โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

สวนอะโวกาโด “เทพนา” เทพสถิต ชัยภูมิ จำหน่ายผลผลิตและต้นพันธุ์แฮสส์ พร้อมพัฒนาสายพันธุ์ส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 17 ก.ย 2564 เวลา 02.17 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย 2564 เวลา 03.00 น.

อะโวกาโด เป็นไม้ผลที่กำลังมาแรงของอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ปลูกได้ง่ายและเจริญเติบโตดีในสภาพอากาศที่เอื้อให้ผลผลิตดก และสมบูรณ์ในเรื่องขนาดและรสชาติที่แตกต่าง ทำให้เป็นที่สนใจของตลาด มีราคาสูงเป็นที่ถูกใจของเกษตรกรจึงหันมาปลูกเพิ่มมากขึ้น

“เทพนา” เป็นสวนอะโวกาโดขายผลผลิตและต้นพันธุ์ ตั้งอยู่เลขที่ 229 บ้านเทพพนา หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ สวน “เทพนา” ปลูกอะโวกาโดเฉพาะพันธุ์แฮสส์อย่างเดียว มีระบบการจัดสวนที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน แล้วยังจับมือกับภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญจัดทำโครงการพัฒนาสายพันธุ์อะโวกาโดด้วยการเปิดศูนย์เรียนรู้ให้แก่เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตต้นพันธุ์ การปลูก การดูแลรักษา การแปรรูป ทั้งคุณภาพและการจัดการ ตอบรับความต้องการของตลาดผู้บริโภค ทั้งยังวางเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ให้ดีขึ้น

ปลูกเชิงการค้า พร้อมสร้างรายได้ให้ชุมชน

คุณวิเชียร พรมทุ่งค้อ เจ้าของสวน “เทพนา” กล่าวว่า สวนแห่งนี้ดำเนินการในรูปแบบของการค้าและพัฒนาชุมชนควบคู่กันไป ส่วนจุดประสงค์ของการพัฒนาสายพันธุ์อะโวกาโดเพื่อต้องการให้มีคุณสมบัติตรงตามสภาพดินฟ้าอากาศของพื้นที่ แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกร่วมหรือทดแทนพืชไร่ที่เคยทำอยู่ ทั้งนี้ ต้นพันธุ์ที่จำหน่ายมาจากฝีมือของชาวบ้านในชุมชนที่ผ่านการฝึกฝนจนมีทักษะความชำนาญเต็มที่ ถือเป็นการสร้างรายได้เสริมอีกทาง

นอกจากนั้น ยังจำหน่ายผลผลิตในลักษณะส่งเสริมการท่องเที่ยวเน้นขายหน้าสวน เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมความสวยงามและสัมผัสบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติของสวน “เทพนา” พร้อมชิมความอร่อยของอะโวกาโดแฮสส์ที่มีรสต่างจากที่อื่น โดยทางสวน “เทพนา” มีบริการห้องพักที่สะดวก สบาย ไว้ต้อนรับลูกค้านักท่องเที่ยวด้วย

เลือกเฉพาะพันธุ์แฮสส์ ตอบโจทย์ตลาดได้ดี

สวน “เทพนา” ปลูกและขายต้นพันธุ์เฉพาะแฮสส์จากหลายประเทศ มีพื้นที่ปลูก 2 ส่วน คือพื้นที่หลักในการผลิตและเรียนรู้มีจำนวน 30 ไร่ มีต้นพันธุ์อะโวกาโดพันธุ์แฮสส์ จำนวน 1,000 ต้น ประกอบด้วยสายพันธุ์เม็กซิโก แคลิฟอร์เนีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ส่วนสายพันธุ์ที่ใช้ปลูกเสริมเพื่อการช่วยในการผสมเกสรได้สายพันธุ์ Kona Sharwil (โคน่าชาร์วิล) กับอีกส่วนเป็นพื้นที่ลูกสวน จะเน้นปลูกสายพันธุ์  แฮสส์เม็กซิโกและนิวซีแลนด์ มีประมาณ 200 ไร่ ประมาณ 5,000 ต้น มีการร่วมมือในลักษณะส่งเสริมต้นพันธุ์ราคาถูกและจัดทีมดูแลคอยให้คำแนะนำตลอดเวลา

คุณวิเชียรเผยถึงเหตุผลที่เลือกปลูกเฉพาะพันธุ์แฮสส์ เพราะเท่าที่ศึกษาข้อมูลทั้งเรื่องการปลูกและการตลาดพบว่า แฮสเป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุดของโลก ทั้งคุณภาพและราคา ผลผลิตต้านทานการเจาะทำลายของแมลงได้ดีกว่าสายพันธุ์อื่น มีการปลูกจำนวนไม่มากในประเทศไทยเพราะเกษตรกรผู้ปลูกยังขาดองค์ความรู้เรื่องดูแลรักษา

ขณะเดียวกัน พื้นที่อำเภอเทพสถิตมีลักษณะทางกายภาพที่เอื้อและตอบรับการเจริญเติบโต สร้างคุณภาพผลผลิตอะโวกาโดเป็นอย่างดี ช่วยให้มีรสชาติดีเยี่ยมแตกต่างจากแหล่งปลูกอื่น แล้วที่สำคัญยังสามารถต่อยอดและแปรรูปเป็นการสกัดน้ำมันได้ดีกว่าทุกสายพันธุ์ โดยชี้ว่าในอนาคตทั้งการรับประทานผลสดและการแปรรูปหลายแบบจะเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เริ่มต้นปลูกอะโวกาโดของสวน “เทพนา”

คุณวิเชียร บอกว่า ใช้เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองเพราะทนทานต่อโรค มีระบบรากที่หากินได้ดี และปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมภูมิอากาศของพื้นที่แถบชัยภูมิ เมื่อได้คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่สมบูรณ์แล้วนำมาเพาะต้นอ่อน พอมีอายุประมาณ 60 วัน จึงนำยอดพันธุ์ดีมาเปลี่ยนในลักษณะของการเสียบยอดแบบฝานบวบหรือเข้าลิ่ม แล้วรอจนยอดพันธุ์ดีแข็งแรงสมบูรณ์ก็นำไปลงดินตามหลุมที่เตรียมไว้

 

การเตรียมดินและแปลงก่อนปลูก

การปลูกไม้ยืนต้น ต้องให้ความสำคัญเรื่องใต้ดินเพราะรากต้นไม้จะหากินใต้ดิน ก่อนปลูกอะโวกาโดต้อง เตรียมหลุมให้พร้อม ต้องขุดหลุมประมาณ 1 เมตร คูณ 1 เมตร ใช้ปุ๋ยคอกผสมแกลบดำ อัตราส่วน 1 : 2 แกลบดำ 1 ส่วนปุ๋ยคอก 2 ส่วน ใส่ในหลุมประมาณ 3 กระสอบ หรือประมาณ 120 ลิตร ใช้ดินที่ขุดขึ้นมาผสมให้เข้ากัน แล้วราดด้วยน้ำหมักอีเอ็มและสารกันเชื้อรา เช่น ไตรโคเดอร์มา เพื่อย่อยสลายและกำจัดเชื้อราเบื้องต้น ก่อนนำต้นกล้าอะโวกาโดลงปลูก

“แปลงปลูกในแต่ละพื้นที่จะไม่เหมือนกัน แต่ให้ความสำคัญเรื่องการระบายน้ำ อะโวกาโดไม่ชอบดินเหนียวอุ้มน้ำ เพราะเกิดโรครากเน่าได้ แปลงปลูกที่อยู่ในที่ราบลุ่ม มีน้ำขังก็ควรยกแปลงให้สูงขึ้น แต่พื้นที่บนที่สูงก็ไม่จำเป็น ระยะการปลูกโดยทั่วไปก็เริ่มตั้งแต่ 4 คูณ 5 เมตร ถึง 8 คูณ 8 เมตร ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น ต้องการเครื่องมือหนักวิ่งในสวนก็ต้องเว้นระยะให้เพียงพอ แต่ปกติถ้าสวนขนาดเล็กก็ใช้ระยะ 4 คูณ 5 เมตร จะปลูกได้ประมาณไร่ละ 50 ต้น”

การให้น้ำในระยะเริ่มแรกเป็นเรื่องสำคัญ

เนื่องจากบริเวณปลูกเป็นพื้นที่เนินเขา หน้าดินไม่สมบูรณ์ อีกทั้งผิวดินมีความเสื่อมโทรมเพราะเป็นดินลูกรัง แล้วเป็นอุปสรรคต่อการปลูกไม้ผลที่ต้องใช้น้ำในระยะเริ่ม ทั้งนี้ อะโวกาโดเป็นไม้ยืนต้นอายุประมาณ 80 ปี การให้น้ำมีความจำเป็นมาก การปลูกอะโวกาโดในสภาพปัญหาเช่นนี้จึงต้องคิดต่างด้วยการใช้หลักดึงรากลงลึกแนวดิ่ง ใช้น้ำเป็นตัวนำรากลงลึก หากให้น้ำชุ่มเฉพาะผิวดิน รากจะหากินเพียงด้านบนไม่ลงล่างจะเป็นปัญหาต่อการเจริญเติบโต

ดังนั้น ในระยะแรกจะต้องให้น้ำในหลุมที่ขุดไว้จนชุ่ม คอยตรวจสอบน้ำก้นหลุมโดยใช้ไม้หรือวัสดุแหลมแทงลงไปในหลุมเพื่อตรวจดูความชุ่มชื้นว่ามีเพียงใด พยายามให้ชั้นใต้ดินชุ่ม เพื่อบังคับให้รากลงไปตามความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งเป็นธรรมชาติของต้นไม้ ทั้งนี้ ปริมาณการให้น้ำในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการอุ้มน้ำใต้ดินของพื้นที่นั้นด้วย แต่เมื่อผ่านไปสักประมาณ 8 เดือน รากต้นไม้จะลงลึกเกินหลุมที่ขุดไว้ สามารถหาแร่ธาตุใต้ดินได้เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตามธรรมชาติ แนวทางนี้ทำให้ประหยัดน้ำและปุ๋ยได้ รวมทั้งยังสร้างความแข็งแรงของระบบรากที่ช่วยยึดลำต้นได้ในภาวะที่เกิดภัยธรรมชาติ เช่น ลมแรงมีพายุ

การดูแลรักษาก่อนให้ผลผลิต

เริ่มจากต้นปีต้องมีการบำรุงเรื่องปุ๋ยและน้ำให้เพียงพอ หรือเรียกกันว่าการสะสมอาหาร สามารถใช้ได้ทั้งเคมีและอินทรีย์ หรือใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันได้ เช่น ใส่ปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้ง ก่อนฝนและหลังฝน ใช้ปุ๋ยเคมีเสริมเดือนละครั้ง พอถึงสิ้นปี ต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ก็จะออกดอกติดผลผลิตตามวงรอบของต้นไม้

“อะโวกาโดสายพันธุ์แฮสส์จะเริ่มติดดอกออกผลประมาณเดือนตุลาคมถึงธันวาคมของรอบปี ถ้าเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนมกราคมต้นปี จนถึงรอบการออกดอกปลายปีจะเริ่มติดดอกตั้งแต่ปีแรก เพราะต้นพันธุ์เป็นการเปลี่ยนยอดจากต้นแม่ที่ให้ผลผลิตมาแล้ว เมื่อเข้าสู่รอบการเป็นดอกก็จะออกดอกตามวงจรของสายพันธุ์ แต่ในปีแรกไม่ควรไว้ผลผลิตจำนวนมากเพราะลำต้นยังเล็กอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้ ควรไว้แค่ต้นละ 1-2 ลูกเพื่อทดสอบคุณภาพและการดูแลรักษา ควรจะในช่วงที่ติดลูกควรจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ”

ผลผลิตรุ่นแรกควรจัดการอย่างไร

ควรไว้ผลผลิตเมื่ออะโวกาโดมีอายุ 2-3 ปี ผลผลิตจะมีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง ได้ปริมาณ 15-30 กิโลกรัมต่อต้น สวน “เทพนา” เริ่มปลูกอะโวกาโดเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2562 ผ่านมา 2 ปีกว่า มีผลผลิต 2 รุ่น รุ่นแรกมีจำนวนน้อยเพราะต้นยังเล็ก อายุเพียงปีเดียว พอเข้าปีที่สองและสาม ผลผลิตมีมากขึ้น สมบูรณ์ เก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม

เป้าหมายการตลาดคือการขายหน้าสวนแบบเป็นลูกเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว มีขนาดผลที่ใหญ่เพราะมีจำนวนน้อย ประมาณ 4-5 ลูก ต่อ 1 กิโลกรัม ตั้งราคาขายไว้ที่ลูกละ 50 บาท ส่วนลูกตกเกรดจะขายแบบชั่งน้ำหนักให้กับกลุ่มผู้แปรรูปในราคา 150 บาท ต่อกิโลกรัม

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผิวอะโวกาโดแฮสส์บนต้นจึงมีความมันวาว คุณวิเชียร เผยว่า อันนี้เป็นเทคนิคโดยใช้เปลือกกุ้งที่ย่อยสลายด้วยกรดอินทรีย์ซึ่งจะได้ไคโตซานธรรมชาติ แล้วนำไปฉีดพ่นใบ ดอก ทุก 10 วัน เพื่อยับยั้งเชื้อรา ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ผิวมันวาว โดยวิธีนี้ช่วยลดต้นทุน ช่วยให้ประหยัดแล้วไม่ต้องใช้เคมี

“สำหรับต้นพันธุ์ใช้เวลาดูแลก่อนขายประมาณ 4 เดือน ขายที่สวนราคาต้นละ 80 บาท มีขนาดสูงประมาณ 70-80 เซนติเมตร ใช้เวลาปลูก 12 เดือนก็ได้ผลผลิต โดยพันธุ์นี้ตั้งแต่ดอกเริ่มบานสัก 50% บนต้นจนเก็บผลผลิตได้ใช้เวลาสะสมอาหารประมาณ 240 วัน อีกทั้งขณะเริ่มมีผลอ่อนจะมีดอกใหม่แตกขึ้นมาตลอดเวลา”

สวน “เทพนา” มีการวางแผนปลูกและขยายพันธุ์อะโวกาโดอย่างเป็นระบบ แล้วชักชวนชาวบ้านมาเรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ด้วยการเปลี่ยนยอดอย่างถูกวิธี อบรมการปลูก การดูแล ทำให้มีชาวบ้านที่สนใจเข้ามาเรียนรู้กันมากมาย จนทำให้สวน “เทพนา” กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เครือข่าย ศพก. อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ

ไม่เพียงชาวบ้านในจังหวัดชัยภูมิที่ให้ความสนใจ แต่ยังมีชาวบ้านและผู้สนใจจากจังหวัดอื่นมาเรียนรู้จำนวนมาก พร้อมกับยังนำต้นพันธุ์กลับไปปลูกยังแหล่งพื้นที่หลายแห่งประสบความสำเร็จมีการขยายผลต่อยอด จนทำให้ต้นพันธุ์ขายดี สามารถขายได้จำนวนกว่า 3 หมื่นต้น ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วยังทำให้สวน “เทพนา” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

คุณวิเชียร เพิ่มเติมอีกว่า ต้นปี 2565 สวน “เทพนา” ได้จัดโครงการสวนอะโวกาโดแฮสส์ 4 ประเทศ 5 สายพันธุ์ที่นำมาปลูกในแปลงเดียวกัน ได้แก่ เม็กซิโก แคลิฟอร์เนีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และ Kona Sharwil ซึ่งมีดอกเป็น Type B ใช้เสริมการติดผลผลิตของแฮสส์ที่มีดอกเป็น Type A และจากการทดลองปลูกพบว่าออกดอกพร้อมกัน โดย Sharwil เป็นพันธุ์ที่ควบคุมปริมาณการติดดอก

“สำหรับชาวบ้าน ผลตอบแทนจากการปลูกอะโวกาโดขาย 1 ต้น มีรายได้อย่างน้อย 1 หมื่นบาทต่อปี ถ้าปลูก 1 ไร่ จำนวน 30 ต้น จะมีรายได้ถึง 3 แสนบาทต่อปี (ขายราคาหน้าสวนผลละ 50 บาท) ตัวเลขนี้เป็นแรงจูงใจให้ชาวบ้านหันมาปลูกกันมากขึ้น

ดังนั้น คาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจำนวนอะโวกาโดพันธุ์แฮสส์ที่ปลูกในตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต อาจมีจำนวนถึง 3 หมื่นกว่าต้น และการปลูกอะโวกาโดเพียงครั้งเดียวมีอายุอยู่ได้ถึง 80 ปี ทำให้ชาวบ้านมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนความคิดของชาวบ้านให้มาปลูกอะโวกาโดร่วมกับพืชไร่ เป็นแนวทางปลูกพืชผสมผสานแทนการปลูกเชิงเดี่ยว” เจ้าของสวน “เทพนา” ปิดท้าย

สำหรับท่านที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ปลายปีนี้เข้าสู่หน้าหนาวเชิญชวนปักหมุดเที่ยวจังหวัดชัยภูมิ ไปชมธรรมชาติสัมผัสบรรยากาศสวยงามของป่าเขาและอากาศบริสุทธิ์ พร้อมชิมอะโวกาโดพันธุ์ แฮสส์ที่มีรสมัน เนื้อเหนียวแบบไม่เหมือนที่อื่น

สอบถามรายละเอียดสั่งซื้อพันธุ์หรือผลผลิตอะโวกาโดได้ที่ คุณวิเชียร “สวนอะโวคาโดเทพนา” หมู่บ้านเทพพนา ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ 091-871-1333

 

ขอบคุณ : สำนักงานเกษตรอำเภอเทพสถิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...