โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KKP รายได้จากธุรกิจตลาดหุ้นเพิ่ม โบรกเกอร์มั่นใจปล่อนสินเชื่อได้ต่อเนื่อง

Wealthy Thai

อัพเดต 01 ส.ค. 2566 เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2564 เวลา 10.58 น.

สำหรับหุ้นธนาคารตัวที่ 2 ที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/63 ออกมาแล้ว นั่นคือ KKP หรือธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งนอกจากจะเป็นหุ้นมีความโดดเด่นจากรายได้จากบริษัทหลักทรัพย์แล้ว KKP ยังเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลดีสม่ำเสมอ สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 4/63 บริษัทรายงานว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 1,108 ล้านบาท ลดลง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) โดยเป็นผลจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต 2,077 ล้านบาท ในไตรมาสดังกล่าว เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ

รายได้ธุรกิจตลาดทุนเพิ่ม ตาม SET INDEX ที่ปรับขึ้น

อย่างไรก็ตามถ้าดูรายละเอียดจะพบว่า และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกบี้ยปรับเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรเบ็ดเสร็จรวมของไตรมาส 4/2563 จะเท่ากับ 1,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% จากภาวะตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นกำไรเบ็ดเสร็ของธุรกิจตลาดทุนจำนวน 606 ล้านบาท
ส่วนถ้าดูผลงานทั้งปี ในปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 5,123 ล้านบาท ลดลง 14.4% จากปี 2562 โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท เคเคพี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย จำนวน 1,221 ล้านบาท สำหรับกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้สำหรับปี 2563 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.9% จากปริมาณสินเชื่อที่ขยายตัว รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน
ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลงเล็กน้อยที่ 43% ในส่วนของการตั้งสำรอง ธนาคารยังมีการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลกระทบจกการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ทำให้ปริมาณการตั้งสำรองสำหรับปี 2563 อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับปี 2562 ส่งผลให้ธนการและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิที่ลดลง

โบรกฯ ห่วงหนี้ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า งบของ KKP ที่ออกมา แนะนำให้ Switch ไปลงทุนใน TISCO ที่มีคุณภาพสินทรัพย์ดีกว่า เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าเริ่มเห็นความเสี่ยงจากคุณภาพสินทรัพย์ โดยสินเชื่อที่ถูกจัดชั้นเป็น Stage 2 เพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาท (ประมาณ 5.7% ของสินเชื่อ) จาก 10,000 ล้านบาท (4.2% ของสินเชื่อ) ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/2563 ทำให้คุณภาพสินทรัพย์เป็นความเสี่ยงหลักใน 2564 โดยเฉพาะกลุ่มที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีความเสี่ยงที่จะไหลตกชั้นเป็น Stage 2 - Stage 3 ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มศักยภาพ
อย่างไรก็ตามในด้าน NPL Ratio ณ สิ้นไตรมาส 4/2563 ทรงตัว 3.2% จากสิ้นงวดก่อน (รวมธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หากไม่รวม NPL ที่ทรงตัวที่ 2.9%) โดยลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือฯ ลดจาก 40% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2563 เหลือ 11% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2563 และเป็นสินเชื่อกลุ่มลูกหนี้ธุรกิจ ขณะที่ลูกหนี้ที่ครบกำหนดพักชำระหนี้แล้วในงวดไตรมาส 4/2563 ประมาณ 75% สามารถชำระเงินตามปกติ ส่วนที่เหลือ 25% ต้องได้รับการปรับโครงสร้างหนี้
ส่วนนักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า แม้ว่า KKP นั้นจะได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองสูงเช่นเดียวกับธนาคารอื่น แต่รายได้ดอกเบี้ยไม่ลดลงเช่นเดียวกับธนาคารอื่น เนื่องจาก KKP ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้สูงที่สุดในกลุ่ม และมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจตลาดทุนเข้ามาทำให้กำไรไม่ลดลงมาก
สำหรับหุ้นธนาคารตัวที่ 2 ที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/63 ออกมาแล้ว นั่นคือ KKP หรือธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งนอกจากจะเป็นหุ้นมีความโดดเด่นจากรายได้จากบริษัทหลักทรัพย์แล้ว KKP ยังเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลดีสม่ำเสมอ สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 4/63 บริษัทรายงานว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 1,108 ล้านบาท ลดลง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) โดยเป็นผลจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต 2,077 ล้านบาท ในไตรมาสดังกล่าว เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ

รายได้ธุรกิจตลาดทุนเพิ่ม ตาม SET INDEX ที่ปรับขึ้น

อย่างไรก็ตามถ้าดูรายละเอียดจะพบว่า และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกบี้ยปรับเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรเบ็ดเสร็จรวมของไตรมาส 4/2563 จะเท่ากับ 1,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% จากภาวะตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นกำไรเบ็ดเสร็ของธุรกิจตลาดทุนจำนวน 606 ล้านบาท
ส่วนถ้าดูผลงานทั้งปี ในปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 5,123 ล้านบาท ลดลง 14.4% จากปี 2562 โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท เคเคพี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย จำนวน 1,221 ล้านบาท สำหรับกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้สำหรับปี 2563 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.9% จากปริมาณสินเชื่อที่ขยายตัว รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน
ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลงเล็กน้อยที่ 43% ในส่วนของการตั้งสำรอง ธนาคารยังมีการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลกระทบจกการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ทำให้ปริมาณการตั้งสำรองสำหรับปี 2563 อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับปี 2562 ส่งผลให้ธนการและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิที่ลดลง

โบรกฯ ห่วงหนี้ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า งบของ KKP ที่ออกมา แนะนำให้ Switch ไปลงทุนใน TISCO ที่มีคุณภาพสินทรัพย์ดีกว่า เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าเริ่มเห็นความเสี่ยงจากคุณภาพสินทรัพย์ โดยสินเชื่อที่ถูกจัดชั้นเป็น Stage 2 เพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาท (ประมาณ 5.7% ของสินเชื่อ) จาก 10,000 ล้านบาท (4.2% ของสินเชื่อ) ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/2563 ทำให้คุณภาพสินทรัพย์เป็นความเสี่ยงหลักใน 2564 โดยเฉพาะกลุ่มที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีความเสี่ยงที่จะไหลตกชั้นเป็น Stage 2 - Stage 3 ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มศักยภาพ
อย่างไรก็ตามในด้าน NPL Ratio ณ สิ้นไตรมาส 4/2563 ทรงตัว 3.2% จากสิ้นงวดก่อน (รวมธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หากไม่รวม NPL ที่ทรงตัวที่ 2.9%) โดยลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือฯ ลดจาก 40% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2563 เหลือ 11% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2563 และเป็นสินเชื่อกลุ่มลูกหนี้ธุรกิจ ขณะที่ลูกหนี้ที่ครบกำหนดพักชำระหนี้แล้วในงวดไตรมาส 4/2563 ประมาณ 75% สามารถชำระเงินตามปกติ ส่วนที่เหลือ 25% ต้องได้รับการปรับโครงสร้างหนี้
ส่วนนักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า แม้ว่า KKP นั้นจะได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองสูงเช่นเดียวกับธนาคารอื่น แต่รายได้ดอกเบี้ยไม่ลดลงเช่นเดียวกับธนาคารอื่น เนื่องจาก KKP ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้สูงที่สุดในกลุ่ม และมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจตลาดทุนเข้ามาทำให้กำไรไม่ลดลงมาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...