โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทำไมตัวเอกชายถึงมองผมด้วยสายตาแบบนี้ล่ะ

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 09 พ.ค. 2567 เวลา 17.42 น. • lilac-novel
ตี๋ซิงเฉิน ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในรายการวาไรตี้จับคู่เดทของนิยายวายเรื่องหนึ่ง เดิมทีเขาคิดแต่จะตั้งใจเป็นตัวประกอบดีๆ เท่านั้น แต่ทำไมพวกตัวเอกชายถึงพากันมองเขาด้วยสายตาแบบนี้ล่ะ

ข้อมูลเบื้องต้น

ทำไมตัวเอกชายถึงมองผมด้วยสายตาแบบนี้ล่ะ

男主们为什么都用这种眼神看我

ผู้เขียน 公子于歌 (กงจื่ออวี๋เกอ)

ผู้แปล ตัวละครผู้ถูกแทงที่ท้อง

วาด yaniss

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Lilac Novel

……………………………………………………….

ตี๋ซิงเฉิน ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในรายการเรียลลิตี้จับคู่เดตของหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรายการทั้งหมดแปดคน

แต่ละคนดูดีและร่ำรวย เรียกได้ว่าเป็นตัวสร้างกระแสที่ทำให้รายการดังระเบิดเป็นพลุแตกในโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้

อย่างเช่น ผู้เข้าร่วมรายการคนที่หนึ่ง ชื่อเสียงไม่ค่อยดี เป็นคนประเภทไร้สีสัน คนทั้งหมดต้องเดินตามเขา ทั้งชีวิตเขาสนใจแค่เรื่องเงิน

หน้าตาหล่อเหลาชนิดหาตัวจับได้ยาก แค่ยิ้มส่งๆ ก็สามารถทำให้หัวใจเต้นแรงได้แล้ว เป็นรูปปั้นเดินได้

ในอนาคตอาจเป็นผู้มีอำนาจในวงการธุรกิจ เป็นประเภทโยนบัตรเครดิตทิ้งได้แบบตามอำเภอใจ

ผู้เข้าร่วมรายการคนที่สอง เป็นบอสที่บ้าบิ่นและกล้าหาญ ส่วนสูง 191 ซม. เอวสอบมีกล้าม อนาคตเป็นบุตรแห่งโชคชะตาที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ทุกวันนี้ยังคงสร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยมือตัวเอง หนึ่งปีหลังจากนี้ก็จะประสบความสำเร็จ กลายเป็นเจ้าของบริษัทตั้งแต่อายุยังน้อย

ผู้เข้าร่วมรายการคนที่สาม เป็นสุภาพบุรุษแสนเย็นชา เสื้อเชิ้ตของเขามักจะติดกระดุมจนถึงเม็ดบนสุดอยู่เสมอ

รักความสะอาดเป็นอย่างยิ่ง ทว่าแท้จริงแล้วมีหัวใจที่บิดเบี้ยว เป็นนักกีฬา e-sport ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ

ส่วนคนอื่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นลูกเศรษฐีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นราชินีของฝ่ายรับผู้งดงามที่แสนกระตือรือร้น

หรือคนที่สง่าแต่ว่าต้องคอยยับยั้งชั่งใจอยู่ลึกๆ หรือแม้กระทั่งคนที่มีบุคลิกมั่นคงและนิ่งสงบ

*****

แต่ว่าตัวเขาเป็นแค่ตัวรับกระสุนในรายการ ทำงานหนักที่สุด ได้ซีนน้อยที่สุด

ตั้งแต่ต้นจนจบรายการไม่เคยได้รับข้อความเลยแม้แต่ข้อความเดียว และเป็นคนรับกระสุนตั้งแต่ต้นรายการ

อา ตัวละครนี้ช่างเหมาะกับเขาเสียจริง ตี๋ซิงเฉินตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง

ทำตัวเป็นไม้ขีดไฟให้กับบรรดาผู้เข้าร่วมรายการ เผาไหม้ตัวเองเพื่อให้แสงสว่างแก่คนอื่น

ในตอนที่มีคนโดนความเย็นชาของผู้เข้าร่วมรายการคนแรกทำร้ายจิตใจ

เขาพูดปลอบใจว่า : “ตอนเด็กๆ เขาคงไม่มีความสุข โตมาถึงได้มืดมนแบบนี้ คุณไม่อยากเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของเขาเหรอ”

ตอนที่ทุกคนรู้สึกว่าผู้เข้าร่วมรายการหมายเลขสอง วางอำนาจมากเกินไป

เขาก็อธิบายว่า “คุณไม่รู้สึกว่าเขามีอำนาจเหรอ ในอนาคตเขาไม่ใช่คนโลเลแน่นอน ฉันจะดูเขาให้”

สำหรับผู้เข้าร่วมรายการคนที่สาม : “ท่าทางน่าค้นหาของเขาน่าสนใจมากนะ ไม่คิดอยากจะลองฉีกเสื้อเชิ้ตเขาออกหน่อยเหรอ”

ด้วยความพยายามของเขา รายการถึงได้โด่งดังจริงๆ

*****

ผู้เข้าร่วมรายการคนแรก : “เขาเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของผม”

ผู้เข้าร่วมรายการคนที่สอง : “เขาเข้าใจฉันมากที่สุด”

ผู้เข้าร่วมรายการคนที่สาม : “ที่ผมคิดไว้ต่อให้พูดออกไปก็ออกอากาศไม่ได้”

ผู้เข้าร่วมรายการคนที่สี่ห้าหกเจ็ด : “ผมรักเขา”

ตี๋ซิงเฉิน : “…หา”

*****

ตอนที่รายการเพิ่งออกอากาศ ชาวเน็ต : “รู้สึกว่าแขกไม่ใช่ประเภทที่จะพูดเกี่ยวกับความรักเลย”

หลังจากนั้น : “มีแต่ฉากหึงหวงกันทั้งนั้นเลย น่าสนใจมาก!”

“หวานเกินไปแล้ว! หน้าแดงหมดแล้ว”

ทีมงาน : “พวกเราพยายามตัดฉากที่ล่อแหลมออกแล้วจริงๆ แต่ถึงยังไงก็เป็นวาไรตี้”

ชาวเน็ต : “ไม่ต้องตัด! VIP จ่ายเงินแล้วทำไมจะดูไม่ได้!”

*****

ผู้เข้าร่วมรายการอายุยี่สิบปีขึ้นหมดแล้ว ในหนังสือไม่มีใครเป็นตัวร้าย

ฝ่ายรับหน้าตาดี อีกทั้งยังทำอาหาร เต้น โดดร่ม เล่นเปียโน แข่งม้า วาดรูปได้และมีความสามรถรอบด้าน

ในหนังสือบอกว่า : คนดีย่อมได้รับในสิ่งที่ดี ทำดีย่อมได้รับสิ่งตอบแทน

หนังสือที่นักเขียนเขียนนั้นเกี่ยวกับความรักที่บริสุทธิ์ของคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรุกหรือฝ่ายรับล้วนแต่เป็นคนรักของกันและกันไปตลอดทั้งชีวิต

ตัวเอกชายของจิ้นเจียงได้เปรียบขนาดนี้ อย่าเลือกผิดล่ะ!

-------------------------------------

นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ LILAC NOVEL

ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

Published originally under the title of《男主们为什么都用这种眼神看我〔娱乐圈〕》

(Nan Zhu Men Wei Shen Me Du Yong Zhe Zhong Yan Shen Kan Wo 〔Yu Le Quan〕

Author © 公子于歌 (Gong Zi Yu Ge)

Thai edition rights under license granted by 北京晋江原创网络科技有限公司

(Beijing Jinjiang Original Network Technology Co., Ltd)

Thai edition copyright © 2023 Amarin Printing and Publishing Public Co., Ltd.

Arranged through JS Agency Co., Ltd.

All rights reserved

ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Lilac.Novel

ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านนะคะ

บทที่ 1 สัญญาณรักแดงน้ำเงิน

บทที่ 1 สัญญาณรักแดงน้ำเงิน

“พวกเธอเห็นตัวอย่างรายการ ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ ซีซั่น 4 หรือยัง พวกรายการเรียลลิตี้ตอนนี้นี่การแข่งขันสูงเกินไปไหม แค่เปิดตัวก็เล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ!”

“คนพวกนี้มาอัดรายการเรียลลิตี้จับคู่เดตจริงป่ะเนี่ย แน่ใจนะว่ากระแสจะไม่ตีกลับน่ะ”

“ขึ้นฮอตเสิร์ชตามคาด เยี่ยม ฉันชักจะสนใจเรียลลิตี้จับคู่เดตรายการนี้แล้วสิ ฉันจะตามดู!”

‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ เป็นรายการเรียลลิตี้ ‘ประเภทจับคู่เดตระหว่างผู้ชาย’ ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างช่องสัญญาณดาวเทียมสตาร์รี่สกายและออนไลน์แพลตฟอร์มในเครือ ในหมู่รายการเรียลลิตี้ด้านการจับคู่เดตนับไม่ถ้วนนั้น เรียกได้ว่ารายการนี้ดังระเบิดเป็นพลุแตกในโลกออนไลน์ด้วยซีนโรแมนติกประหนึ่งซีรี่ส์วาย รวมไปถึงแขกรับเชิญผู้หน้าตาดีทั้งหลาย ยอดชมกับยอดคลิกของรายการจึงขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในกลุ่มรายการเรียลลิตี้อย่างมั่นคงติดต่อกันยาวนานกว่าสามปี

ทางทีมงานรายการคงอยากรักษายอดเข้าชมระดับตำนานของตัวเองเอาไว้ และคงกลัวว่าจะทำให้ผู้ชมเบื่อหน่ายกันไปเสียก่อน พวกเขาถึงกับอุบซีซั่นสี่เอาไว้นานเกือบสองปีจึงจะยอมปล่อยเอามา พร้อมประกาศอย่างมั่นใจเอาไว้เลยว่าซีซั่นนี้จะทำการยกระดับทุกอย่าง รับรองว่าจะต้องกลายเป็นมาตรฐานสูงสุดในหมู่รายการเรียลลิตี้ประเภทนี้อย่างแน่นอน!

ในตัวอย่างที่ปล่อยออกมาเมื่อสองวันก่อนที่จะมีการไลฟ์สตรีมนั้น ได้เปิดฉากด้วยเบื้องหลังการสัมภาษณ์ก่อนการถ่ายทำของเหล่าแขกรับเชิญ โฉมหน้าแขกรับเชิญแต่ละคนถูกเปิดเผยด้วยมุมกล้องที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ และตัวอย่างรายการที่สั้นเพียงแค่ประมาณสองนาทีนี้ก็ทำเอาทั้งโลกออนไลน์ถึงกับระเบิดขึ้นมาทันที

แต่สิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตตกตะลึงนั้นกลับไม่ใช่ตัวตนของเหล่าแขกรับเชิญ หากแต่เป็นของแบรนด์เนม คฤหาสน์หลังโต รถสปอร์ตสุดหรูสุดละลานตา และที่สำคัญคือ ‘ความจริงใจ’ ของแขกรับเชิญทั้งหลายในตัวอย่างนั่นต่างหากที่ทำให้เหล่าชาวเน็ตถึงกับปากอ้าตาค้างกันอย่างถ้วนหน้า

ทีมงาน “คุณนึกยังไงถึงอยากมาเข้าร่วมรายการของพวกเรา”

หนุ่มเย็นชาเบอร์หนึ่ง “เพื่อตอบแทนบุญคุณ”

หนุ่มแบดบอยเบอร์สอง “ไม่ได้นึกอะไรเลยนะครับ เป็นทางรายการต่างหากที่มาทาบทามผมถึงที่ แต่พอลองมาคิดๆ ดูอีกทีก็รู้สึกว่าที่ทีมงานพูดก็มีเหตุผลเหมือนกัน การมาออกรายการนี้จะช่วยโปรโมทบริษัทของพวกเราได้อีกขั้น อีกอย่างกลุ่มเป้าหมายของสินค้าของทางเราก็ค่อนข้างตรงกับกลุ่มผู้ชมเรียลลิตี้จับคู่เดตอยู่ด้วย”

หนุ่มจอมเนี้ยบเบอร์สาม “บริษัทส่งผมมาครับ พวกเขาบอกว่าไม่รับงานนี้ไม่ได้”

หรืออย่างอีกคำถามหนึ่งของรายการ ทางรายการได้ถามพวกเขาอีกว่า “คุณคาดหวังว่าจะได้เจอกับรักแท้ในระหว่างหนึ่งเดือนที่การอัดรายการนี้ไหม”

หนุ่มเย็นชาเบอร์หนึ่ง (หน้าตาย) “อย่างที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นครับ ผมก็แค่มาตอบแทนบุญคุณ”

หนุ่มแบดบอยเบอร์สอง (อมยิ้ม) “ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยเชื่อรายการจับคู่เดตอะไรแบบนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าหากพวกคุณให้สคริปต์มา ผมก็จะพยายามให้ความร่วมมือนะครับ”

หนุ่มจอมเนี้ยบเบอร์สาม (อ้อมค้อม) “เดือนนึง? อืม… ผมเป็นพวกเปิดใจให้คนอื่นช้าน่ะ…”

ทันทีที่ตัวอย่างถูกปล่อยออกมา คอนเทนต์ที่เหนือความคาดหมายนี้ก็ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ ซีซั่น 4 นี้ แค่เปิดมาก็ดังระเบิดระเบ้อแล้ว

[การตลาดแบบย้อนกลับ[1]ป่ะเนี่ย! ตั้งใจตัดต่อแบบนี้มาเพื่อเรียกความสนใจสินะ ตอนหลังต้องไปเวย์ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างหมา เดินหอนตามเมียเข้าเมรุอย่างแน่นอน!]

[ทีมงานระวังโดนพวกเราเดาพล็อตออกจนหมดเปลือกนะ!]

[ถึงจะมาไม้เก่าไปหน่อย แต่ฉันก็โดนตกแล้วจริงๆ นั่นแหละ ขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างหมาจงเจริญ!]

[งื้อๆๆ ใครจะต้านทานบทขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างหมาได้กันเล่า! แทบจะทนอยากเห็นฉากสุดสะใจจากพวกเขาไม่ไหวแล้วเนี่ย!]

ตี๋ซิงเฉินกำลังนั่งอยู่บนแท็กซี่ หน้าจอที่ดับลงสะท้อนดวงตาที่ยิ้มจนโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวของเขา

เขาก็รู้สึกเหมือนกันว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเพียงพล็อตที่วางไว้ทั้งนั้น และช่วงท้ายต้องเป็นแนวขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างหมาอย่างแน่นอน!

ในฐานะที่เป็นติ่งจิ้นเจียง[2]มาอย่างยาวนาน เขาคุ้นเคยกับทริคประเภทนี้เป็นอย่างดี

นิยายที่เขาทะลุมิตินี้มามีชื่อว่า ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ เป็นนิยายรักในวงการบันเทิงสุดฟิน และหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ครองอันดับสูงสุดในสามเว็บใหญ่ยอดฮิตอย่างบ้านเตี่ยน บ้านจิ้นและบ้านดอกไม้[3] แถมยังเป็นที่พูดถึงอย่างเกินเรื่องเกินเบอร์ นั่นก็เพราะว่าเรื่องนี้เป็นนิยายซีรีส์เดียวกันที่ลงในทั้งสามเว็บ

ภายใต้พล็อตและเซตติ้งตัวละครเดียวกัน นักเขียนได้ทำการเขียน ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ สามแบบที่มีสไตล์แตกต่างกันออกไป โดยยึดมุมมองจากพระเอกสามคนบนคนละเว็บ

อย่างเช่น แขกรับเชิญเบอร์หนึ่งของพวกเขา เผยซวี่ อายุ 25 ปี ส่วนสูง 188 เซนติเมตร พ่อเลี้ยงของเขาเป็นผู้กุมอำนาจในเครือข่ายธุรกิจสกุลโจว ส่วนผู้เป็นแม่คือราชินีจอเงินผู้โด่งดังอย่างเผยหัวหนง ในหมู่แวดวงไฮโซเขาขึ้นชื่อว่าเป็นเศรษฐีรุ่นสองที่มีหน้าตาหล่อเหลาเกินมาตรฐาน อีกทั้งยังมีนิสัยเย็นชาหน้านิ่ง ได้เป็นตัวแทนคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับประเทศตั้งแต่มัธยมต้น แถมยังจบการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ปัจจุบันกำลังทำงานด้านธุรกิจการเงิน เรียกได้ว่าเป็นดาวจักรพรรดิร่วงหล่นจากฟ้าของแวดวงธุรกิจเลยก็ว่าได้ คนในวงการต่างเรียกเจ้าตัวว่าคุณชายเผย

แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นคาแรกเตอร์พระเอกประจำจิ้นเจียงน่ะ บอกได้คำเดียวเลยว่า “ซู[4]”!

หรือเช่น แขกรับเชิญเบอร์สองของพวกเขา ฮั่วเฉิง อายุ 28 ปี ส่วนสูง 191 เซนติเมตร เอวสอบไหล่กว้าง กล้ามหน้าท้องเป็นลอน นักศึกษาหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นเศรษฐีใหม่วงการไอทีที่ตั้งต้นจากมือเปล่า จนตอนนี้รายได้ต่อปีของเขามากถึงเกือบเก้าหลัก ขับโรลส์รอยซ์ เบนท์ลีย์ มีเครื่องบินส่วนตัว มีเพนท์เฮ้าส์สี่ห้องอยู่ในทอมสัน ริเวียร่า[5] ทรัพย์สินที่มีนั้นรวมแล้วมูลค่ามากกว่าพันล้านหยวน แม้เขาอาจยังเป็นเพียงแค่เศรษฐีหน้าใหม่ที่ยังไม่อาจทัดเทียมพระเอกจิ้นเจียงได้ แต่อีกหนึ่งปีหลังจากนี้ชื่อของเขาจะโด่งดังกระฉ่อนไปทั่วโลก!

‘เทพ’ ขนาดนี้ นี่มันโคตรจะสไตล์พระเอกบ้านเตี่ยนเลยไม่ใช่หรือไง[6]

ส่วนแขกรับเชิญเบอร์สามอย่าง เหยียนจื๋อ นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเป็นหนุ่มหล่ออันดับหนึ่งแห่งวงการอีสปอร์ต ที่คนในวงการต่างเรียกเขาว่า “พี่หก” ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความใจเย็น หน้าตาคล้ายจะเป็นคนประเภทตายด้านและสุดเนี้ยบ ทว่ายามเล่นเกมกลับทั้งดุเดือดและรุนแรง สุภาพบุรุษหน้านิ่งคนนี้ติดกระดุมเม็ดคอบนเสื้อเชิ้ตทุกครั้ง แถมยังรักสะอาดจนขึ้นสมอง แต่อันที่จริงแล้ว เขากลับเป็นชายหนุ่มที่มีจิตใจที่ “บิดเบี้ยวเร่าร้อน”

คาแรกเตอร์ที่ดู “เนี้ยบ” ขนาดนี้ หากไม่ใช่พระเอกฉบับไห่ถัง[7]แล้วจะเป็นใครได้อีก?

ส่วนแขกรับเชิญคนอื่นๆของรายการนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นเศรษฐีรุ่นที่สองเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคาเรคเตอร์แบบไหนของตัวเอกชายในนิยายวายก็ล้วนมีครบทุกประเภท

อย่างเช่น ฝ่ายรับที่เป็นเคะควีนผู้งดงามและเร้าร้อน

ฝ่ายรับผู้มีความรู้ ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี

ฝ่ายรับผู้เรียบร้อยสง่างาม ที่มีความมั่นคงเป็นผู้ใหญ่ เป็นต้น

หลังชมการแนะนำแขกรับเชิญจบ เขาก็ตื่นเต้นจนเกือบกลายเป็นตัวมาร์มอต[8]ไปแล้ว

เขายังอ่านนิยายเรื่องนี้ไม่จบ อ่านไปได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ถึงส่วนเนื้อเรื่องสำคัญเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้ทิศทางของเรื่องเลยแม้แต่น้อย แต่กลับยังจดจำคำโปรยที่แนะนำของนิยายเรื่องนี้ได้อย่างแม่นยำ

“ซีนโรแมนติกสุดหวานเจี๊ยบที่ทำให้คุณยิ้มจนแก้มปริ ฉากฮาเร็มและการปะทะกันอันดุเดือดจนต้องกรีดร้อง ศึกชิงหนุ่มสุดฮอตในหมู่คนนับไม่ถ้วน ที่จะทำให้คุณทั้งฟินจนจิกหมอน และแสนเศร้าเคล้าน้ำตา มีทั้งจูบเร่าร้อนทั้งน้ำตาไหลริน รับประกันเลยว่าจะต้องสนุกสะใจตลอดทั้งรายการ!”

ในฐานะคนที่ดูรายการเรียลลิตี้หาคู่มาทั้งสามสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลีแล้ว ตัวเขาเองก็โดนตกเพราะคำโปรยนี้นี่แหละ

ศึกชิงนายคือเดอะเบสต์! พอเกิดแรงหึงหวงถึงจะรู้ซึ้งว่าโมเมนต์ที่เคยเกิดนั้นแสนหวานขนาดไหน! สนามปะทะอารมณ์ระหว่างฮาเร็มก็คือสนามที่มีไว้ให้ตัวมาร์มอตได้กรีดร้องออกมานี่เอง!

เขาค่อนข้างพอใจกับเจ้าของร่างที่ตัวเองทะลุมิติมาครองคนนี้มาก คนคนนี้เป็นตัวประกอบชายที่มีรูปร่างหน้าตาและชื่อที่เหมือนตัวเขาเองอย่างไม่ผิดเพี้ยน เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อเขาเลยก็ว่าได้

ตี๋ซิงเฉินเป็นคนที่มีตัวตนจืดจางมากถึงมากที่สุดในหมู่แขกรับเชิญฝ่ายน้ำเงินทั้งสี่ คาแรกเตอร์ของเขาคือคนงามสุดทึ่มที่แสนจะธรรมดาจนธรรมดาไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว เขาทำงานเยอะที่สุดแต่กลับได้แอร์ไทม์น้อยที่สุด ตั้งแต่ต้นจนจบรายการไม่เคยได้รับข้อความเลยสักครั้ง ไม่มีแขกรับเชิญคนไหนชอบเขาเลยสักคน แถมยังชอบใช้งานเขาราวกับเครื่องมือด้านความรักอีกต่างหาก คู่ชิปอื่นเขามีโมเมนต์มากมายนับไม่ถ้วน ส่วนเจ้าตัวกลับยังยืนซื่อเสพโมเมนต์ตามคู่อื่นอยู่ด้านข้างเงียบๆ

อืม ดีมาก เขาต้องรักษาคาแรกเตอร์นี้เอาไว้นี่แหละ

ชายหนุ่มเบนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง บนกระจกหน้าต่างสะท้อนให้เห็นดวงตาอันสดใสคู่หนึ่งที่ล้อแสงอาทิตย์ของตัวเอง

เขาจะตั้งใจทำหน้าที่เครื่องมือด้นความรักนี้อย่างเต็มที่เลย

แต่จะกลายเป็นคนงามสุดทึ่มหรือไม่นั้น ไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อย ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาสักหน่อย!

“ตี๋ซิงเฉิน เตรียมตัวลงจากรถได้แล้ว”

เสียงพูดของทีมงานดึงสติของเขาให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริงได้ในทันที

ตี๋ซิงเฉินหันกลับไปมองด้านนอกหน้าต่างอีกที มองเห็นรถหรูที่จอดเรียงรายอยู่ด้านหน้า

มีทั้งเบนท์ลีย์ โรลส์รอยซ์ ปอร์เช่ เฟอร์รารี่ หรือแม้แต่มายบัค

อ่า ขนาดในอากาศยังตลบอวลไปด้วยกลิ่นเงินตราซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งความชั่วร้ายเลย

รถยนต์ค่อยๆ หยุดลง ตี๋ซิงเฉินก้าวลงมาก่อนจะยกสัมภาระของตัวเองออกมาจากท้ายรถ

“ตามกฎของพวกเรา ต้องส่งมือถือให้ทางทีมงานทันทีที่เข้าพักยังบ้านแดงน้ำเงิน” ทีมงานกล่าว

ตี๋ซิงเฉินพยักหน้าเบาๆ พลางเหลือบมองมือถือของตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย

เหล่าชาวเน็ตบนจอมือถือยังคงพากันฉีดยาไม่หยุด:

“โห นี่เปิดมาก็เล่นใหญ่เบอร์นี้เลยเหรอ เซตติ้งมาตรฐานสูงเสียดฟ้างี้ เรียลลิตี้นี้ต้องแมสแล้วไหม?”

“ต้องแมสสิ ถ้าไม่แมสฉันยอมกิน X โชว์เลย!”

ตี๋ซิงเฉิน “…”

ไม่ต้องถึงขั้นนั้นก็ได้ไหมครับคุณพี่ท่านนี้

เขาปิดเครื่องก่อนจะยื่นมือถือให้กับทีมงานที่ยืนรออยู่ด้านข้าง

“รายการของพวกเราค่อนข้างเน้นความป็นธรรมชาติ” ทีมงานเห็นว่าสองแก้มของชายหนุ่มแดงเรื่อจึงนึกว่าเจ้าตัวคงจะตื่นเต้นเกินไป อีกฝ่ายจึงพยายามเอ่ยปลอบ “เธอแค่เป็นตัวของตัวเองก็พอ พวกเราจะไม่แทรกแซงความชอบและการตัดสินใจของแขกรับเชิญโดยเด็ดขาด แต่เพราะว่ารายการเราถ่ายทอดสด เพราะฉะนั้นก็ยังมีข้อควรระวังที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษอยู่บ้าง”

ตี๋ซิงเฉินพยักหน้าอย่างไม่รีบร้อน “ผมอ่านคู่มือการเข้าพักไปหลายรอบแล้วครับ จำได้แม่นทุกข้อเลย”

ทีมงานที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเขาได้ยินเช่นนั้นก็ทำเพียงแค่ยิ้ม “งั้นก็ดีแล้ว แต่ว่ายังมีข้อควรระวังอีกอย่างที่ไม่ได้เขียนเอาไว้ในนั้นนะ”

ตี๋ซิงเฉินมองไปยังอีกฝ่าย

“ระวังเรื่องขอบเขตในการพูดคุยกับการสกินชิปด้วยล่ะ”

ตี๋ซิงเฉินได้ยินดังนั้นแล้วก็หัวเราะเล็กน้อย พอเขาแย้มริมฝีปากยิ้มขึ้นมา ฝ่ายตรงข้ามก็นิ่งชะงักไป

แม้ว่าพวกเขาจะเลือกตี๋ซิงเฉินที่ยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยคนนี้มาเพราะหน้าตาล้วนๆ แต่หลายวันที่ผ่านมานี้พอได้ลองปฏิสัมพันธ์กับอีกฝ่ายแล้ว เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะตะลึงอยู่ดี

เด็กหนุ่มที่ชื่อตี๋ซิงเฉินคนนี้โคตรพ่อโคตรแม่สวยเกินไปแล้ว

ผู้ชายที่จะถูกบรรยายด้วยคำว่าสวยนั้นมีอยู่ไม่มากนัก สมกับชื่อตี๋ซิงเฉินของเจ้าตัว[9] งดงามอย่างบริสุทธิ์และสดใส ดวงตาคู่นั้นน่ามองอย่างเหลือเชื่อ ราวกับรวมเอาดวงดาวทั้งกาแล็กซี่มากระจุกตัวกันอยู่ในนัยน์ตาของเขา ยามที่เจ้าตัวยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งร่างก็แผ่กลิ่นอายความมีชีวิตชีวาออกมา ชวนให้คนมองนึกชมชอบไม่น้อย

ทีมงานรายการค้นพบตัวชายหนุ่มโดยบังเอิญ ตอนนั้นพวกเขากำลังต้องการหาคนธรรมดาเดินดินสักคนมาร่วมรายการ ซึ่งเงื่อนไขหลักมีเพียงแค่สองอย่าง หนึ่งคือฐานะทางบ้านแย่หน่อย ยิ่งสร้างความต่างกับเหล่าเศรษฐีรุ่นสองคนอื่นได้ก็ยิ่งดี อย่างที่สองคือต้องหน้าตาดีพอ ยิ่งหน้าตาดีเท่าไหร่ก็ยิ่งดี พวกเขาไล่หาไปเรื่อยๆแต่ก็ไม่เจอที่เหมาะสมสักที สุดท้ายหญิงสาวคนหนึ่งในทีมงานก็เอ่ยขึ้นมาว่าหนุ่มหล่อข้างบ้านเธอน่าจะเหมาะกับเงื่อนไขที่พวกเขาต้องการนะ

หญิงสาวหยิบมือถือออกมาเปิดคลิปสั้นๆ ให้พวกเขาดู

ตัวคลิปนั้นมีความยาวเพียงแค่ห้าถึงหกวินาทีเท่านั้น ในตึกทรงกระบอกสภาพซอมซ่อ ท่ามกลางสายไฟฟ้าระโยงระยางเกะกะ อิฐกำแพงสีแดงมืดทึมที่มีรอยด่างปรากฏให้เห็นอยู่ประปราย และสภาพอากาศอันอึมครึ้มนั้น เด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีขาวคนหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนราวเหล็ก ทุกสิ่งรอบกายสกปรกยุ่งเหยิง มีเพียงเด็กหนุ่มผู้นี้กับดอกกล้วยไม้สีสดสองกระถางด้านข้างที่ดูสดชื่นไม่เข้ากับบรรยากาศรอบข้าง ทว่ากลับทำเอาทุกคนตะลึงงันไปถ้วนหน้า

พอเด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงกล้องของเธอ เขาก็หันมามองก่อนชะงักและแย้มยิ้มขึ้น

ยิ้มที ทีมงานทั้งหมดก็โหวตให้ผ่านทันที

แค่เขาเพียงคนเดียวก็เพียงพอที่จะส่งเสริมให้บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เบ่งบานสดใสแล้ว

ต่อมาหลังจากที่พวกเขาได้เจอกับตี๋ซิงเฉินตัวเป็นๆ ก็ค้นพบว่าเจ้าตัวยังนิสัยดีเป็นพิเศษอีกต่างหาก

คนว่าหวานแล้ว ปากดันหวานยิ่งกว่า สมัยนี้พบเห็นฝ่ายรุกที่ให้ความรู้สึกสดใสวัยรุ่นดั่งพระอาทิตย์ได้ยากยิ่ง!

“คุณวางใจได้เลย ผมจะเป็นสุภาพบุรุษตัวอย่างในรายการนี้อย่างแน่นอน ไม่มีทางแตะเนื้อต้องตัวแขกรับเชิญท่านใดเกินกว่าคืบแน่ๆ!”

จุดนี้เขารับประกันได้เลย

เขาไม่มีความคิดจะเดตกับใครเลยสักนิด!

“เข้าไปเถอะ” ทีมงานที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเขาเอ่ยปากพูดด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างพลุ่งพล่าน “ดื่มด่ำช่วงเวลาคนธรรมดาครั้งสุดท้ายนี้เอาไว้ให้ดี เดี๋ยวเธอก็จะดังเป็นพลุแตกพร้อมกับรายการเราแล้วล่ะ!”

เมื่อเทียบ ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ กับรายการอื่นๆ แล้ว จุดแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดคือรูปแบบการถ่ายทำ พวกเขาจะใช้เวลาหนึ่งเดือนออกทริปไปถ่ายรายการในสี่เมืองที่แตกต่างกันออกไป ทริปแรกของพวกเขาคือเมืองหนานเฉิง ที่แม้ปัจจุบันจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่อากาศเมืองหนานเฉิงกลับยังคงอบอุ่นอยู่พอสมควร ตี๋ซิงเฉินกล่าวขอบคุณทีมงานก่อนลากกระเป๋าสัมภาระเดินไปด้านหน้า สิ่งปลูกสร้างสีขาวสองชั้นปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

เขาทอดสายตามองไปทางอาคาร บนกำแพงพื้นเรียบทั้งสองด้านที่ขนาบประตูส่องสะท้อนเงาร่างอันผอมเพรียวของเขาอย่างเลือนราง เขาหันกลับไปมองทีมงานเป็นครั้งสุดท้าย ทางฝั่งนั้นกำลังยืนนิ่งอยู่ไกลออกไป ส่งสัญญาณให้เขาเดินเข้าไปด้านใน

ชายหนุ่มชำเลืองมองกล้องที่ติดอยู่ข้างประตูสองด้านก่อนจะผลักเปิดเข้าไป จากนั้นจึงเปลี่ยนไปใส่รองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้านที่หน้าประตู

เพราะเมื่อก่อนเคยดูรายการจับคู่เดตมาเยอะมาก เขาจึงรู้สึกคุ้นที่คุ้นทางเป็นอย่างดี

ทันทีที่เขาปรากฏตัว คอมเมนต์เรียลไทม์ที่หน้าไลฟ์ก็ครึกครื้นขึ้นมาทันที [มาอีกคนแล้ว!]

[โห หน้าตาดีเกินไปแล้วมั้ย? ทีมงานไปสรรหาคนหล่อเยอะแยะขนาดนี้มาจากไหนกันเนี่ย?]

[คนนี้หน้าไม่คุ้นเลยแฮะ มีใครรู้เปล่าว่าเขาเป็นคุณชายบ้านไหน?]

[เห็นบอกว่าคนนี้ฐานะที่บ้านธรรมดาๆ ยังเป็นนักศึกษาอยู่เลย ไม่ใช่เศรษฐีรุ่นสองอะไร]

[คนธรรมดาจริงดิ? จบกัน ดูท่าคงจะเป็นได้แค่ไม้ประดับแล้วล่ะมั้ง จุดขายซีซั่นนี้อยู่ที่ความรักระหว่างเศรษฐีรุ่นสองไม่ใช่หรือไง]

[ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เขาทำตัวเป็นแค่ไม้ประดับสวยๆ งามๆ ก็พอแล้ว ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาสักหน่อย]

ใช่น่ะสิๆ ประเด็นไม่ได้อยู่บนตัวเขาสักหน่อย

เขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้นแหละ

พวกเขาเข้ามาโดยยึดลำดับก่อนหลังจากการปรากฏตัวในคลิปตัวอย่าง ตัวเขานั้นเป็นฝ่ายน้ำเงินเบอร์สี่ น่าจะเป็นคนท้ายๆ ที่มาถึงแล้ว

เพิ่งหยัดตัวขึ้นตรง เขาก็ได้ยินเสียงผู้ชายดังขึ้น “เหมือนจะมีคนมาใหม่”

เขายกกระเป๋าเดินอ้อมกระถางต้นฟิโลใบมะละกอเขียวชอุ่มที่สูงเมตรกว่า ก่อนจะมองเห็นผู้ชายหน้าตาดีมากมายกองกันจนเต็มห้องรับแขก

บางคนก็นั่งบางคนก็ยืน บ้างกอดอกบ้างก็ล้วงกระเป๋า บางส่วนก็งดงามเย้ายวนบางส่วนก็น่ารักใสซื่อ มีคนหน้าตาดีมากหน้าหลายตามารวมกันเช่นนี้ ยิ่งใหญ่ตระการตาเสียยิ่งกว่าโปสเตอร์ภาพยนตร์เสียอีก ราวกับเป็นงานเลี้ยงของเหล่าสุภาพบุรุษ

ช่างเป็นฉากฟุ้งเฟ้ออันชวนให้คนลุ่มหลงจริงๆ

คนทั้งหมดพร้อมใจกันหันมามองเขาเป็นตาเดียว

ตี๋ซิงเฉินโค้งเอวเล็กน้อย “สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อตี๋ซิงเฉิน!”

[1] การตลาดแบบย้อนกลับ (Reverse Marketing) คือ การดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างจากปกติ

[2] จิ้นเจียง (晋江) คือ แพลตฟอร์มนิยายออนไลน์ชื่อดังของประเทศจีน

[3] บ้านเตี่ยน บ้านจิ้น และบ้านดอกไม้ในที่นี้ กล่าวถึงเว็บอ่านนิยายออนไลน์ยอดนิยมทั้งสามเว็บของจีน ได้แก่ ฉีเตี่ยน จิ้นเจียง และไห่ถัง (ชื่อดอกไม้) ตามลำดับ

[4] ซู (苏) ในที่นี้มาจากคำว่าแมรี่ซู (Mary Sue) หรือแกรี่ซู (Gary Sue) เป็นตัวละครที่นักเขียนสร้างขึ้นตามอุดมคติ เป็นตัวละครที่มีทุกอย่างเลิศเลอเพอร์เฟกต์ พระเจ้าเข้าข้าง ไม่ว่าจะพบจะเจอกับสถานการณ์รูปแบบใดก็สามารถผ่านพ้นไปอย่างง่ายดาย

[5] ทอมสัน ริเวียร่า (Tomson Riviera) คือตึกคอนโดเกรดพรีเมี่ยมในย่านธุรกิจของเซี่ยงไฮ้ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2005 ราคาต่อตารางเมตรอยู่ที่ 218,336 หยวน (ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2021)

[6] ฉีเตี่ยน (起点) เป็นแพลตฟอร์มเว็บนิยายออนไลน์ที่ขึ้นชื่อด้านเนื้อหานิยายประเภทที่มักจะมีพระเอกที่พัฒนาตัวจนสุดเทพพร้อมสร้างฮาเร็มอะไรเทือกนั้น

[7] ไห่ถัง (海棠) คือชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่งและเป็นชื่อของแพลตฟอร์มนิยายที่มักรวบรวมนิยายประเภทที่ ‘น่าหวาดเสียว’ ในหลายๆ ด้านเอาไว้ โดยมีทั้งมุมมองในเรื่องที่ไม่เข้ากับบริบทในสังคมปัจจุบันจนถึงขั้นขัดแย้งกับศีลธรรมความดีต่างๆ อีโรติก โป๊ ฯลฯ หรือกล่าวคือมีนิยายประเภทที่อาจโดนแบนสูงนั่นเอง

[8] ตรงนี้สื่อถึงมีมมาร์มอตที่กรีดร้องเป็นเสียงอ๊าก

[9] ซิงเฉิน (星辰) มีความหมายว่าหมู่ดาว

บทที่ 2 ปักธงหนุ่มเย็นชาเบอร์หนึ่ง

บทที่ 2 ปักธงหนุ่มเย็นชาเบอร์หนึ่ง

เขาไม่ได้มาถึงเป็นคนสุดท้ายหรอกเหรอเนี่ย

จู่ๆ ตัวละครในนิยายก็มีเนื้อมีหนังขึ้นมาจริงๆ ชั่วขณะนั้นตี๋ซิงเฉินไม่รู้ว่าควรมองใครก่อนดี

“สวัสดีนะ”

เด็กหนุ่มคนหนึ่งโบกมือให้เขายิ้มๆ

เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ แค่มองจากการแต่งตัวก็รู้แล้วว่าเป็นฝ่ายสีแดงเบอร์สี่

จุดขายของ ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ ซีซั่นนี้เน้นไปที่สไตล์ไฮโซ ให้อารมณ์เหมือนหนังเรื่อง Tiny Times[1] แต่คงเพราะกลัวว่าจะดูส่งเสริมสังคมวัตถุนิยมมากเกินไป อาจจะไม่ผ่านกองเซ็นเซอร์ เพราะฉะนั้นทางรายการจึงเพิ่มคนธรรมดามาสองคน โดยหนึ่งในสองคนนั้นคือเขา ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือฝ่ายแดงเบอร์สี่นั่นเอง ตัวเขาเป็นเด็กมหาวิทยาลัยจนๆ ซื่อๆ คนหนึ่ง ส่วนอีกฝ่ายดูเหมือนว่าจะเป็นหนุ่มหล่อที่ดร็อปเรียนมาเปิดร้านของหวาน ฐานะทางบ้านจึงดีกว่าเขาอยู่หน่อยหนึ่ง

อีกฝ่ายแย้มรอยยิ้มเคอะเขิน “ผมชื่อเวินนั่ว”

เวินนั่วมีบุคลิกสมชื่อ เป็นเด็กหนุ่มผู้อบอุ่นขี้อาย ตี๋ซิงเฉินจึงคาดหวังในตัวอีกฝ่ายเป็นพิเศษ

เพราะว่าเวินนั่วเป็นคนไทป์อ่อนโยน ใสซื่อ และอ่อนหวานไงล่ะ

ไทป์ประเภทอ่อนหวานเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นเครื่องจักรสังหารในรายการจับคู่เดตเลยก็ว่าได้ ในสิบรายการจับคู่เดต มีเก้ารายการไปแล้วที่ไทป์อ่อนหวานเช่นนี้จะได้รับความนิยมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบอยเลิฟหรือชายหญิง ความอ่อนหวานก็มักจะยืนหนึ่งเสมอ สเป็คของเหล่าแขกรับเชิญต่างเหมือนกันไม่มีผิด

เขาเบนสายตามองไปทางผู้ชายร่างสูงดูมีความเป็นผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างเวินนั่ว

“สวัสดี ฉันตวนอี้หัว” ฝ่ายตรงข้ามยื่นมือออกมาอย่างสุภาพ

ตวนอี้หัว ลูกชายคนโตของตระกูลเครื่องดื่มยี่ห้อดังเจ้าหนึ่ง เป็นสายเรียบร้อยใจกว้างที่พบเห็นได้บ่อยสุดในรายการเรียลลิตี้จับคู่เดต

เขานับว่าเป็นหนุ่มหล่อ แต่พอเทียบกับหนุ่มที่โคตรหล่อแล้วก็ยังห่างชั้นกว่าหน่อย

มองจากภาพรวมของรายการจับคู่เดตของจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีแล้วนั้น คนแบบนี้คือประเภทที่คนดูจะรู้สึกเสียดายมากที่สุด เพราะทั้งมีความสามารถ พึ่งพาได้และแข็งแกร่ง จะขาดก็เพียงอย่างเดียวนั่นก็คือบรรยากาศสีชมพูฟรุ้งฟริ้งของการมีความรักก็เท่านั้น

เขาจับมือกับตวนอี้หัว จากนั้นก็ทักทายฝ่ายแดงเบอร์สองหูอิงกับเบอร์สามหลินชิงหนิง

ครอบครัวหลินชิงหนิงเปิดโรงแรมหลายสาขา มาแนวมีบุคลิกดีดูมีสง่าราศี

เจ้าตัวมีนิสัยเงียบขรึม ทั้งร่างสวมชุดแบรนด์เนมผู้ชาย สวมแว่นตากรอบดำ ร่างกายผอมเพรียวผิวพรรณขาวสะอาด ภาพลักษณ์ดูดีดั่งผู้คงแก่เรียนแบบคลาสสิค

ส่วนหูอิงเป็นลูกชายเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ เรือนผมยาวประบ่า มีเสน่ห์เย้ายวนแผ่ซ่านจนยากจะแยกชายหญิง

เขาเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนงามชื่อดังในหมู่เศรษฐีรุ่นสองด้วยกัน อีกทั้งยังกำลังดูแลบริหารแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง แม้จะอยู่ในกลุ่มคนหล่อมากมายเช่นนี้ แต่หน้าตาของเขาก็ยังสวยจนชวนให้คนมองมองจนตาค้างอยู่ดี

คนที่โดนใส่โมเสกเซ็นเซอร์บ่อยที่สุดคือเขา และคนที่โดนดูดเสียงเซ็นเซอร์บ่อยที่สุดก็เป็นเขาเช่นกัน

ขอตั้งข้อสงสัยอย่างแรงกล้าว่าเป็นนายเอกจากบ้านดอกไม้

ในนิยายย่อมไม่มีคนหน้าตาแย่อยู่แล้ว ผู้เข้าร่วมรายการนี้ต่างเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี แต่คิดไม่ถึงเลยว่าคนพวกนี้จะสามารถแสดงตัวหนังสือออกมาเป็นภาพได้จริงๆแบบนี้

แต่ละคนล้วนเปล่งประกายเฉิดฉายยิ่งกว่าดาราหนุ่มซะอีก

นี่มันงานเลี้ยงชายงามชัดๆ!

เวินนั่วเอ่ย “เอากระเป๋าวางไว้ตรงนี้ก็ได้นะ พวกเราก็วางเอาไว้ตรงนี้หมดเลย”

ตี๋ซิงเฉินวางกระเป๋าลงพร้อมส่งยิ้มให้พวกเขา

เวินนั่วยกมือปิดปากยิ้มก่อนจะพูดว่า “หล่อจัง”

“นายเป็นฝ่ายน้ำเงิน?” หูอิงชำเลืองมองกำไลสีน้ำเงินบนข้อมือเขาทีหนึ่งพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง

“ใช่ครับ” ตี๋ซิงเฉินตอบ

คอมเมนต์:

[หูอิงทำหน้าอะไรอย่างนั้น รุกอ่อนโยนก็ยังเป็นรุกอยู่วันยังค่ำนะ]

[เจ๊หูไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อนสินะ รุกกากๆ ก็ยังเป็นรุกอยู่นะ]

[เจ๊หูใช่ว่าจะไม่เคยเห็นโลกกว้างซะหน่อย เจ๊หูไม่เห็นรุกแบบนี้อยู่ในสายตาต่างหาก ลองไปดูแชแนลของนางสิ แค่ดูรสนิยมก็รู้แล้วป่ะ]

ตี๋ซิงเฉินปรายตามองแขกรับเชิญทั้งสี่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม กำไลของทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสีแดง

ทว่าเขาก็ไม่ใช่แขกรับเชิญฝ่ายน้ำเงินเพียงคนเดียวในที่นี้ เขาสังเกตเห็นอีกคนบนโซฟาตอนที่ลอบสังเกตกล้องในห้องรับแขก

อีกฝ่ายนั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟา เขาสวมกางเกงสแล็กห่อหุ้มขาเรียวยาวทั้งสองข้าง เสื้อเชิ้ตสีดำขับให้เจ้าตัวดูขาวและคมเข้มยิ่งขึ้น เรียวคิ้วดกดำเชือดเฉือน รอบกายถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศที่เหมือนประกาศว่าห้ามคนเข้าใกล้

“สวัสดีครับ” ตี๋ซิงเฉินเป็นฝ่ายทักทายขึ้นก่อน

ฝั่งนั้นเลิกเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะผงกหัวให้เขาอย่างเกียจคร้านแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสุภาพแต่ห่างเหิน “สวัสดีครับ”

พูดจบแล้วก็ก้มหน้าก้มตาลงไปมองแท็บเลตในมือต่อ

น้ำเสียงอีกฝ่ายทุ้มต่ำเย็นชา รูปร่างดูสูงเพรียวหล่อเข้ม ผิวขาวมีกล้ามกำลังพอดี จมูกโด่ง ลูกกระเดือกชัด ข้อนิ้วใหญ่ เส้นเลือดบนหลังมือก็งดงาม

อ่า ได้ยินมาว่าผู้ชายประเภทนี้ไม่ธรรมดา

สมกับเป็นพระเอกจากจิ้นเจียง!

ตัวเผยซวี่นั้นไม่ใช่คนในวงการบันเทิง แต่เพราะแม่ของเขาคือดาราใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง ‘เผยหัวหนง’ นั่นจึงกลายเป็นการเพิ่มแสงให้กับตระกูลของพวกเขา และแล้วเขาจึงกลายเป็นคนที่ได้ออกข่าวบันเทิงบ่อยสุดในบรรดาลูกผู้ลากมากดีทั้งหลาย

เผยซวี่คนนี้มีทั้งชาติตระกูลที่ชวนให้คนอิจฉา รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นและหัวสมองที่เป็นเลิศ หากพูดตามประโยคที่กล่าวเอาไว้ในนิยายก็คือ ‘เขาไม่ต้องทำอะไร แค่ยืนอยู่เฉยๆตรงนั้นก็มีคนแห่มาหลงรักเขาให้พรึ่บแล้ว’

แต่ในนิยายยังมีประโยคต่อท้ายเสริมอีกว่า ‘พระเจ้าผู้สร้างเองก็คงรู้สึกเหมือนกันว่าแบบนี้ไม่ค่อยยุติธรรม ดังนั้นท่านจึงมอบวิญญาณที่ทั้งย่ำแย่และน่าเบื่อแบบนี้ให้กับชายหนุ่ม นอกจากพวกมาโซคิสม์แล้วคงไม่มีใครทนรักเขาได้เกินเดือนหรอก’

คนมากมายแห่กันมาหลงรักตามหน้าตามหลังเขากันติดๆ แต่สุดท้ายก็ล้วนจากไปเพราะทนไม่ไหวอยู่ดี

เผยซวี่เป็นอัจฉริยะด้านการเงิน คว้ารางวัลชนะเลิศจากคณิตศาสตร์โอลิมปิกทั่วประเทศมาได้ตั้งแต่มัธยมต้น ในฐานะนักเรียนที่ห่วยด้านสายวิทย์แล้ว ตี๋ซิงเฉินนับถืออัจฉริยะด้านสายวิทย์แบบนี้จากใจจริง เผยซวี่เป็นคนประเภทที่ไม่ชอบทั้งชายและหญิง อีกทั้งยังคบเพื่อนคนไหน เป็นอัจฉริยะด้านการเงินที่ทุ่มเทจิตใจทั้งหมดให้กับตัวเลขอย่างแท้จริง

หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้เข้าทำงานที่เครือธุรกิจตระกูลโจวของผู้เป็นพ่อเลี้ยงแต่อย่างใด และเลือกจะก่อตั้งบริษัทจัดการลงทุนที่มีชื่อว่า ‘หัวซวี่’ ขึ้นด้วยตัวเองแทน สองปีมานี้ เผยซวี่โด่งดังขึ้นอย่างติดจรวดด้วยชาร์ปเรโช[2]ที่สูงลิ่วกับดรอดาวน์[3]ที่ต่ำเรี่ยดิน ไม่ว่าจะรุกหน้าหรือตั้งรับก็ทำได้ครอบคลุมเป็นอย่างดีประหนึ่งเปิดใช้สกิลโกง กองทุนที่เขาดูแลอยู่ในปัจจุบันนี้เกือบจะถึงยอดหมื่นล้านอยู่รอมร่อ ผู้คนส่วนใหญ่จึงมักจะชอบเรียกเขาว่าคุณชายเผย

นอกเหนือจากนี้แล้ว เผยซวี่ยังมีเซตติ้งที่สุดจะน้ำเน่าดาษดื่นอยู่ด้วย มารดาผู้เป็นดาราเบอร์ใหญ่ได้พาเขาที่เป็นลูกติดนอกสกุลแต่งเข้าตระกูลเศรษฐีชั้นสูง แค่นี้ก็พอจะเห็นระดับความน้ำเน่าได้แล้ว ตระกูลโจวที่เป็นเศรษฐีมากว่าหลายร้อยปี อีกทั้งยังมีลูกหลานมากมายก่ายกองอีกต่างหาก ความขัดแย้งระหว่างสายหลักกับสายรอง รวมไปถึงบ้านเล็กบ้านใหญ่มักขึ้นฮอตเสิร์ชให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ระดับความซับซ้อนนั้นไม่แพ้นิยายแนวแย่งชิงมรดกเลยสักนิด ไม่ต้องเดาเลยว่าสภาพแวดล้อมในการเอาชีวิตรอดของสายเลือดนอกสกุลอย่างเผยซวี่จะย่ำแย่เพียงไหน สรุปทั้งหมดทั้งมวลก็คือ เขาเป็นคนที่มีจิตใจอึมครึม ไม่สันทัดเรื่องคบค้าสมาคมกับคนอื่น ได้แต่เฝ้ารอบุคคลในโชคชะตาเข้ามาช่วยให้ความอบอุ่น และมาเป็นเแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตเขา

มุกในนิยายจิ้นเจียงที่ทุกคนต่างคุ้นเคยอย่างการใช้ความอ่อนโยนเข้าไปช่วยดึงพระเอกออกมายังไงล่ะ!

พอนึกได้ถึงตรงนี้ ตี๋ซิงเฉินก็กวาดมองแขกรับเชิญที่เหลืออีกสี่คนผ่านทางหางตา

อืม ตามคาด ทุกคนต่างก็ดูอยากเป็นคนที่ช่วยดึงอีกฝ่ายออกมากันทั้งนั้น

เหล่าชาวเน็ตที่กำลังดูไลฟ์สดก็ค้นพบจุดนี้แล้วเช่นกัน

[รุกกากไร้แรงดึงดูดจริงด้วย]

[รุกอ่อนโยนสู้รุกหน้าบึ้งไม่ได้เลยอ่า]

[ก็บอกแล้วไงว่าตี๋ซิงเฉินอยู่นิ่งๆ เป็นแค่ไม้ประดับสวยๆ งามๆ ก็พอแล้วน่ะ ละครรักระหว่างลูกเศรษฐีไม่มีบทของเขาอยู่แล้วเหอะ]

เพราะว่าเพิ่งจะพบกันเป็นครั้งแรก ทุกคนที่นี่จึงต่างรู้สึกห่างเหินและกระอักกระอ่วนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ตวนอี้หัวกับหลินชิงหนิงจิบกาแฟไปพลางลอบใช้สายตาสอดส่องคนที่เหลือ

หูอิงนอนอยู่บนโซฟา เอาแต่สางผมเส้นยาวของตัวเองไปมา

ส่วนเวินนั่วนั่งกอดหมอนเอาไว้อย่างเขินอาย นิ้วมือม้วนพู่ประดับเล็กๆ บนหมอนเล่นไปมา สายตาเหลือบมองมาทางเผยซวี่กับเขาอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็มีเม้มปากอมยิ้มขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดูขี้อายใสซื่อ

ท่าทางสุดคลาสสิคแบบฉบับฝ่ายรับไทป์อ่อนหวาน ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็แย้มยิ้ม หากคนที่ไม่รู้เนื้อเรื่องมาเห็นก็คงเข้าใจว่าเจ้าตัวเกิดความรู้สึกดีๆ กับฝ่ายตรงข้ามทั้งสองคนเข้าแล้ว หากแต่ความจริงแล้ว เวินนั่วก็แค่ควบคุมความระริกระรี้ยามเห็นคนหน้าตาดีในขณะนั้นไม่ได้ก็เท่านั้น

เวินนั่วเป็นพวกชอบชิปไปเรื่อย จะชายหญิง ชายชาย หญิงหญิง เขาก็ชิปได้หมด แถมยังมีความชอบที่เปิดกว้างสุดๆ

แต่รอยยิ้มเขาช่างหวานเชื่อมและใสบริสุทธิ์เหลือเกิน

ตวนอี้หัวที่อยู่ด้านข้างถามขึ้นยิ้มๆ “เธอเอาแต่ยิ้มอะไรอยู่น่ะ”

“เปล่า ผมก็แค่รู้สึกเขินๆ ทุกคนไม่คุยกันเลย” เวินนั่วตอบด้วยใบหน้าขึ้นสี

“วันแรกก็งี้แหละ พอคุ้นหน้าคุ้นตาเดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง” ตี๋ซิงเฉินปลอบอีกฝ่าย

“พวกเธอสองคนยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยหรือเปล่า” ตวนอี้หัวพลันชี้นิ้วมาทางเขากับเผยซวี่ “เมื่อกี้พวกเธอบอกชื่อให้รู้กันหรือยัง”

ตี๋ซิงเฉินกำลังจะอ้าปากบอกว่าตัวเองรู้จักเผยซวี่อยู่แล้ว ทว่าคนที่โดนเอ่ยถึงกลับพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า “เผยซวี่”

เย็นชาก็อยู่ส่วนเย็นชา แต่เสียงก็ยังน่าฟังอยู่ดี ทั้งทุ้มหนาและมีเสน่ห์ แค่ปริปาก ใครหลายคนก็ต่างปรายตามามองเจ้าตัวด้วยท่าทางเขินๆ กันทั้งนั้น

นี่ก็คือเสียงทุ้มต่ำแบบในนิยายที่บอกว่าฟังแล้วท้องได้เลยสินะ

เจ้าเว็บเขียวอย่างจิ้นเจียงนี่ถนัดผลิตพระเอกผู้เพอร์เฟกต์จริงๆ

ตี๋ซิงเฉินรีบตอบ “ผมชื่อตี๋ซิงเฉิน”

เมื่อเอ่ยชื่อจบ พวกเขาที่เหลือก็เริ่มคุยกันประปราย

ผ่านไปไม่เท่าไหร่ก็มักจะมีคนแอบมองไปทางเผยซวี่อยู่บ่อยๆ เป็นแบบที่เขียนเอาไว้ในนิยายต้นฉบับเปี๊ยบ สายตาชมชอบนั้นปิดบังไม่มิดเลยสักนิด

แต่เผยซวี่กลับไม่ได้เข้ารวมวงสนทนาของพวกเขาแต่อย่างใด กระทั่งสายตายังไม่ชายมองไปยังพวกเขาเลยด้วยซ้ำ

พวกเขาเพิ่งจะคุยกันได้ไม่กี่ประโยคก็ได้ยินเสียงคนเปิดประตูดังมาจากด้านนอก

“เหมือนจะมีคนมาอีกแล้ว” เวินนั่วลุกขึ้นกล่าว

อีกฝ่ายเพิ่งพูดจบก็เห็นชายร่างสูงแกร่ง ไว้ผมสกินเฮด เดินหิ้วกระเป๋าสัมภาระเข้ามา

เมื่อเห็นชายหนุ่ม ดวงตาของตี๋ซิงเฉินก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

นี่มันพระเอกบ้านเตี่ยน ฮั่วเฉิง เป็นผู้ชายกลิ่นอายทางเหนือ[4]เข้มข้น โครงหน้าคมเข้ม กรอบหน้าชัดได้รูป เขามีผิวสีแทนดูแข็งแรง อีกทั้งยังบรรยากาศรอบกายที่ดูดิบเถื่อน มีภาพลักษณ์ให้กลิ่นอายชาติชายชาตรีอย่างเต็มเปี่ยม

เขาต่างจากเผยซวี่ที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ฮั่วเฉิงคนนี้มาจากเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตอนเหนือ ตรากตรำบากบั่นกว่าจะสอบติดสถานศึกษาชั้นนำในประเทศ และเริ่มก่อร่างสร้างตัวด้วยมือเปล่า ยังไม่ทันเรียนจบมหาวิทยาลัยก็เริ่มธุรกิจของตัวเองแล้ว เขาเคยทำมาจนครบหมดทุกอย่าง จนท้ายที่สุดก็ยืนมั่นได้ด้วยสองเท้าของตัวเองได้ในระยะเวลาเพียงสองปี ปัจจุบันอายุยังไม่ถึงสามสิบก็ครอบครองเพนท์เฮ้าส์ในทอมสัน ริเวียร่าไปแล้วสี่ห้อง รถสปอร์ตหรูก็มีอีกเป็นกอง แถมยังขับเครื่องบินเป็นอีกต่างหาก! หน้าตาหล่อหุ่นดีชอบออกกำลังกาย เคยขึ้นนิตยสารไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

รออีกสองปีประเทศจีนก็คงรองรับเขาไว้ไม่ไหว แอปพลิเคชันคลิปขนาดสั้นของบริษัทพวกเขากำลังจะพุ่งทะยานไปสู่เวทีโลกและกลายเป็นเจ้าแห่งวงการเทคโนโลยีที่แท้จริง

“สวัสดีทุกคน” ฮั่วเฉิงวางกระเป๋าลง

“สวัสดีครับ”

ฮั่วเฉิงมองสำรวจพวกเขาอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่คิดจะปิดบัง สุดท้ายสายตาก็ตกลงบนตัวตี๋ซิงเฉิน ก่อนเลื่อนลงมองกำไลสีน้ำเงินบนข้อมือเขาอีกที

แม้ว่ารายการ ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ จะเน้นความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มเป็นหลัก แต่ในการโปรโมตพวกเขาได้บอกว่าในรายการจะเปี่ยมไปด้วยทั้งความรักและมิตรภาพ ซึ่งก็ช่วยเพิ่มความน่าติดตามทำให้น่าดูน่าชมมากขึ้นไม่น้อย แต่ทางทีมงานเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าจุดขายที่แท้จริงของรายการคืออะไร ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเช็กแนวโน้มการเลือกคู่ของแขกรับเชิญส่วนมากตั้งแต่ตอนเลือกอีกฝ่ายมา และผลลัพธ์ก็แสดงออกมาให้เห็นจากการแบ่งทีมสีแดงและสีน้ำเงินในรายการ

อย่างเช่นหูอิงกับคนอื่นๆ ที่ดูมีบุคลิกไปทางนุ่มนวลกว่า ทางทีมงานจึงจัดให้พวกเขาอยู่ทีมสีแดง

ส่วนพวกที่ไม่สนใจเรื่องเดตหรือพวกชายแท้ต่างถูกจัดให้ไปอยู่ทีมสีน้ำเงินโดยปริยาย

และรุกที่อ่อนโยนแบบตี๋ซิงเฉินย่อมถูกจัดเข้าทีมสีน้ำเงิน

เพราะอย่างไร รุกอ่อนโยนก็ยังเป็นรุกอยู่ดี

คู่ชิปจะถูกจับจากแดงคู่น้ำเงินมาตั้งแต่อดีต ฝ่ายรุกฝ่ายรับแบ่งแยกอย่างชัดเจน สะดวกให้ผู้ชมชิปได้ตามสบาย

ตามหลักพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะกินกันเองในฝ่ายเดียวกันอยู่หรอก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสามซีซั่นของ ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ ต่างก็เป็นคู่ชิปสองสีทั้งนั้น

ที่ว่ากันว่ารักร่วมเพศไม่แบ่งรุกรับนี่ดูท่าจะเป็นเรื่องปลอม

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่านี่เป็นนิยายวาย แดงต้องคู่น้ำเงินอยู่แล้ว!

พวกเขาเอ่ยทักทายกันและกัน สุดท้ายฮั่วเฉิงก็ล็อกสายตาไปอยู่ที่คู่แข่งตัวฉกาจอย่างเผยซวี่ เขาเดินไปทักทายอีกฝ่าย เผยซวี่ยังคงมีท่าทีเหมือนเดิม เพียงแต่รอบนี้มียืนขึ้นพร้อมจับมือกับฮั่วเฉิงนิดหน่อย

“พวกคุณสองคนรู้จักกันเหรอ” ตวนอี้หัวถามขึ้น

“สมัยก่อนเคยเจอกันในงานประกาศยกย่องเยาวชนน่ะ” ฮั่วเฉิงตอบ

“เมื่อกี้พวกเราได้รับแจ้งมาว่าแขกรับเชิญเบอร์สามติดธุระกะทันหันเลยมาไม่ทัน อาจจะมาถึงช้ากว่านี้หน่อยนะคะ” ทีมงานเข้ามาแจ้งข่าวอย่างกะทันหัน

“แปลว่าพวกเราไม่ต้องรอเขาแล้วสินะ” ตวนอี้หัวถามขึ้น

ทีมงาน “ใช่แล้วค่ะ”

ทุกคนจึงพร้อมกันลุกขึ้น ก่อนที่ฮั่วเฉิงจะถามว่า “ทุกคนเดินชมบ้านกันหรือยัง พวกเราไปดูห้องกันหน่อยไหม จะได้แบ่งไปด้วยเลยว่าใครจะอยู่ห้องไหนยังไง”

ที่นี่เป็นวิลล่าสองชั้น ซึ่งทางทีมงานก็ได้คำนึงถึงนิสัยความเคยชินของหนุ่มหล่อตัวสูงผู้ร่ำรวยพวกนี้ ซีซั่นนี้พวกเขาจึงจัดเตรียมห้องเดี่ยวเอาไว้ให้กับทุกคน เพียงแต่ทุกสองห้องนอนจะอยู่ในหนึ่งห้องชุดเดียวกัน ซึ่งก็นับว่าเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างสองคนอยู่ดี

คนทั้งหมดค่อนข้างพึงพอใจกับสภาพห้อง ทว่าสิ่งที่ทุกคนจดจำได้แม่นสุดก็ยังเป็นกล้องที่ติดไปทั่วทุกสารทิศในบ้านแดงน้ำเงินแห่งนี้อยู่ดี ตี๋ซิงเฉินลองนับดูแล้ว ทั้งชั้นบนชั้นล่างรวมๆ กันแล้วมีกล้องถูกติดตั้งให้ถ่ายทำอยู่มากกว่า 30 ตัว กล้องถ่ายเก็บบรรยากาศอีก 3 ตัว และกล้องวงจรปิดอีก 42 ตัว ในส่วนนอกตัวบ้านยังมีกล้องห้อยสายเคเบิลขนาดใหญ่ประมาณห้าสิบเมตรติดตั้งเอาไว้อีกด้วย เพื่อเก็บภาพทิวทัศน์ภายนอกกับภาพเหล่าแขกรับเชิญเดินเข้าออกบ้าน

ปากทางบันไดชั้นสองมีป้ายตั้งอยู่ เนื้อหาข้อกำหนดการเข้าพักที่ถูกเขียนอยู่บนนั้นไม่ต่างจากคู่มือที่พวกเขาได้รับมาก่อนหน้านี้มากนัก เพียงแค่กระชับเรียบง่ายกว่าหน่อยก็เท่านั้น เวินนั่วที่อาจจะได้รับคำสั่งจากทางทีมงานมาก่อน เริ่มอ่านเนื้อหาที่อยู่บนนั้นทั้งหมดออกมา

อย่างเช่น ห้ามแลกข้อมูลการติดต่อเป็นการส่วนตัว ก่อนจบรายการห้ามสารภาพรักเป็นการส่วนตัว ระวังเรื่องกฎส่วนรวม ฯลฯ “หวังว่าภายในเวลาหนึ่งเดือนต่อจากนี้ คุณจะสามารถเก็บเกี่ยวความรักและมิตรภาพของตัวเองได้จากคฤหาสน์แห่งรักหลังนี้ โดยไม่สนใจอายุ อาชีพ และพื้นเพ…”

หลังเวินนั่วตั้งใจอ่านจนจบ พวกหูอิงก็เข้าไปยังบริเวณชั้นสองกันแล้ว

เมื่อเทียบกันแล้วสภาพแวดล้อมของชั้นสองจะดีกว่าหน่อย วิวทิวทัศน์ที่มองออกไปก็กว้างขวางกว่า ด้านนอกห้องรับแขกเล็กเป็นท้องทะเลกว้าง มีนกสีขาวนวลบินตัดข้ามฟาก ภูเขาเขียวชอุ่มที่ถูกโอบล้อมไปด้วยหมอกเบาบาง ดูแล้วงดงามไม่น้อย

เหล่าแขกรับเชิญฝ่ายแดงเลือกพักอาศัยที่ชั้นบน

และห้องที่เหลืออีกสองชุดย่อมตกเป็นห้องพักของแขกรับเชิญฝ่ายน้ำเงินไปโดยปริยาย

“ซิงเฉิน นายอยากอยู่ห้องไหน” ฮั่วเฉิงเป็นฝ่ายถามเขาขึ้น

“ห้องนี้แล้วกัน” ตี๋ซิงเฉินชี้ไปยังห้องริมสุดห้องหนึ่ง

ห้องนี้อยู่ติดกับสวนหลังบ้าน หันไปทางทิศเหนือ นับว่าเป็นห้องที่อยู่มุมสุดของบ้าน กลุ่มคนกินแตง[5]อย่างเขาเหมาะที่จะอยู่ในที่แบบนั้นที่สุดอยู่แล้ว

“พวกเราพักห้องเดียวกันเถอะ ดีไหม”

ฮั่วเฉิงกับตี๋ซิงเฉินหันกลับไปมอง ก็พบว่าเผยซวี่ถือกระเป๋าสัมภาระเดินนำเข้าไปก่อนแล้วเรียบร้อย

ตี๋ซิงเฉินมองฮั่วเฉิง ซึ่งคนโดนมองก็ได้แต่แย้มยิ้มออกมาอย่างไม่ถือสา “งั้นฉันไปอยู่ห้องข้างๆ นะ”

จากนั้นชายหนุ่มก็เดินหิ้วกระเป๋าของตัวเองเข้าไป

เป็นไปดั่งที่เขียนเอาไว้ในนิยายต้นฉบับไม่มีผิดเพี้ยน ตอนแรกเขายังกังวลอยู่เลยว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นหรือเปล่า

สาเหตุที่เผยซวี่เลือกอยู่ห้องเดียวกันกับเขานั้นง่ายมาก

‘รู้สึกว่าเขาน่าจะเป็นคนเงียบๆ’

เงียบ เรื่องน้อย ไม่คุกคาม

ที่จริงแขกรับเชิญฝ่ายน้ำเงินทั้งสามต่างก็สนิทสนมกับเขาไม่เลว เรียกได้ว่าค่อนข้างดูแลเขาดีเลยล่ะ

อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนที่ไม่มีพิษมีภัยที่สุด จึงได้สามารถเป็นเพื่อนหรือพี่น้องที่ดีของแขกรับเชิญทุกคน

เมื่อตี๋ซิงเฉินเก็บห้องตัวเองเสร็จก็ตามไปเก็บกวาดห้องรับแขกด้วย

เขาทำงานเยอะที่สุด และได้แอร์ไทม์น้อยที่สุด นี่แหละจึงจะเป็นเซตติ้งตัวละครของเขา

อากาศวันนี้ร้อนพอสมควร พอเก็บกวาดทุกอย่างเสร็จเหงื่อก็ไหลจนท่วมตัวแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงเดินไปอาบน้ำล้างตัว แต่เนื่องจากต้องใช้ห้องน้ำร่วมกับเผยซวี่ซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้าย เพราะฉะนั้นหลังอาบน้ำเสร็จ เขาก็นั่งยองๆ ลงที่พื้นห้องน้ำและลงมือทำความสะอาดพื้นกับโซนอาบน้ำอีกรอบ โดยไม่ให้เหลือเศษผมของตัวเองให้เห็นสักเส้น ทำทุกอย่างเสร็จสรรพก็ออกจากห้องอาบน้ำ ขณะที่กำลังคว้าเสื้อบนไม้แขวนเตรียมจะสวมใส่นั้น ประตูห้องน้ำก็พลันถูกคนผลักเปิดเข้ามา เขาหันไปดูโดยอัตโนมัติ จึงได้พบว่าเป็นเผยซวี่

เผยซวี่ที่เห็นเขาก็ชะงักไปเช่นกัน อีกฝ่ายกล่าวว่า “ฉันไม่ได้ยินเสียงน้ำ นึกว่าไม่มีคน”

ตี๋ซิงเฉินหันตัวหลบ เผยเพียงแผ่นหลังให้เผยซวี่เห็น “เพิ่งอาบเสร็จครับ กำลังจะใส่เสื้อผ้า”

เขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เรือนผมจึงยังคงเปียกลู่ ส่วนสูง 183 เซนติเมตร ช่วงเอวคอดช่วงขาเรียวยาว สัดส่วนศีรษะกับลำตัวดีจนน่าตะลึง มีกล้ามเนื้อบางเบาที่วาดเป็นเส้นความอ่อนเยาว์ออกมาอย่างพลิ้วไหว

ชายหนุ่มใช้ผ้าขนหนูเช็ดหัวพลางหันหลังกลับไปมองเผยซวี่ สองข้างแก้มของเขาขึ้นสีแดวก่ำจากการอาบน้ำร้อน

จนถึงตอนนี้เผยซวี่ถึงค่อยออกไปแล้วปิดประตูตาม

“ผมจะเสร็จเดี๋ยวนี้แหละ” ตี๋ซิงเฉินเอ่ยบอก

จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเผยซวี่ที่อยู่ด้านนอกประตูร้อง “อืม” ตอบกลับมาคำหนึ่ง

เผยซวี่เดินมายังห้องรับประทานอาหาร มือของเขาคว้าหยิบขวดน้ำจากสปอนเซอร์ขึ้นมาบิดเปิดก่อนจะกระดกลงไปหลายอึกใหญ่ ลูกกระเดือกนูนขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ สายตาก็เหลือบมองไปทางทีมงานที่กำลังเดินมาทางตัวเอง

“เผยซวี่ วันนี้คุณยังไม่ได้สัมฯ เดี่ยวใช่หรือเปล่า” ทีมงานถาม

คนฟังร้อง “อืม” ตอบก่อนจะเม้มปากถาม “ตอนนี้?”

จากนั้นทีมงานก็เข้ามายังห้องพักของเขาและเริ่มทำการสัมภาษณ์เดี่ยว

“ทำไมคุณถึงมาเข้าร่วมรายการนี้ล่ะ”

“ก่อนหน้านี้เคยถามไปแล้วไม่ใช่หรือไง” เผยซวี่เหลือบมองไปยังหลังกล้องตรงตำแหน่งของโจวหลาน อาสาวของตัวเองที่ทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ของรายการนี้ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเต็มใจนัก “ตอบแทนบุญคุณ”

“เพราะฉะนั้นคุณไม่ได้มาเข้าร่วม ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ เพื่อออกเดตสินะ”

ชายหนุ่มจึงได้ถามกลับไปว่า “คุณคิดว่าผมเหมือนคนที่จะออกเดตผ่านรายการเรียลลิตี้หรือไงล่ะ… พวกคุณแน่ใจเหรอว่าจะถามคำถามพวกนี้ คนอย่างผมพูดจาอ้อมค้อมไม่เป็นหรอกนะ”

โปรดิวเซอร์หัวเราะเสียงเย็นอยู่ด้านหลัง “ไม่มีใครรู้ผลสุดท้ายหรอกนะ บางทีสัมภาษณ์ก่อนเริ่มพวกนี้อาจกลายเป็นวัตถุดิบขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างหมาในภายหลังก็ได้ ใครจะไปรู้”

เมื่อเผยซวี่ได้ยินเช่นนั้นก็เหยียดยิ้มมุมปากขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย

รอยยิ้มจางเพียงแค่ชั่วประเดี๋ยวเดียวของเขานี้กลับทำเอาทีมงานที่อยู่ฝั่งตรงข้ามนิ่งค้างไปกันหมด อย่างกับเห็นหิมะแรกที่ละลายอย่างงดงามจนชวนให้คนมองใจสั่น

แต่ก็มีเพียงแค่ชั่วแวบเดียว เผยซวี่กลับคืนสู่สภาพเย็นชาอีกครั้ง เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นัยน์ตาที่แบ่งดำขาวกระจ่างชัดมองตรงไปยังกล้องด้านหน้า

“วันแรกรู้สึกยังไงบ้าง”

“ก็งั้นๆ”

โจวหลานที่อยู่ด้านหลังเอ่ยเรียกด้วยเสียงที่เข้มขึ้นเล็กน้อย “เผยซวี่”

สีหน้าคนโดนเรียกจึงได้จริงจังขึ้นหน่อย “ก็งั้นๆ ไม่ต่างจากที่คิดเท่าไหร่”

“วันนี้แขกรับเชิญฝ่ายแดงมาครบกันหมดแล้ว คุณประทับใจใครมากที่สุด”

เผยซวี่ส่ายหัวแล้วถามกลับแทน “จำเป็นต้องเป็นฝ่ายแดงเหรอ”

“แขกรับเชิญชายคนอื่นก็ได้เหมือนกัน”

“ตี๋ซิงเฉินแล้วกัน” เผยซวี่ตอบ

กลุ่มทีมงานคล้ายจะแปลกใจกันไม่น้อย มิหนำซ้ำยังได้ยินเสียงหญิงสาวที่แอบหัวเราะขึ้นมาอีกต่างหาก “ทำไมล่ะ”

“เพราะเมื่อกี้ไม่ทันระวังเลยไปเห็นเขาโป๊เข้า จำได้แม่นสุดเลยล่ะ”

ทีมงาน “…”

โจวหลานจ้องเขาพลางชำเลืองมองไปทางมอนิเตอร์ ตัวเผยซวี่นิสัยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ใบหน้าของเขานั้นกลับหล่อเหลาได้ใจ มองจากในกล้องเรียกได้ว่าสะท้านฟ้าสะท้านดินเลยทีเดียว รูปหน้าทั้งคมเข้มและเด่นชัด

เผยซวี่มองใบหน้าของกลุ่มคนฝั่งตรงข้ามที่กำลังเหม่อ เขาเม้มริมฝีปากเข้าหากันเล็กน้อยพร้อมเลิกคิ้วขึ้น

โจวหลานอดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า “เธอชอบเขา?”

เผยซวี่ “ถ้าที่ถามหมายถึงชอบแบบนั้นล่ะก็ ผมขอบอกคุณไว้เลยนะ ตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยชอบใครหน้าไหนมาก่อน”

พอจบประโยคก็เสริมขึ้นอีกคำ “ถ้าที่พวกคุณอัดสิ่งนี้ไว้ก็เพื่อรอดูผมขึ้นอย่างหงส์ลงอย่างหมาในทีหลังล่ะก็ ผมก็จะขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะ เรื่องพรรค์นั้นไม่มีทางเกิดขึ้นบนตัวผมเด็ดขาด”

คราวนี้คอมเมนต์ถึงกับระเบิดขึ้น

[เชี่ย นี่มันแขกรับเชิญที่บ้าระห่ำที่สุดในประวัติการณ์]

[เจ้าหมอนี่มันจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว ใครก็ได้มาเก็บเขาไปดิ๊! ฉันอยากเห็นเขาโดนตบหน้า[6] เอาแบบโดนจนหน้าบวมเลยอ่ะ!]

[ถ้าทำได้ก็ทนให้ถึงที่สุดแล้วกัน วันหลังอย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะ!]

[1] Tiny Times (小时代) คือนิยายชื่อดังของจีนที่แต่โดยกัวจิ้งหมิงในปี 2006 และภายหลังถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน โดยเนื้อหาเน้นมิตรภาพระหว่างเพื่อนสาวสี่คนและความรักของพวกเธอ

[2] ชาร์ปเรโช (Sharpe Ratio) คือตัววัดความเสี่ยงของการลงทุน โดยจะมีการวัดว่าผลตอบแทนที่ได้มานั้นจะต้องแลกกับความเสี่ยงจากการลงทุนมากน้อยแค่ไหน หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ เป็นตัวเลขที่สามารถบอกได้ว่าผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหรือไม่ ถ้าหากว่าสัดส่วนของชาร์ปเรโชยิ่งสูง ผลตอบแทนที่ได้รับก็จะยิ่งคุ้มค่านั่นเอง

[3] ดรอดาวน์ (Drawdown) คือตัวชี้วัดประเภทหนึ่งที่จะใช้ในการบ่งบอกถึงอัตราสัดส่วนเงินขาดทุนสะสมต่อเงินทุน

[4] กล่าวกันว่าผู้ชายจากทางเหนือของประเทศจีนมักจะมีความชายชาติชาตรี ตรงไปตรงมา และถึงไหนถึงกันสูง

[5] กินแตง (吃瓜) คือศัพท์แสลงภาษาจีน หมายถึงคนที่รอเผือกหรือใส่ใจเรื่องชาวบ้าน ยืนชมดราม่าอยู่ด้านข้าง หรือกล่าวอีกคำในแบบภาษาไทยคือไทยมุงนั่นเอง

[6] ตบหน้าในที่นี้หมายถึงเสียหน้าเพราะสิ่งที่ตัวเองเคยลั่นวาจาเอาไว้

บทที่ 3 เราสองสามคน

บทที่ 3 เราสองสามคน

หลังจากกลับห้องมาโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว ตี๋ซิงเฉินจึงได้หยิบปากกากับกระดาษออกมาแล้วลิสต์รายชื่อแขกรับเชิญทั้งเจ็ดคนลงไปบนนั้น

พระเอกเบอร์สามอย่างเหยียนจื๋อยังไม่มา แต่เขาก็เขียนลงไปด้วย

ถึงยังไงก็เป็นพวกหนุ่มหล่อตัวสูงผู้ร่ำรวยอีกคนทีมีความนิยมสูงลิ่ว อีกทั้งความสามารถก็ยังแข็งแกร่ง

ฝ่ายสีน้ำเงินอยู่ซ้าย ฝ่ายสีแดงอยู่ขวา ชื่อทั้งหมดถูกเขียนออกมาเป็นสองแถว

ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าจะทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ เขาจะต้องอ่านมันจนจบทั้งเรื่องแน่นอน

เมื่อพูดถึงความสำคัญของการอ่านนิยายจนจบ

ใครจะคู่กับใครในตอนสุดท้ายกันนะ

เหยียนจื๋อมาจากไห่ถัง คงไม่จบด้วยแนวหลายพี[1]หรอกใช่ไหม

แนวหลายพีในจิ้นเจียงถือว่าเป็นนิยายที่ถูกคนแบนกระจายอีกแนวหนึ่ง แถมยังถูกกระหน่ำคอมเมนต์แง่ลบอีกต่างหาก แต่หากอยู่ในไห่ถัง คนอ่านคงจะร้องขอมากกว่านี้อีกล่ะมั้ง

ตี๋ซิงเฉินนั่งมองรายชื่อแขกรับเชิญทั้งหลายนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ

อืม คนพวกนี้ควรจะลากเส้นจับคู่ยังไงให้เหมาะสมกันนะ

อย่างคู่ตวนอี้หัวผู้มีหัวใจที่กว้างขวางและซื่อตรงกับฮั่วเฉิงหนุ่มร่างสูงใหญ่แข็งแกร่งนี่ก็ถือว่าเข้ากันดีเลยทีเดียว ตรงตามมาตรฐานรสนิยมทั่วไป

หรือจะจับกับเผยซวี่ผู้หล่อเหลาเย็นชาก็ดี พี่ชายผู้แสนอบอุ่นกับหมาป่าน้อยผู้มืดมน อันนี้ก็โคตรเข้าเช่นกัน

หรือลองอีกแบบ อย่างให้หูอิงคนสวยจับคู่กับฮั่วเฉิง นั่นก็จะกลายเป็นสายรุกผู้ดุดันกับคนงามสุดฮอต งั้นก็สุดแซ่บไปเลยไม่ใช่หรือไง

เผยซวี่ก็ยิ่งดี คนงามสุดเย้ายวนกับภูเขาน้ำแข็ง ร้อนหนาวปะทะกัน เคมีเรียกได้ว่าเข้ากันสุดๆไปเลย

แต่คำโปรยของ ‘สัญญาณรักแดงน้ำเงิน’ นั้นบอกไว้ว่ามันเป็นนิยายประเภทศึกชิงนาย

ไม่ว่าจะบ้านเจียง บ้านเตี่ยนหรือบ้านดอกไม้ คนเจ้าเสน่ห์โดนหนุ่มๆมารายล้อมก็ยังคงเป็นวัตถุดิบของรายการเรียลลิตี้ที่ไม่มีวันตายสินะ

หนึ่งต่อหนึ่งก็งั้นๆ ฉากที่ปังที่สุดคือซีนปะทะอารมณ์กันตอนฮาเร็มแย่งคนต่างหาก!

ทีนี้ปัญหาก็มาล่ะ ตวนอี้หัวผู้ใจกว้างซื่อตรง หูอิงคนสวยสุดฮอต หลินชิงหนิงที่สะอาดสะอ้านดูเป็นผู้คงแก่เรียน หรือเวินนั่วผู้น่ารักขี้อาย ใครกันนะที่จะเป็นคนเจ้าเสน่ห์ที่ถูกพระเอกทั้งสามเปิดศึกชิงนายกันขึ้น

ภายในห้องรับแขกเล็กที่ชั้นสอง แขกรับเชิญฝ่ายแดงทั้งสี่เพิ่งจะสัมภาษณ์เดี่ยวจบและกำลังนั่งคุยกันอยู่พอดี

ทางทีมงานจึงได้ขอให้พวกเขาสี่คนนั่งคุยถกกันเกี่ยวกับแขกรับเชิญฝ่ายน้ำเงินทั้งสาม

“เผยซวี่หล่อมากเลย” เวินนั่วหัวเราะ

“แต่เขาเป็นคนที่คุยด้วยยากมากนะ” หลินชิงหนิงรู้จักกับเผยซวี่มาตั้งแต่สมัยก่อน ยามพูดถึงฝ่ายนั้นก็มักจะเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา ได้แต่ดันแว่นพลางส่ายหน้าไปมาเบาๆ

“พวกเธอที่มาทีหลังยังโอเคหน่อย ฉันเนี่ยมาถึงเป็นคนที่สองนะ ตอนนั้นมีแค่เผยซวี่คนเดียว หลังทักทายกันเสร็จก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยเห็นข่าวอยู่บ้าง ใครๆ ก็บอกว่าเขาอารมณ์ร้าย อยู่ด้วยยาก พอเขาไม่ได้เป็นฝ่ายชวนคุยแล้วเอาแต่ดูข้อมูลหุ้นอยู่แบบนั้น ฉันเองก็ไม่กล้าปริปากเลย กลัวว่าเขาจะเมินเอา เพราะงั้นสุดท้ายพวกเราเลยนั่งแห้งรอหูอิงมาอยู่อย่างนั้น” ตวนอี้หัวกล่าว

“ยิ่งหน้าหล่อเท่าไหน ก็ยิ่งอารมณ์ก็ร้ายเท่านั้นแหละ!” หูอิงว่า

คอมเมนต์ [ดูท่าทุกคนก็ยังคงตาสว่างอยู่นี่นา]

[ยังไงก็เป็นพวกหล่อรวยหุ่นดีกันหมดนี่นะ ไม่ขาดผู้ชายสักหน่อย ไม่จำเป็นต้องรีบจริงๆ นั่นแหละ]

[ก็ดีใจอยู่หรอกที่หนุ่มหล่อฝ่ายแดงตาสว่างสติครบถ้วนกันหมด แต่ไม่มีผู้กล้าคนไหนรับภารกิจไปเก็บมารเผยซวี่นั่นหน่อยหรือไง เจ๊ทนมองท่าทีเหิมเกริมของมันต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ!]

เมื่อเห็นแววจะกลายเป็นประชุมด่าเผยซวี่อยู่รอมร่อ หลินชิงหนิงที่มีความสัมพันธ์กับโจวหลานผู้เป็นอาของเผยซวี่นิดหน่อยก็รีบเปลี่ยนประเด็นทันที “แต่ฮั่วเฉิงนิสัยดีชะมัด”

“ใช่ๆ แถมยังหล่ออีกต่างหาก อย่างแมน”

“ตี๋ซิงเฉินเองก็นิสัยดีอยู่นะ แถมถ้าจะพูดเรื่องความหน้าตาดีก็ต้องเป็นเขาที่ดูดีสุดแล้วไหม ส่วนสูงก็ไม่เลว น่าจะประมาณ 183 นะ”

“เขายิ้มสวยมาก เหมือนมีดวงดาวอยู่ในตาคู่นั้นเลย แต่ก็เพราะสวยเกินไปเลยให้ความรู้สึกเหมือนเพื่อนสาวมากกว่าเนี่ยสิ” หูอิงสะบัดผมไปด้านหลังพร้อมเลิกคิ้วเรียวยาวขึ้น “ยังไงฉันก็ทนรับคนรักที่ดูดีกว่าตัวเองไม่ได้หรอกนะ”

“คุณดูดีที่สุดอยู่แล้วล่ะ” เวินนั่วประจบ

หากพูดถึงเรื่องหน้าตา หูอิงกับตี๋ซิงเฉินนับว่าเป็นสองอันดับแรกในหมู่ของพวกเขาเลยก็ว่าได้ หูอิงนั้นงดงามเย้ายวนเสมือนอะดรีนาลีนที่กระตุ้นผู้คนให้ตื่นตัว ส่วนตี๋ซิงเฉินนั้นเหมือนอัญมณีท่ามกลางหมู่ดาว ที่ต่อให้พยายามทำตัวให้ไม่เป็นที่สนใจแค่ไหนก็บดบังประกายแสงที่สว่างไสวของเจ้าตัวเอาไว้ไม่อยู่

สุดท้ายพวกเขาก็ได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันว่า ในบรรดาแขกรับเชิญทั้งสาม คนที่แย่สุดคือเผยซวี่ เย็นชาสุดขั้ว ใบหน้าก็บึ้งตึง

และคนที่ดีสุดคือตี๋ซิงเฉิน หน้าตากับนิสัยรวมกันแล้วนับเป็นอันดับหนึ่ง

ส่วนฮั่วเฉิงนั้นก็ดีมากเหมือนกัน ทั้งดิบเถื่อนและดูเป็นชาติชายชาตรี ซึ่งเรียกว่าเป็นสเป็คชั้นสูงของคนในวงการเลยก็ว่าได้

แต่หากวันนี้ให้เลือกแขกรับเชิญที่ชวนใจสั่นได้เพียงแค่คนเดียวละก็…

ทุกคนต่างก็เลือกเผยซวี่

ทางฝั่งฮั่วเฉิงเองก็กำลังสัมภาษณ์เดี่ยวอยู่เช่นกัน

ทีมงานเดินเข้ามาช่วยปรับแผ่นรีเฟล็กให้กับเขา ส่วนตัวเขานั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูงพร้อมมองไปทางกล้อง “อย่างนี้เหรอ”

“เบือนหน้าไปทางซ้ายนิดนึง… โอเคแล้ว”

เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ การสัมภาษณ์เดี่ยวก็เริ่มต้นขึ้น

หากเทียบกับเผยซวี่แล้ว ฮั่วเฉิงนับว่านิสัยดีกว่ากันมาก อีกทั้งยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“วันนี้ก็ได้เจอกับแขกรับเชิญเกือบทั้งหมดแล้ว คุณประทับใจใครมากที่สุด”

“ประทับใจใครมากสุด…” ฮั่วเฉิงครุ่นคิด “ทุกคนดูดีกันมาก สูสีเลยล่ะ…”

“พูดได้แค่คนเดียวค่ะ”

“ตี๋ซิงเฉินแล้วกัน”

ทีมงาน “…ทำไมล่ะ”

“ผมรู้สึกว่าเขาดูเด็กมากเลย อายุเท่าไหร่น่ะ ครบสิบแปดหรือยัง”

“เข้าร่วมรายการพวกเราได้ก็ต้องบรรลุนิติภาวะแล้วสิคะ” ทีมงานตอบกลับ

“อ้อ” ฮั่วเฉิงกล่าว “ตอนอยู่กับเขา ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นตาแก่ขึ้นมาเลย เขาดูเด็กชะมัด บนตัวมีกลิ่นหอมนมอีกต่างหาก”

“…งั้นเหรอ”

“ใช่ ได้กลิ่นตอนเขยิบเข้าใกล้ไปช่วยเขายกกระเป๋าน่ะ”

“…”

ฮั่วเฉิง “ผมพูดจริงนะ”

“มันมีผู้ชายที่มีกลิ่นหอมนมอยู่จริงเหรอ” ทีมงานที่อยู่ด้านตรงข้ามถามขึ้น

“มีสิ แฟนเก่าฉันก็เป็นแบบนั้นนะ อายุ 25 แล้ว บนตัวยังมีกลิ่นหอมนมอยู่เลย” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวขึ้น

“อะไรแบบนี้น่าจะไม่เกี่ยวกับอายุหรอกมั้ง ได้ยินมาว่าบางคนก็มีกลิ่นติดตัวแบบนี้เนี่ยแหละ” ตากล้องด้านข้างเอ่ยแทรกขึ้นมาบ้าง “ผู้ชายบางคนถึงอายุมากไปก็ยังมีกลิ่นนี้อยู่ดี สมัยตอนฉันเรียนมหาลัย ฉันมีรูมเมทคนหนึ่งที่เป็นแบบนั้น พวกเราชอบกอดชอบหอมเขามากเลยล่ะ หอมฟุ้งสะอาดสะอ้านมาก”

“แค่มองตี๋ซิงเฉินก็รู้สึกว่าขาวนุ่มนิ่มน่าเอ็นดูแล้ว อย่างกับลูกหมาน้อยแน่ะ”

“อะแฮ่ม พวกคุณออกนอกประเด็นแล้วหรือเปล่า” ผู้กำกับถามผ่านไมค์ด้วยความโมโห

ตี๋ซิงเฉินจามออกมาทีหนึ่ง

เขาเปลี่ยนชุดก่อนจะเดินออกมาจากห้อง

ทุกคนล้วนแต่ยังคงอยู่ภายในห้องของตนเอง ชายหนุ่มก็ไม่มีที่อื่นให้ไป หลังเดินเล่นวนห้องรับแขกรอบหนึ่งก็มุ่งหน้าไปทางห้องครัวในท้ายที่สุด

ที่นี่จะเป็นสนามรบอันสำคัญของเขาในอนาคต ในบรรดาแขกรับเชิญทั้งแปดคน มีเขาทำกับข้าวเป็นอยู่คนเดียว ตลอดทั้งช่วงการถ่ายรายการ เขาก็จะ ‘เหงื่อออกมากสุด’ ในที่แห่งนี้

ดีจะตาย เขาเหงื่อออกตรงนี้ ส่วนแขกรับเชิญคนอื่นไปเหงื่อออกกันในห้องนอน

รายการเรียลลิตี้จับคู่เดตในโลกความเป็นจริงนั้น หากยังไม่ถึงการสารภาพรักในตอนท้ายก็คงไม่ได้แม้แต่จูบกัน แต่ที่นี่คือนิยาย ใช่ว่าจะแอบทำเรื่องแซ่บกันลับหลังกล้องในห้องนอนไม่ได้สักหน่อยนี่นะ

หากซีนที่จะปรากฏแค่ในนิยายมาโผล่ในชีวิตจริงเข้า คิดไปคิดมาก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย

อย่างน้อยการบังคับจูบก็ต้องมาแล้วล่ะ ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นสปอยล์ในคอมเมนต์มาก่อน

เมื่อคิดถึงสปอยล์ในคอมเมนต์ เขาก็นึกถึงตอนไคลแมกซ์ช่วงท้ายเรื่องที่ฮาเร็มเปิดศึกกัน อย่างในคอมเมนต์ ‘ประโยคสุดคลาสสิค’ ที่คนฝากทิ้งไว้ถล่มทลายนั่นน่ะ

ประโยคนั้นว่ายังไงนะ

อ้อ “เชื่อไหมว่าฉันอยากจะเอาจนนายพังเลยจริงๆ”

ใบหน้านี่เหลือง[2]ผ่าวขึ้นมาเลย

ตี๋ซิงเฉินเปิดตู้เย็นออกสำรวจ ก่อนจะค้นพบว่านอกจากนมและน้ำของสปอนเซอร์แล้ว ในตู้เย็นก็ไม่มีวัตถุดิบอื่นใดอีกเลย

“นายทำอาหารเป็นเหรอ”

เขาหันไปมองตามเสียง ก็พบว่าอีกฝ่ายคือฮั่วเฉิง

ฮั่วเฉิงก็เปลี่ยนมาอยู่ในชุดลำลองแล้วเหมือนกัน ทว่าเสื้อยืดสีขาวไม่สามารถบดบังกล้ามเนื้ออันแข็งแรงของเขาได้เลยสักนิด เห็นแล้วให้ความรู้สึกดิบเถื่อนบางอย่าง

“ทำเป็นนิดหน่อยครับ” ตี๋ซิงเฉินตอบอย่างถ่อมตัว “แต่ในตู้เย็นไม่มีอะไรเลย พวกเราต้องไปซื้อที่ซูเปอร์ฯ หรือเปล่า”

การซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นซีนโรแมนติกสุดคลาสสิกของรายการจับคู่เดตมาโดยตลอด

เช่นเดียวกันกับการแบ่งงานทำอาหาร เรื่องใครจะไปซูเปอร์ฯ ด้วยกันก็เป็นปัญหาหนักหนาเหมือนกัน

ซีนดังมากมายจากรายการจับคู่เดตต่างเกิดขึ้นที่ซูเปอร์ฯ ทั้งนั้น พูดได้เลยว่านี่เป็นโอกาสสร้างบรรยากาศสีชมพูชั้นดีเลยทีเดียว

ตี๋ซิงเฉินเรียกพวกตวนอี้หัวลงมาในทันที

หลังจากนั้นฮั่วเฉิงจึงถามทุกคนว่าใครจะไปซูเปอร์กับเขาบ้าง

สมแล้วกับที่เป็นพระเอกบ้านเตี่ยนที่เขาเชื่อมั่น เป็นไทป์ออกตัวเคลื่อนไหวก่อนเสมอ

ตี๋ซิงเฉินมองไปทางแขกรับเชิญอีกสี่คนอย่างตั้งตารอ

แต่ในขณะนั้นนั่นเองที่เผยซวี่เดินออกมาจากห้อง

สายตาของแขกรับเชิญทั้งสี่ถูกเจ้าตัวดึงดูดไปในทันที

กระทั่งหูอิงซึ่งมีนิสัยเปิดเผยที่สุดก็ยังทัดผมอย่างสงวนท่าที

อ๊ะ ฉากหลายคนต่างรุมชอบคนคนเดียวอันขึ้นชื่อ!

ตอนนี้ทางทีมงานต้องกำลังถ่ายโคลสอัปใบหน้าของแขกรับเชิญทีละคนแน่นอน รีบถ่ายเก็บสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาเร็วเข้า!

ตี๋ซิงเฉินแทบจะคิดไม่ต่างอะไรไปจากชาวเน็ต

[ว่าแล้วเชียว เมื่อกี้ทุกคนยังตั้งแง่รังเกียจเผยซวี่อยู่เลย ปรากฏว่าเขาโผล่มาอีกที แต่ละคนก็เอาแต่แอบมองเขาไม่หยุด]

[หึ พวกผู้ชาย ปากบอกไม่แต่ร่างกายนี่ซื่อสัตย์เชียว เจ้าพวกปากไม่ตรงกับใจ!]

[พอพี่หกฉันยังไม่มา เผยซวี่ก็เด่นสุดในฝั่งน้ำเงินจริงๆ นั่นแหละ จะชอบเขาก็ไม่แปลก ฮั่วเฉิงน่าสงสารเลยแฮะ เขาเอ่ยปากชวนขนาดนั้น]

[ถ้าไม่มีใครไปนี่เจื่อนเลยนะ]

ตี๋ซิงเฉินก็คิดเหมือนกันว่าถ้าไม่มีคนตอบรับก็คงจะเจื่อนน่าดู

แต่พวกหูอิงเองก็ดูท่าจะไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่

เข้าใจได้ พวกเขาต่างก็อยากอยู่กับเผยซวี่

ไอ้เจ้าคนงามล่มเมืองนี่

“มีใครอยากไปซูเปอร์ฯ ไหม?” ฮั่วเฉิงถามยิ้มๆ อีกรอบ

คราวนี้คงจะต้องเดินตามเนื้อเรื่องแต่โดยดี

ในที่สุดก็ถึงเวลาออกโรงของเครื่องมืออย่างเขาแล้วล่ะ

คนที่ต้องไปซูเปอร์กับฮั่วเฉิงตามเนื้อเรื่องต้นฉบับคือเขากับตวนอี้หัว

“งั้นผมไปก็ได้” ตี๋ซิงเฉินเอ่ย

เผยซวี่พลันเอ่ยปากพูดต่อ “ฉันจะไปซื้อของพอดี ไปด้วยกันเนี่ยแหละ”

คราวนี้ไม่ใช่แค่ตี๋ซิงเฉิน แม้แต่แขกรับเชิญคนอื่นยังนิ่งอึ้ง

ไม่เหมือนที่เขียนเอาไว้ในนิยายต้นฉบับนี่นา

พอเห็นว่าเผยซวี่จะไป สีหน้าคนอื่นก็เปลี่ยนไปทันที แต่แค่ไปซื้อของที่ซูเปอร์ จะให้คนทั้งหมดยกโขยงกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ก็ดูจะน่าอายเกินไปหน่อย

สุดท้ายก็ยังคงเป็นพี่ใหญ่คนดีคนเดิมอย่างตวนอี้หัวที่เป็นฝ่ายออกปาก “ต้องซื้อของเยอะแค่ไหน ไปกันแค่สามคนก็น่าจะพอแล้วมั้ง”

“ผมไม่ไปก็ได้นะ” ตี๋ซิงเฉินเอ่ยขึ้นในทันที “พวกคุณมีใครอยากไปไหม”

“พวกเราจะไปซื้อวัตถุดิบไม่ใช่หรือไง” ฮั่วเฉิงพลันกล่าว “ให้คนที่ทำอาหารเป็นไปจะดีกว่าไหม”

ตี๋ซิงเฉิน “…”

ที่ฮั่วเฉิงไม่เป็นที่นิยมก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน

“ฉันทำกับข้าวไม่เป็นอ่ะ” หูอิงพูดขึ้น

อย่าว่าแต่เขาที่ไม่เป็นเลย

ในหมู่ลูกเศรษฐีพวกนี้ ไม่มีใครเคยเข้าครัวเลยต่างหาก เขามองไปทางตวนอี้หัว ฝ่ายนั้นก็ส่ายหัวเช่นกัน

หลินชิงหนิงพูดขึ้น “ผมต้มมาม่าเป็น”

“ผมพอทำอาหารบ้านๆ ได้อยู่บ้าง พวกมะเขือเทศผัดไข่อะไรแบบนั้น” เวินนั่วเอ่ยขึ้น

และแน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงเผยซวี่ คาดว่าเจ้าตัวคงไม่เคยแม้แต่จะเดินเข้าห้องครัวด้วยซ้ำ

ทุกคนจึงมองไปทางตี๋ซิงเฉิน

ตี๋ซิงเฉิน “ผมทำเป็น…”

เรื่องนี้เขาไม่มีทางปิดบังไว้ได้แน่นอน เพราะภายหลังเขาต้องรับผิดชอบในการทำกับข้าวแน่ะ

ฮั่วเฉิงกล่าว “งั้นวันหลังฉันคงต้องฝากนายแล้วล่ะ”

ตี๋ซิงเฉิน: เค ก็ได้

ทุกคนต่างเริ่มบอกอาหารที่ตัวเองชอบกิน มีเพียงเผยซวี่ผู้เดียวที่ไม่พูดไม่จา ยืนล้วงกระเป๋าสองข้างราวเป็นกับคนนอก

เวินนั่วถามเสียงเบา “เผยซวี่ คุณมีอะไรที่อยากกินหรือเปล่า”

“ได้หมด ฉันอะไรก็ได้” เผยซวี่ตอบ

คนอย่างเจ้าตัวไม่หือไม่อือเลยสักนิด เอาแต่เงียบขรึมสร้างบรรยากาศอึมครึมแล้วตอบแค่พอเป็นพิธีเท่านั้นแหละ

เผยซวี่เดินนำออกไปด้านนอกแล้ว ฮั่วเฉิงจึงออกปากชวนตี๋ซิงเฉิน “ไปกันเถอะ”

พวกเขาสองคนยืนเปลี่ยนรองเท้ากันอยู่ที่หน้าประตู ตี๋ซิงเฉินยืนอยู่ข้างๆ หนุ่มสุดหล่ออย่างฮั่วเฉิงและเผยซวี่อย่างค่อนข้างใกล้ชิด เขาถึงขั้นสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายที่อีกสองคนแผ่ซ่านออกมาเลยด้วยซ้ำ

กลิ่นหอมภายในบ้านกับกลิ่นหอมบนตัวพวกเขาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นราวกับภาพฝัน

เหล่าหนุ่มหล่อชั้นนำเช่นนี้ เดิมมีอยู่แค่ในโลกสองมิติเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับมีชีวิตจริง ซ้ำยังอยู่ห่างเพียงแค่เอื้อมมือ ความรู้สึกแบบนี้ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ

เขาผูกเชือกรองเท้าใหม่อีกรอบ ยามเหลียวกลับไปมองอีกทีก็พบเข้ากับเวินนั่วที่กำลังมองเขาอยู่ด้วยแววตาหวานเชื่อม

ในสายตาคล้ายจะยังมีความตื่นเต้นอย่างน่าประหลาดปนอยู่ด้วย

เจ้าคนขี้ชิปนี่ ในหัวเล็กๆ นั่นกำลังคิดอะไรอยู่น่ะ ยังไม่รีบหยุดอีก!

ฮั่วเฉิงถามขึ้น “ใครขับ”

“ผมไม่มีรถ” ตี๋ซิงเฉินหันกลับมาตอบทันที

“ฉันเอง” สุดท้ายจึงเป็นเผยซวี่ที่ไปหยิบกุญแจรถ

หลังออกจากบ้าน พวกเขาสองคนก็ยืนรอเผยซวี่อยู่หน้าประตู ฮั่วเฉิงเหลือบมองกล้องที่ตามถ่ายพวกเขาสองคน อีกฝ่ายน่าจะกำลังคิดว่าตัวเองควรพูดอะไรสักอย่าง จะปล่อยให้กล้องถ่ายไปเปล่าๆ แบบนี้ไม่ได้ ดังนั้นจึงเปรยขึ้นว่า “ได้ข่าวว่าสองวันนี้จะฝนตก”

ตี๋ซิงเฉินเงยหน้ามองฟ้า ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีดำ จมูกโด่งริมฝีปากบาง นัยน์ตาดำขลับแวววาวดุจหินออบซิเดียนล้อกับแสงอาทิตย์

“นายดูเด็กจัง” ฮั่วเฉิงถาม “ยังเรียนอยู่เหรอ”

คนถูกถามจึงพยักหน้า

“ในบรรดาพวกเราทั้งแปดคน นายกับเวินนั่วดูลึกลับที่สุดแล้ว ข้อมูลน้อยมาก ฉันเลยเดาว่าเขาก็คงยังเรียนอยู่เหมือนกัน” ฮั่วเฉิงว่า

ประโยคเพิ่งจะจบลง รถมายบัคสีดำก็เคลื่อนเข้ามาจอดเทียบ

ในเมื่อเผยซวี่เป็นคนขับ หากพวกเขาทั้งคู่ต่างเลือกที่จะนั่งด้านหลังคงดูไม่มีมารยาท

ดังนั้นตี๋ซิงเฉินจึงคิดที่จะนั่งด้านหลังเอง

คนที่นั่งหน้ามักจะคุยกันได้ง่ายกว่า การคุยกันระหว่างสองพระเอกน่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเขานะ

แต่ใครจะรู้ว่าขณะที่เขากำลังจะเข้าไปดึงเปิดประตูรถบานหลังนั้น ฮั่วเฉิงก็กล่าวขึ้นด้วยความเอาใจใส่เสียก่อน “นายนั่งหน้าเถอะ”

ตี๋ซิงเฉินเห็นฮั่วเฉิงขึ้นรถแล้วจึงเดินได้ไปยังที่นั่งด้านหน้า จากนั้นจึงเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ

“เข็มขัดนิรภัย” เผยซวี่เอ่ย

“อ้อ” ตี๋ซิงเฉินรีบคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างรวดเร็ว

ภายในรถมีกลิ่นเย็นๆ ของมิ้นท์เบาบาง หอมเป็นอย่างยิ่ง ตี๋ซิงเฉินเหลือบมองไปด้านนอกหน้าต่าง แต่กลับมองเห็นเพียงดวงตาเรียวดั่งหงส์ที่ปลายหางชี้ขึ้นเล็กน้อยของตัวเองเท่านั้น

คอมเมนต์ [งงไปหมด เป็นรายการจับคู่เดตแท้ๆ แต่ตอนออกไปซื้อของครั้งแรกกลับเป็นแขกรับเชิญฝ่ายน้ำเงินทั้งสามคนเนี่ยนะ นี่เป็นครั้งแรกในประวัติการณ์เลยป่ะเนี่ย]

[นั่นน่ะสิ รุกสามคนจะไปทำอะไรได้ฟะ!]

[ถ้าพูดกันตามหลักความเป็นจริงล่ะก็ เรื่องที่รุกสามคนทำได้ก็มีอยู่ออกจะเยอะแยะถมเถไปนะ]

[อ๊ะ ทำไมฉันถึงเห็นภาพบิสกิตสอดไส้กันนะ ฉันบ้าไปแล้ว!]

[1] พี (P) ในที่นี้ย่อมาจากคำว่า Person (คน) ซึ่งเหมือนใช้ตัวเลขควบคู่กับตัวพีในแง่เชิงการ์ตูน นิยาย ซีรี่ส์ ฯลฯ แล้ว จะสื่อถึงคู่หลักที่ไม่ได้จบเพียงแค่สองคนในความสัมพันธ์ แต่ความสัมพันธ์อาจจะจบที่สามคน (3P) สี่คน (4P) หรือมากกว่านั้นก็ได้

[2] เหลือง (黄) ในที่นี้นอกจากจะเป็นสีแล้ว ยังเป็นศัพท์แสลงในภาษาจีนที่หมายถึงหื่น ทะลึ่งอีกด้วย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...