท่านั้น
อย่างไรก็ดี น้อยครั้งมากที่ศาลจะพิจารณาว่าคำพูดนั้นเล็งเห็นผลได้จริง เช่น เมื่อต้นปีสำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า คีอาห์ มอร์ริส สมาชิกสภานิติบัญญัติของมลรัฐเวอร์มอนซึ่งเป็นหญิงผิวดำถูกคุกคามเพราะเรื่องสีผิวและเพศมาตลอด แต่ศาลกลับไม่ตัดสินว่าผู้คุกคามมีความผิดเนื่องจากผลการสอบสวนของอัยการบอกว่าไม่พบเจตนาในการทำร้ายจริง
มีเรื่องน่าสนใจอยู่ว่า แม้ปัจจุบันกระแสโลกมีแนวโน้มว่าต้องการจะต้องการควบคุมข้อความที่สร้างความเกลียดชัง และมีผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้มาก แต่คนอเมริกันกว่าครึ่งไม่ไว้วางใจให้มีกฎหมายนี้ เนื่องจากกังขาว่าใครจะมาเป็นผู้นิยามความหมายของคำว่า “สร้างความเกลียดชัง” และไม่มั่นใจว่ารัฐจะนิยามคำนี้ได้ดีพอโดยที่ไม่ริดรอนเสรีภาพของประชาชน
ในเยอรมัน เสรีภาพในการพูดและถ้อยทำแสดงความเกลียดชังแตกต่างกัน
วัฒนธรรมเยอรมนีให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการแสดงออกมากทั้งในข้อกฎหมายในและทางปฏิบัติ ในรัฐธรรมนูญมีการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก และมีตำรวจอำนวยความสะดวกให้การประท้วงทุกรูปแบบ
แต่ขณะเดียวกันเยอรมันก็บอบช้ำจากการสร้างความเกลียดชังในสมัยโลกครั้งที่ 2 ที่นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่มีคนตายหลักล้านคน หลังจากนั้นจึงเอาจริงเอาจังกับการป้องกันการสร้างความเกลียดชังมาก หากมีการสร้างความเกลียดชังต่อคนกลุ่มน้อย หรือปฏิเสธว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่มีจริงก็อาจทำให้ต้องโทษจำคุกได้
แต่หลังจากการใช้โซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลาย ประกอบกับวิกฤติผู้ลี้ภัยที่ถั่งโถมเข้ามาเยอรมนีทำให้เกิดการใช้วาทะรุนแรง (Hate Speech) สูงขึ้นมาก ทำให้สภานิติบัญญัติเยอรมันตัดสินใจผ่านกฎหมายควบคุมอินเตอร์เน็ต (the Network Enforcement Act : NetzDG) ในกลางปี 2017 และบังคับใช้ในปี 2018
กฎหมายนี้ระบุว่ามีการกระทำ 22 อย่างที่ผิดกฎหมายชัดเจนและต้องควบคุมเนื้อหาทางอินเตอร์เน็ต ยกตัวอย่างเช่น ใช้สัญลักษณ์ขององค์กรที่ขัดรัฐธรรมนูญ (เช่น สวัสดิกะ) สร้างความเกลียดชังต่อ ชนชาติ ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือทำลายความเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ทำลายความสงบของสังคมโดยข่มขู่ว่าจะทำผิดกฎหมาย เช่น ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายหรือขู่ฆ่า หรือ ยุยงให้เกิดการทำผิดกฎหมาย เป็นต้น
หากมีการเผยแพร่เนื้อหาตามที่กฎหมายกำหนดนี้ บริษัทโซเชียลมีเดียที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มต้องลบเนื้อหา มิเช่นนั้นจะถูกปรับเป็นค่าปรับมากกว่า 50 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,700 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี องค์กร Human Right Watch ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า กฎหมายนี้สร้างข้อถกเถียงขึ้นมาว่าการผลักภาระนี้ไปให้เจ้าของโซเชียลมีเดียจะทำให้เกิดการะแวดระวังจนเกินไป โซเชียลมีเดียมักเลือกลบข้อความเสี่ยงไว้ก่อน เพื่อกันไม่ให้ตัวเองโดนปรับ ทั้งที่บางข้อความไม่ได้ผิดกฎหมายด้วยซ้ำ
อย่างนี้แล้วจะชดเชยคนที่ถูกริดรอนสิทธิ์ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายได้อย่างไร?
ในฝรั่งเศส เสรีภาพในการพูดและถ้อยทำแสดงความเกลียดชังแตกต่างกัน
ฝรั่งเศสที่มีคำขวัญว่าเสรีภาพ ความเท่าเทียม ภารดรภาพ มีการเปิดใช้เสรีภาพทางความคิด แต่มีข้อจำกัดมากกว่าสหรัฐอเมริกา
ในอินโฟกราฟฟิกที่รัฐบาลฝรั่งเศสทำไว้ในเว็บไซต์ ระบุว่าฝรั่งเศสคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกมาตั้งแต่มีการประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมืองหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส แต่ในขณะเดียวกันก็ระบุว่าเว้นแต่เป็นกรณีเหยียดเชื้อชาติ ดูหมิ่นชาวยิว สร้างความเกลียดชังต่อชาติพันธุ์ใดใด หรือสร้างความชอบธรรมให้แก่การก่อการร้าย
เหตุการณ์สำนักงานนิตยาสาร “ชาร์ลี เอบโด” ถูกกราดยิงหลังตีพิมพ์ภาพศาสนาของศาสนาอิสลามในเชิงล้อเลียน สร้างความสลดใจแก่วงการสื่อเป็นอย่างยิ่ง หลังเหตุการณ์นี้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสดำเนินคดีกับผู้ที่เห็นดีเห็นงามกับการกราดยิง
เรื่องนี้สร้างการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมาก เพราะหลายคนก็บอกว่า ชาร์ลีเอบโด แม้จะมีเสรีภาพสื่อแต่ก็ล้อเลียนศาสนาที่คนเคารพศรัทธา แต่เจ้าหน้าที่กลับมาไล่จับคนที่เห็นด้วยกับการกราดยิงทั้งทั้งที่คนเหล่านี้ถูกชาร์ลี เอบโด ย่ำยีศาสนาก่อน
เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสให้เหตุผลว่า เราต้องแยกกันระหว่าง “การโจมตีแนวคิด” ซึ่งฝังอยู่กับวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ของชาวฝรั่งเศสที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี กับ “การโจมตีคน”หรือ “สร้างความเกลียดชังต่อคนหรือกลุ่มคน” ที่นำมาซึ่งความรุนแรงจริง ๆ ได้
สรุปง่าย ๆ ว่าสิ่งที่ชาร์ลี เอบโดทำคือ Free Speech ส่วน สิ่งที่คนที่เห็นดีเห็นงามกับการกราดยิงคน เป็น Hate Speech
ล่าสุดฝรั่งเศสเพิ่มผ่านกฎหมายการควบคุมความเห็นในโลกออนไลน์โดยบังคับให้แพลตฟอร์มใหญ่ของโลกต้องลบความเห็นที่ผิดกฎหมาย คล้ายกับกฎหมายเรื่องอินเตอร์เน็ตของเยอรมัน และมีข้อกังวลคล้าย ๆ กัน คือประชาชนได้รับการคุ้มครองให้มีเสรีภาพการพูดตามรัฐธรรมนูญ แต่คนที่จะมาตรวจตราและบอกว่าอะไรถูกอะไรผิดกลับเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ ไม่ใช่ศาล
สำหรับองค์การสหประชาชาติ เสรีภาพในการพูดและถ้อยทำแสดงความเกลียดชังแตกต่างกัน
องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้ประเทศภาคีรับรองเรื่องการจำกัดเสรีภาพทางการแสดงออกในบางกรณีตั้งแต่ปี 1969 ผ่าน “อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ” ที่ระบุในมาตรา 4 ว่า รัฐภาคีต้องประณามและตรากฎหมายลงโทษ “การเผยแพร่ความคิดที่เชื่อว่ามีเผ่าพันธุ์ใดสูงกว่าเผ่าพันธุ์อื่น หรือสร้างความเกลียดชัง ยุยงให้เกิดการแบ่งแยกสีผิวหรือให้เกิดความรุนแรง”
ต่อมาในปี 1976 ก็มีการเพิ่มในสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาการเมืองว่าจะต้องมีกฎหมายห้ามการสนับสนุนความเกลียดชังทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์หรือศาสนาซึ่งยั่วยุให้เกิดการแบ่งแยก การเป็นปฏิปักษ์หรือความรุนแรง
อย่างไรก็ดีองค์การสหประชาชาติเลือกที่จะครอบคลุมการห้ามพูดไว้เพียงแต่ในเรื่องเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนาเท่านั้น ไม่ได้รวมถึง Hate Speech ในกรณีอื่น เช่นการขู่อาฆาตมาดร้ายโดยไม่มีเรื่องชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์เข้ามาเกี่ยวแต่อย่างใด
ในโลกออนไลน์ ถ้อยคำแสดงความเกลียดชังไม่ได้ถูกรวมว่าเป็นเสรีภาพทางคำพูดด้วย
เมื่อไม่นานมานี้โลกออนไลน์เป็นสถานที่ที่เรียกได้ว่า “ไร้รัฐ” ทำให้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีเสรีภาพทางการแสดงออกสูงสุด แน่นอนว่าผลที่ตามมาคือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่รวมเอาคนไม่รู้หน้าค่าตามารวมกันก็ทำให้เกิดถ้อยคำรุนแรงและส่งเสริมความเกลียดชังได้ง่าย
ในทีแรก แจ็ก ดอร์ซี เจ้าของทวิตเตอร์ยืนยันว่ายืนอยู่ข้างเสรีภาพในการแสดงออกสุดโต่ง โดยบอกว่าทวิตเตอร์ต้องให้ความรู้สึกเหมือนจัตุรัสกลางเมืองที่เป็นที่ซึ่งทุกคนสามารถออกมาพูดเรื่องต่าง ๆ ได้
อย่างไรก็ดีต่อมาเขาออกมาแสดงความคิดเห็นใหม่ โดยบอกว่าทวิตเตอร์คงรอเฉยๆ ไม่ได้ เพราะปัจจุบันมีการออกมาข่มขู่ว่าจะเกิดความรุนแรงต่าง ๆ ทำให้ทวิตเตอร์ต้องสร้างกฎขึ้นมาใหม่เพื่อมีมาตรการการลงโทษที่ชัดเจนขึ้น
กฎล่าสุดของทวิตเตอร์ครอบคลุมเนื้อหาที่มีความรุนแรง หรือเชิดชูความรุนแรง การสนับสนุนการก่อการร้าย การคุกคามข่มขู่ เนื้อหาที่มีความอ่อนไหวและการขายของผิดกฎหมาย หากผิดกฎมีมาตรการปฏิบัติตั้งแต่ลบทวีตไปจนถึงแบนห้ามเปิดแอคเคาท์อีก
เฟซบุ๊กเอง จากที่เคยใช้ระบบการแจ้งจากผู้ใช้งาน ปัจจุบันก็มีการใช้อัลกอริทึมในการตรวจจับเนื้อหาต้องห้าม ที่ส่วนหนึ่งประกอบด้วยเนื้อหาความรุนแรง การยั่วยุให้เกิดความรุนแรง การสนับสนุนอาชญากรรม การร่วมมือกันสร้างอันตรายต่อผู้อื่น การบูลลี่ ตลอดจนการคุกคาม
อย่างไรก็ดี เฟซบุ๊กได้รับความกดดันครั้งใหญ่หลังเหตุการณ์ไลฟ์สดกราดยิงมัสยิดในนิวซีแลนด์ เนื่องจากหากเป็นภาพเหตุการณ์สด หรือมีการใช้เทคนิกอื่น ๆ อัลกอริทึ่มก็จะไม่สามารถตรวจจับเนื้อหาอันตรายได้ กว่าผู้ใช้จะแจ้งจนนำเนื้อหาลงสำเร็จก็สายไปเสียแล้ว นี่เองเป็นข้ออ้างหนึ่งที่รัฐพยายามจะออกกฎหมายเพื่อกดดันให้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ต้องเซนเซอร์ตนเองมิเช่นนั้นจะถูกลงโทษในฐานะผู้ให้บริการอย่างที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีได้ออกกฎหมายมา
จากการจัดการเรื่องเสรีภาพทางการพูดและถ้อยคำสร้างความเกลียดชัดจะเห็นได้ว่าสังคมโลกยังไม่ได้ฉันทามติเรื่องความแตกต่างระหว่าง "Hate Speech" และ "Free Speech" แต่อย่างใด ในสังคมของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีความไม่ไว้วางใจรัฐสูงก็เลือกที่จะอุ้มชูความสำคัญของ Free Speech โดยมองข้ามความอันตรายของ Hate Speech ไป กลับกันในยุโรปผู้คนเลือกที่จะสละเสรีภาพให้รัฐเข้าควบคุมภายใต้ข้ออ้างของการป้องกันความเกลียดชัง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่ามาตรการการควบคุมรัฐของประชาชนในยุโรปแข็งแกร่งมากทั้งทางตรงและทางอ้อม น่าจับตามองว่ามาตรการแบบไหนแก้ปัญหาได้ดีกว่ากัน
[อ้างอิง]
Factbox: When can free speech be restricted in the United States?
No, there’s no “hate speech” exception to the First Amendment