โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ก.ล.ต. ควบคุมกิจการ STARK อายัดหุ้น TOA บัญชี “วนรัชต์”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ก.ค. 2566 เวลา 02.09 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2566 เวลา 00.14 น.

ก.ล.ต.ผนึกดีเอสไอลุยคดี STARK สั่งอายัดทรัพย์กล่าวโทษชุดแรก 10 รายจ่อฟันฟอกเงิน-ขยายผลสอบทุจริตเพิ่ม เข้ากำกับดูแลธุรกรรมการเงินของ STARK และบริษัทลูก “วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ” ร้องอายัดทรัพย์สินบริษัทกระทบธุรกิจ ก.ล.ต.ชี้อายัดทรัพย์รวมถึงหุ้น TOA 9% ของวนรัชต์ ตระกูลตั้งคารวคุณยันไม่เกี่ยวข้องพร้อมรับซื้อหุ้น TOA คืน ด้าน SCBX เผยเสียหาย 2 พันล้าน

อายัดทรัพย์ 10 รายโกง STARK

นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการกรณี บมจ.สตาร์ค คอร์ปอเรชั่น (STARK) ว่า เมื่อวานนี้ (6 ก.ค.) สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษบุคคลและนิติบุคคลรวม 10 ราย เป็นชุดแรก ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้ดำเนินคดีกรณีตกแต่งงบการเงิน และเปิดเผยข้อความอันเป็นเท็จในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้ ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งต้นที่มีความไม่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก จึงเป็นการกระทำโดยทุจริตหลอกลวง

และได้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. (บอร์ด ก.ล.ต.) โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 267 ของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดชุดแรกรวม 10 ราย เป็นเวลา 180 วัน และขอศาลขยายเวลาได้อีก 180 วัน เนื่องจากปรากฏพฤติการณ์การกระทำผิดที่มีลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประชาชนในวงกว้าง โดยปรากฏมูลค่าความเสียหายจากหนี้สินของบริษัท STARK ที่มีมากกว่า 38,000 ล้านบาท และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดจะยักย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินออกไป และมีคำสั่งห้ามออกนอกราชอาณาจักร 15 วัน

ประกอบด้วย 1) บริษัท STARK 2) นายชนินทร์ เย็นสุดใจ 3) นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ 4) นายชินวัฒน์ อัศวโภคี 5) นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ 6) นายกิตติศักดิ์ จิตต์ประเสริฐงาม 7) บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (PDITL) 8) บริษัท ไทย เคเบิ้ล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (TCI) 9) บริษัท อดิสรสงขลา จำกัด และ 10) บริษัท เอเชีย แปซิฟิก ดริลลิ่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต.ยังได้แจ้งการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งอยู่ระหว่างการตรวจสอบขยายผลไปยังกรณีอื่น ๆ ที่มีข้อสงสัยในเรื่องการทุจริต

ก.ล.ต.ส่งทีมคุมธุรกรรมบริษัท

นายธวัชชัยกล่าวว่า หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสำนักงาน ก.ล.ต.ถึงเพิ่งใช้อำนาจสั่งยึดอายัดทรัพย์สิน อยากชี้แจงว่า ก.ล.ต.มีแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอยู่ โดยมีการปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายของสำนักงาน และมีขั้นตอนดำเนินการ ซึ่งต้องทำหลังจากได้มีการกล่าวโทษ

สำหรับการยึดอายัดทรัพย์สินนั้น หากมีใครมาทักท้วงกับสำนักงาน ก.ล.ต. ทางเราก็จะมีการพิจารณาข้อมูลตรงนั้น ขณะเดียวกัน ในการอายัดทรัพย์ของบริษัทต่าง ๆ บริษัทยังสามารถดำเนินธุุรกิจต่อไปได้ โดยจะมีคณะทำงานของ ก.ล.ต.ในการพิจารณาเรื่องเงินที่จะอนุมัติการปล่อย ต้องเป็นการออกไปโดยสุจริต และต้องไม่ใช่เงินที่เกี่ยวข้องกับการยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ ซึ่งจะค่อย ๆ ปลดเงินและทรัพย์สินที่ฟรีซเอาไว้ เพื่อให้แต่ละบริษัทที่ถูกกล่าวโทษเดินต่อไปได้ ซึ่งจะเป็นอำนาจของคณะทำงานที่สามารถดำเนินการได้เลย

สอบทุจริตเพิ่มเติม

ส่วนคำถามกรณีการสร้างราคาหุ้น STARK จากที่บริษัทแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งมีผลต่อราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้น และมีผู้ได้ประโยชน์นั่นคือ “ผู้ถือหุ้นใหญ่” ทยอยขายบิ๊กลอตทำกำไรออกมานั้น ในเบื้องต้นขอแจ้งว่า ก.ล.ต.กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์การซื้อขายที่ผิดปกติ โดยทำงานและตรวจสอบร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ หากพบว่ามีการทุจริตเพิ่มเติมคงจะมีการดำเนินการเอาผิดต่อไป

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้เกี่ยวข้องกรณี STARK อาทิ ผู้สอบบัญชีบริษัทจดทะเบียนไทย จะเป็นอำนาจที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ซึ่งมีขั้นตอนอยู่ หากมีความเกี่ยวพันกับการกระทำผิด สามารถดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตได้ ส่วนผู้สอบบัญชีที่ ก.ล.ต.ไม่ได้เห็นชอบนั้น ก.ล.ต.ไม่มีอำนาจไปจัดการ แต่ก็ได้ทำงานร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชีอยู่ ซึ่งขอแจ้งว่าหลักฐานในชั้นนี้ยังไม่ตรวจพบว่าผู้สอบบัญชีมีความเกี่ยวพันกับการกระทำผิด

ป้องกันยักย้ายทรัพย์สิน

นางพัฒนพร ไตรพิพัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต.กล่าวเสริมว่า การใช้อำนาจอายัดทรัพย์สินนั้น เพื่อป้องกันทรัพย์ยักย้ายถ่ายเทไป โดยในกระบวนการของผู้ได้รับความเสียหาย สามารถนำข้อมูลการกล่าวโทษของ ก.ล.ต.ไปใช้รวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันระหว่างผู้เสียหายและผู้ที่ทำให้เขาเสียหายตามทรานแซ็กชั่น

ส่วนกรณีที่มีคำถามว่า ผู้ถูกกล่าวโทษบางรายได้หนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น ขอแจ้งว่า เนื่องจาก ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯไปที่ดีเอสไอแล้ว หลังจากนี้จะเป็นบทบาทของพนักงานสอบสวนของ DSI ที่จะมีกระบวนการติดตาม โดยคงจะใช้อำนาจกฎหมายระหว่างประเทศในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งความชัดเจนคงต้องรอดีเอสไอรายงานต่อไป

“ขอเน้นว่ากระบวนการบังคับใช้กฎมายของ ก.ล.ต.นั้น ดำเนินการหรือบังคับใช้ลอย ๆ ไม่ได้ หรือแค่สงสัยอย่างเดียวไม่พอ เพราะเป็นการบังคับใช้กฎหมายอาญา ฉะนั้น ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงการสั่งการในบริษัท และหาพยานหลักฐานคนเซ็นลงนามให้ชัดเจนก่อนดำเนินการ”

นางพัฒนพรกล่าวว่า การอายัดทรัพย์สินของนายวนรัชต์ จะครอบคลุมทรัพย์สินทั้งหมด รวมถึงหุ้นบริษัท TOA ที่ถืออยู่ด้วย โดยกระบวนการหลังอายัดทรัพย์สิน ก.ล.ต.คงจะต้องไปประสานงานกับดีเอสไอต่อ ว่าจะดำเนินการอย่างไรนับจากนี้ไป เพราะมีระยะเวลาอายัด 180 วัน และขอศาลขยายเวลาได้อีก 180 วัน

“เรามั่นใจพยานหลักฐานที่ส่งไปเพียงพอที่จะกล่าวโทษได้ แต่ในแง่ของความมั่นใจว่าคดีจะไปถึงที่สุดหรือไม่ คงจะต้องอยู่ที่ดีเอสไอ และพยายามจะช่วยสนับสนุนข้อมูลกับดีเอสไอต่อไปอย่างเต็มที่”

พนักงานบริษัทลูกร้อง ก.ล.ต.

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2566 พนักงานกว่า 300 คน ของบริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ STARK ได้เดินทางมาสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอความชัดเจนหลังจากมีคำสั่งอายัดทรัพย์สิน เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานและการจ้างงาน ทั้งนี้ตัวแทน ก.ล.ต.ชี้แจงว่า คำสั่งกฎหมายตามมาตรา 267 ของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ที่มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินนั้น ไม่ได้หมายถึงการระงับการทำธุรกรรมที่ปกติ นั่นหมายความว่าการทำงานของบริษัทยังเป็นไปตามปกติ อย่างไรก็ตาม นิยามคำว่า “ปกติ” หรือ “ไม่ปกติ” จะต้องนำข้อมูลมาหารือกับ ก.ล.ต. ซึ่งได้มีการนัดหมายกันในวันจันทร์ที่ 10 ก.ค.นี้

ชี้อายัดบริษัทกระทบ พนง.

ด้านนายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ อดีตรักษาการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ STARK เปิดเผยว่า หลัง ก.ล.ต.มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดที่ถูกกล่าวโทษกรณีบริษัท STARK รวม 10 รายเป็นเวลา 180 วัน ทั้งนี้การอายัดทรัพย์สินของอดีตกรรมการ ผู้ถือหุ้นใหญ่ถือเป็นการทำตามหน้าที่ไม่มีประเด็น แต่การอายัดทรัพย์สินบริษัทที่ยังประกอบธุรกิจอยู่ ตั้งแต่ STARK, บริษัท เฟล้ปส์ ดอด์จ อินเตอร์, บริษัท อดิศรสงขลา และบริษัท ไทยเคเบิ้ล ทำให้เกิดคำถามว่าบริษัทเหล่านี้จะไปต่ออย่างไร จะจ่ายเงินเดือนพนักงาน จ่ายเงินซัพพลายเออร์ได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ต้องหยุดโรงงานไป 180 วัน แล้วจะทำให้ผิดสัญญาส่งมอบสินค้าหรือไม่

“ยิ่งเฟล้ปส์ ดอด์จฯขายสายไฟให้การไฟฟ้า ถ้าผิดสัญญาส่งของไม่ได้ โดนแบล็กลิสต์ แล้วจะไปยังไงต่อ และคนกลุ่มแรกที่เดือดร้อนโดยตรงคือ พนักงานบริษัทที่ต้องถูกลอยแพ และคู่ค้าที่วางบิลไปแล้ว หรือผลิตของส่งของให้แต่ยังไม่ได้เงิน พนักงานคงเตรียมหางานใหม่ คู่ค้าก็เลิกคบ”

ถัดมาที่เดือดร้อนคือ แบงก์ที่ปล่อยกู้เฟล้ปส์ ดอด์จฯตรง ก่อนหน้านี้แบงก์กำลังเจรจากับผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนายวนรัชต์ค้ำประกันหนี้ไว้ 20,000 ล้านบาท โดยมีแผนจะเอาเฟล้ปส์ ดอด์จฯเข้าฟื้นฟูกิจการ เพื่อที่แบงก์จะได้ปล่อยสินเชื่อให้ต่อลมหายใจในระหว่างที่ขายกิจการต่าง ๆ เพื่อเอาเงินมาชำระหนี้

แต่เมื่อโดนอายัดแบบนี้ แปลว่าจะไม่สามารถเอาเข้าฟื้นฟูกิจการได้ จะให้กู้เอาเงินมารันโรงงานก็ไม่ได้ เพราะถ้ารอ 180 วันครบเวลาอายัด บริษัทพวกนี้ก็กลายเป็นซากกิจการ โดนแบล็กลิสต์โดยการไฟฟ้าไปเรียบร้อย

TOA แจงไม่เกี่ยวข้อง STARK

ขณะที่บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ของตระกูลตั้งคารวคุณ ได้มีการจัดประชุมนักวิเคราะห์เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยนายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA ได้อัพเดตภาพธุรกิจ และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับกรณี STARK ซึ่งได้ยืนยันว่า TOA ไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของ STARK โดยในหลายปีที่ผ่านมา มีทรานแซ็กชั่นระหว่างกันแค่เพียงประมาณ 3 ล้านบาท เป็นการขายสีทาอาคารให้ และทําระบบหลังบ้านเล็กน้อย

พร้อมยืนยันว่าไม่มีความสนใจจะเข้าไปซื้อสินทรัพย์ของ STARK ถ้าต้องโดน liquidate เพราะถ้าสนใจคงซื้อไปนานแล้ว และในกรณีที่นายวนรัชต์มีความจําเป็นต้องขายหุ้น TOA ซึ่งปัจจุบันถืออยู่ 9% ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทางผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนอื่น ๆ (ครอบครัวตั้งคารวคุณ) ก็พร้อมที่จะรับซื้อไว้

ทั้งนี้ ในปัจจุบันนายวนรัชต์ถือหุ้น TOA อยู่ 182,600,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 4,747 ล้านบาท

SCB โดนลูกหลงเล็กน้อย

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับกรณีมีการปล่อยสินเชื่อให้กับ STARK นั้น ไม่มีผลกระทบต่อธนาคารไทยพาณิชย์ เพราะวงเงินค่อนข้างเล็กประมาณ 2,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับพอร์ตสินเชื่อขนาดใหญ่ที่มีอยู่ 1 ล้านล้านบาท และเมื่อเทียบกับหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อรายย่อยที่มีกว่า 1 หมื่นล้านบาท

“ธนาคารไทยพาณิชย์ในฐานะเจ้าหนี้ เราก็เดินหน้าจัดการ STARK ตามขั้นตอนเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ธนาคารพาณิชย์อื่นตามกระบวนการกฎหมายต่อไป เรามองว่าเราปล่อยสินเชื่อรีเทล เป็นหนี้เสียเป็นหมื่นล้าน เทียบกับอันนี้วงเงินน้อยมาก ซึ่งการปล่อยสินเชื่อย่อมมีโดนลูกหลงกันบ้าง”

บลจ.บัวหลวงเสียหาย 2 พันล้าน

นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง (BBLAM) กล่าวว่า บัวหลวงเป็นอีกหนึ่ง บลจ.ที่มีการลงทุนในหุ้น STARK ซึ่งตามที่ได้แจ้งไปว่าได้มีการขายออกหุ้นไปจนหมดแล้ว ซึ่งกองทุนที่ลงทุนในหุ้น STARK ทั้งหมด 4 กองทุน โดยประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท เฉลี่ยความเสียหายต่อกองอยู่ที่ราว ๆ 300-700 ล้านบาทต่อกองทุน

ทั้งนี้ ในส่วนของการฟ้องร้องค่าเสียหาย มองว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และคงต้องร่วมกันฟ้องร้องในนามกองทุนไม่ใช่ในนาม บลจ. และแน่นอนว่า บลจ.ก็จะต้องทำหน้าที่ในการเป็นผู้แทนผู้ถือหน่วยในการฟ้องร้องเเทนผู้เสียหาย

บลจ.ร้อง “ดีลอยท์ฯ” ชี้แจง

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา (7 ก.ค.) ทางสมาคมได้มีการเรียกประชุมสมาชิกเพื่อหารือแนวทางดำเนินการต่อกรณีหุ้น STARK โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ที่ปรึกษาทางกฎหมายได้แนะนำว่า ในการฟ้องร้องถ้าเป็นรายย่อยจะสามารถฟ้องร้องง่ายกว่า เนื่องจากเป็นคนหมู่มาก เพราะหากจะฟ้องในนาม บลจ.ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ใหญ่มากก็อาจจะไม่มีน้ำหนักต่อศาล จึงต้องใช้วิธีการอื่นในการดำเนินการฟ้องร้องแทน

โดยการฟ้องร้องจะต้องมีการแยกประเภทการลงทุนเป็นหุ้นทุน, หุ้นกู้ และหุ้น PP หรือการเสนอขายให้แก่บุคคลในวงจำกัด เพราะต้องให้กลุ่มคนฟ้องที่มีความเสียหายเหมือนกัน ซึ่งสาเหตุที่ต้องแยกประเภท เพราะจะดำเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น และจะทำให้มีน้ำหนักต่อศาล

ในส่วนของผู้ตรวจสอบบัญชีก็ยังไม่ได้มีหลักฐานที่จะไปกล่าวโทษหรือเอาผิดได้ แต่ก็อยากเรียกร้องให้บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นบริษัทผู้ตรวจสอบบัญชี ออกมาพูดถึงหรือชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...