KKP รายได้จากธุรกิจตลาดหุ้นเพิ่ม โบรกเกอร์มั่นใจปล่อนสินเชื่อได้ต่อเนื่อง
สำหรับหุ้นธนาคารตัวที่ 2 ที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/63 ออกมาแล้ว นั่นคือ KKP หรือธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งนอกจากจะเป็นหุ้นมีความโดดเด่นจากรายได้จากบริษัทหลักทรัพย์แล้ว KKP ยังเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลดีสม่ำเสมอ สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 4/63 บริษัทรายงานว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 1,108 ล้านบาท ลดลง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) โดยเป็นผลจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต 2,077 ล้านบาท ในไตรมาสดังกล่าว เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ
รายได้ธุรกิจตลาดทุนเพิ่ม ตาม SET INDEX ที่ปรับขึ้น
อย่างไรก็ตามถ้าดูรายละเอียดจะพบว่า และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกบี้ยปรับเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรเบ็ดเสร็จรวมของไตรมาส 4/2563 จะเท่ากับ 1,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% จากภาวะตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นกำไรเบ็ดเสร็ของธุรกิจตลาดทุนจำนวน 606 ล้านบาท
ส่วนถ้าดูผลงานทั้งปี ในปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 5,123 ล้านบาท ลดลง 14.4% จากปี 2562 โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท เคเคพี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย จำนวน 1,221 ล้านบาท สำหรับกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้สำหรับปี 2563 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.9% จากปริมาณสินเชื่อที่ขยายตัว รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน
ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลงเล็กน้อยที่ 43% ในส่วนของการตั้งสำรอง ธนาคารยังมีการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลกระทบจกการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ทำให้ปริมาณการตั้งสำรองสำหรับปี 2563 อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับปี 2562 ส่งผลให้ธนการและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิที่ลดลง
โบรกฯ ห่วงหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า งบของ KKP ที่ออกมา แนะนำให้ Switch ไปลงทุนใน TISCO ที่มีคุณภาพสินทรัพย์ดีกว่า เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าเริ่มเห็นความเสี่ยงจากคุณภาพสินทรัพย์ โดยสินเชื่อที่ถูกจัดชั้นเป็น Stage 2 เพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาท (ประมาณ 5.7% ของสินเชื่อ) จาก 10,000 ล้านบาท (4.2% ของสินเชื่อ) ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/2563 ทำให้คุณภาพสินทรัพย์เป็นความเสี่ยงหลักใน 2564 โดยเฉพาะกลุ่มที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีความเสี่ยงที่จะไหลตกชั้นเป็น Stage 2 - Stage 3 ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มศักยภาพ
อย่างไรก็ตามในด้าน NPL Ratio ณ สิ้นไตรมาส 4/2563 ทรงตัว 3.2% จากสิ้นงวดก่อน (รวมธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หากไม่รวม NPL ที่ทรงตัวที่ 2.9%) โดยลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือฯ ลดจาก 40% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2563 เหลือ 11% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2563 และเป็นสินเชื่อกลุ่มลูกหนี้ธุรกิจ ขณะที่ลูกหนี้ที่ครบกำหนดพักชำระหนี้แล้วในงวดไตรมาส 4/2563 ประมาณ 75% สามารถชำระเงินตามปกติ ส่วนที่เหลือ 25% ต้องได้รับการปรับโครงสร้างหนี้
ส่วนนักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า แม้ว่า KKP นั้นจะได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองสูงเช่นเดียวกับธนาคารอื่น แต่รายได้ดอกเบี้ยไม่ลดลงเช่นเดียวกับธนาคารอื่น เนื่องจาก KKP ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้สูงที่สุดในกลุ่ม และมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจตลาดทุนเข้ามาทำให้กำไรไม่ลดลงมาก
สำหรับหุ้นธนาคารตัวที่ 2 ที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/63 ออกมาแล้ว นั่นคือ KKP หรือธนาคารเกียรตินาคิน ซึ่งนอกจากจะเป็นหุ้นมีความโดดเด่นจากรายได้จากบริษัทหลักทรัพย์แล้ว KKP ยังเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลดีสม่ำเสมอ สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 4/63 บริษัทรายงานว่า ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 1,108 ล้านบาท ลดลง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) โดยเป็นผลจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต 2,077 ล้านบาท ในไตรมาสดังกล่าว เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ
รายได้ธุรกิจตลาดทุนเพิ่ม ตาม SET INDEX ที่ปรับขึ้น
อย่างไรก็ตามถ้าดูรายละเอียดจะพบว่า และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกบี้ยปรับเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรเบ็ดเสร็จรวมของไตรมาส 4/2563 จะเท่ากับ 1,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% จากภาวะตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเป็นกำไรเบ็ดเสร็ของธุรกิจตลาดทุนจำนวน 606 ล้านบาท
ส่วนถ้าดูผลงานทั้งปี ในปี 2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 5,123 ล้านบาท ลดลง 14.4% จากปี 2562 โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท เคเคพี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย จำนวน 1,221 ล้านบาท สำหรับกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้สำหรับปี 2563 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17.9% จากปริมาณสินเชื่อที่ขยายตัว รวมถึงค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน
ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับลดลงเล็กน้อยที่ 43% ในส่วนของการตั้งสำรอง ธนาคารยังมีการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลกระทบจกการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ทำให้ปริมาณการตั้งสำรองสำหรับปี 2563 อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับปี 2562 ส่งผลให้ธนการและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิที่ลดลง
โบรกฯ ห่วงหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า งบของ KKP ที่ออกมา แนะนำให้ Switch ไปลงทุนใน TISCO ที่มีคุณภาพสินทรัพย์ดีกว่า เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่าเริ่มเห็นความเสี่ยงจากคุณภาพสินทรัพย์ โดยสินเชื่อที่ถูกจัดชั้นเป็น Stage 2 เพิ่มเป็น 15,000 ล้านบาท (ประมาณ 5.7% ของสินเชื่อ) จาก 10,000 ล้านบาท (4.2% ของสินเชื่อ) ณ สิ้นงวดไตรมาส 3/2563 ทำให้คุณภาพสินทรัพย์เป็นความเสี่ยงหลักใน 2564 โดยเฉพาะกลุ่มที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีความเสี่ยงที่จะไหลตกชั้นเป็น Stage 2 - Stage 3 ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มศักยภาพ
อย่างไรก็ตามในด้าน NPL Ratio ณ สิ้นไตรมาส 4/2563 ทรงตัว 3.2% จากสิ้นงวดก่อน (รวมธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หากไม่รวม NPL ที่ทรงตัวที่ 2.9%) โดยลูกหนี้เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือฯ ลดจาก 40% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นงวดไตรมาส 2/2563 เหลือ 11% ของพอร์ตสินเชื่อ ณ สิ้นปี 2563 และเป็นสินเชื่อกลุ่มลูกหนี้ธุรกิจ ขณะที่ลูกหนี้ที่ครบกำหนดพักชำระหนี้แล้วในงวดไตรมาส 4/2563 ประมาณ 75% สามารถชำระเงินตามปกติ ส่วนที่เหลือ 25% ต้องได้รับการปรับโครงสร้างหนี้
ส่วนนักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่า แม้ว่า KKP นั้นจะได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองสูงเช่นเดียวกับธนาคารอื่น แต่รายได้ดอกเบี้ยไม่ลดลงเช่นเดียวกับธนาคารอื่น เนื่องจาก KKP ยังสามารถปล่อยสินเชื่อได้สูงที่สุดในกลุ่ม และมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจตลาดทุนเข้ามาทำให้กำไรไม่ลดลงมาก