โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อเด็กอาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง กรณีเด็ก 10 ขวบ ขึ้นเวทีก้าวไกล ประเด็นที่สังคมไทยต้องร่วมหาคำตอบ

The Momentum

อัพเดต 12 ก.ค. 2566 เวลา 16.12 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2566 เวลา 06.00 น. • THE MOMENTUM

จากประเด็นเด็ก 10 ขวบ ขึ้นปราศรัยทางการเมืองในกิจกรรม ‘ขอบคุณประชาชน ฟังเสียงทุกคนก่อนโหวตนายกฯ’ ของพรรคก้าวไกล ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม 2566 การให้เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะขึ้นเวทีการเมืองครั้งนี้เปรียบเหมือนการฉายภาพซ้ำของเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่แกนนำเยาวชนช่วยชาติวัย 15 ปี ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มไทยภักดี ส่งผลให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมออนไลน์อย่างหนักว่า “ควรให้เด็กพูดปราศรัยในเวทีการเมืองหรือไม่”

เด็กไม่จำเป็นต้อง ‘พร้อม’ ก็สามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง

เพชร-กรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคก้าวไกล ตอบกลับทวิตของผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่นเกี่ยวกับประเด็นข้างต้นว่า “ไม่ใช่การขึ้นเวทีฆ่าเวลานะครับ แต่เราอยากฟังเสียงของทุกคนทุกเพศทุกวัย ในหัวข้ออยากเห็นอะไรจากนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย การรับฟังความต้องการของน้องก็เป็นส่วนหนึ่งของกำหนดการงานนี้ครับ”

การรับฟังความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีในสังคม เพราะการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นทางการเมืองให้แก่เยาวชนนั้น ช่วยสร้างมุมมองที่แตกต่าง และทำให้เข้าใจความต้องการของเด็กและเยาวชนมากขึ้น แน่นอนว่า เด็กทุกคนควรมีสิทธิที่จะพูดความต้องการของตนเอง มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นสังคม และมีสิทธิที่จะขับเคลื่อนบ้านเมืองให้ดีขึ้น ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ข้อ 13 ซึ่งกล่าวถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี (เว้นแต่จะบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสตามกฎหมาย) ไว้ว่า “เด็กมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกสิทธินี้จะรวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา ได้รับหรือส่งต่อข้อมูลและความคิดในทุกรูปแบบ โดยไม่จำกัดเขตแดน ไม่ว่าจะโดยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ในรูปศิลปะหรือผ่านสื่อใดๆ ตามที่เด็กเลือก”

และเพื่อลดจุดอ่อนของเด็กที่ขาดอิทธิพลในกระบวนการตัดสินใจ อนุสัญญาฯ จึงระบุไว้ในข้อ 12 ว่า “รัฐภาคีจะประกันแก่เด็กให้สามารถมีความคิดเห็นเป็นของตนเองโดยเสรีในทุกๆ เรื่องที่มีผลกระทบต่อเด็ก ทั้งนี้ความคิดเห็นดังกล่าวของเด็กจะได้รับการพิจารณาตามสมควรแก่อายุและวุฒิภาวะของเด็กนั้น”

อย่างไรก็ตาม เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ควรได้รับการคุ้มครองทั้งร่างกาย จิตใจ และชื่อเสียงโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของพวกเขาเช่นกัน ตามอนุสัญญาฯ ข้อ 19 และ 36 ซึ่งกล่าวถึงสิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครองของเด็กไว้ว่า “รัฐภาคีจะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมทั้งปวง ด้านนิติบัญญัติ บริหาร สังคมและการศึกษา ในอันที่จะคุ้มครองเด็กจากรูปแบบทั้งปวงของความรุนแรง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

การทำร้ายหรือการกระทำอันมิชอบ การทอดทิ้งหรือการปฏิบัติโดยประมาท การปฏิบัติที่ผิดหรือการแสวงประ โยชน์รวมถึงการกระทำอันมิชอบทางเพศ ขณะอยู่ในความดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองตามกฎหมาย หรือบุคคลอื่นใดซึ่งเด็กนั้นอยู่ในความดูแล” และ “รัฐภาคีจะคุ้มครองเด็กจากการถูกแสวงประ โยชน์ในทุกรูปแบบอื่นทั้งหมดที่เป็นผลร้ายต่อสวัสดิภาพของเด็กไม่ว่าในด้านใด” ตามลำดับ

เมื่อเด็กคือ ‘ผู้ปราศรัย’ บนเวทีการเมือง พวกเขาอาจกลายเป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ จากการชักนำของผู้ใหญ่ในสังคมซึ่งต้องการแสวงหาผลประโยน์จากเด็ก

บทเรียนจากอดีต: ไม่ได้กีดกันเด็กออกจากการเมือง แต่ปกป้องเด็กจากพื้นที่อันตราย

“การที่คุณเอาเด็กมาขึ้นเวทีการเมืองแบบนี้มันคือเคสเดียวกับการประกอบสร้างคชโยธีเลย แค่สลับฝั่งขั้วความคิด มันไม่ใช่ว่า ‘ฝ่ายดี’ หรือ ‘ฝ่ายร้าย’ มันคือการ Install ความเชื่อทางการเมืองให้คนที่ Conscious และวิจารณญาณมันไม่ถึง มันส่งแต่ผลเสีย มันสร้าง Footprint และมันผลักให้เด็กที่ถือว่าเป็นมนุษย์ที่บอบบางมาอยู่ในพื้นที่ๆ อันตรายต่อเขา แม่งคิดอะไรอยู่ ไอสัตว์ เห็นละโกรธ Don’t touch kids” ความคิดเห็นจากผู้ใช้งานทวิตเตอร์รายหนึ่ง

นอกจากนี้ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ยังแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ผ่านเฟซบุ๊ก Somsak Jeamteerasakul อีกว่า “เด็กอายุ 10 ขวบ ย่อมจะมีความคิดเห็นได้ คุยกับเพื่อน คุยกับผู้ใหญ่ แต่เราไม่ถือว่า การคุยเหล่านี้ต้องมีรับผิดชอบตามมา อาจจะเปลี่ยนใจ อาจจะเลิก ฯลฯ ดังนั้น เราจึงไม่ให้เด็กขนาดนี้ไปแสดงความคิดเป็นในที่สาธารณะ เพราะอย่างหลังต้องมีความรับผิดชอบ ผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบแล้ว ให้เด็กไปพูด #เท่ากับเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้ขลาด คืออยากจะแสดงความคิดเห็นดังกล่าว แต่ให้เด็กพูด บอกว่า “ก็เรื่องของเด็ก” ครั้นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จะทำอะไรเด็กก็ไม่ได้ จะทำอะไรผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้พูดเอง “ก็เด็กมันพูด” โดยสรุปแล้ว นับเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้ขลาดและไร้ความรับผิดชอบโดยแท้”

การเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อน มีรายละเอียด เงื่อนไข และเบื้องลึกเบื้องหลังมากมาย มิได้แบ่งแยกเพียงฝั่งซ้าย-ขวา ฝ่ายประชาธิปไตย-เผด็จการ หรือสีขาว-ดำ การมองภาพรวมทางการเมืองผ่านเลนส์ของเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจึงอาจตื้นเขิน เพราะขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือวิจารณญาณที่มากพอในการพิจารณา วิเคราะห์ และแยกแยะสารที่ได้รับมาเกี่ยวกับประเด็นเหล่านั้น หรือพวกเขาอาจถูกกำหนดกรอบความคิดมาจากผู้ใหญ่รอบตัว มิใช่อุดมการณ์โดยแท้จริงของตนเอง รวมถึงเด็กอาจเลียนแบบคำพูดหรือพฤติกรรมของผู้ใหญ่โดยมิได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ซึ่งชุดความคิดของเด็กในวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะในการตัดสินเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมากพอจึงไม่ควรกลายเป็น ‘หุ่นเชิด’ ทางการเมืองที่อาจถูกควบคุมโดยนักการเมือง ผู้ใหญ่ในสังคม หรือแม้แต่ติดสอยห้อยตามพ่อแม่มาอีกทีหนึ่ง

สังคมไทยเคยได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตอย่าง ‘ม็อบ กปปส.’ มาแล้ว โดยสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเคยคิดว่า ‘ถูก’ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านั้นอาจกลายเป็น ‘ความผิด’ ที่ไม่น่าให้อภัย เด็กนกหวีดในตอนนั้นอาจไม่ได้เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องหรือวิถีของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่เข้าร่วมม็อบเพราะพ่อแม่พาไป หรือเพราะพวกเขายังไม่มีวุฒิฒิภาวะในการตัดสินใจเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วยตนเอง เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของนักแสดงวัยรุ่นหลายคน ที่ต้องออกมาก้มหน้ารับผลการกระทำของตนเองในอดีตที่พ่อแม่ของพวกเขาเป็นผู้ชักจูงให้ก่อ เพราะใบหน้าที่แผ่ชัดอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตคอยตอกย้ำถึงเหตุการณ์ในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมันจะไม่มีวันหายไป

‘ความคิดเห็นทางการเมืองของสังคมในวันนี้อาจไม่ใช่ความจริงอันเป็นนิรันดร์ แต่ Digital Footprint หรือร่องรอยบนโลกดิจิทัลจะเป็นสิ่งที่ติดตัวเด็กไปตลอดกาล’

สอดคล้องกับการกำหนดอายุขั้นต่ำในการเลือกตั้ง

“เข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาเลือกตั้ง ต้องเป็นคนที่บรรลุนิติภาวะ เพราะวัยนี้มีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว แต่เด็กยังอยู่วัยที่ต้องเจริญเติบโตทั้งร่างกายและความคิด การทำแบบนี้เหมือนเป็นการชักนำเด็ก ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ยังตั้งคำถามเชิงลึกไม่ได้เต็มที่” ความคิดเห็นจากผู้ใช้งานทวิตเตอร์รายหนึ่ง

โดยหนึ่งในคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุไว้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ซึ่งอาจอนุมานได้ว่า บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปนั้น มีวิจารญาณในการตัดสินใจเลือกผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเกิดการถกเถียงให้ลดอายุขั้นต่ำผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็น 15 ปีบริบูรณ์ เนื่องจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เยาวชนคนรุ่นใหม่กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสังคม การลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงเปรียบเสมือนการเพิ่มพื้นที่ทางการเมืองให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ส่งเสียงผ่านการเลือกตั้งมากยิ่งขึ้น รวมถึงร่วมกำหนดอนาคตประเทศชาติ ซึ่งคืออนาคตของพวกเขาเอง

‘เด็ก’ ไม่ควรถูกกีดกันออกจากการเมือง แต่ ‘เด็ก’ ควรเป็นผู้ปราศรัยทางการเมืองหรือไม่? นี่คือคำถามที่สังคมต้องร่วมหาคำตอบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...