โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นเศรษฐีสวนผัก [มีอีบุ้ค]

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 30 เม.ย. 2567 เวลา 08.38 น. • ไป๋เหลียนซาง
ในเมื่อกลับไปอยู่ในร่างเดิมไม่ได้ ก็จะขอทำมาหากินในร่างนี้ให้ได้ดีที่สุด!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

PUBLISHED TALK

ในโลกปัจจุบันหลินเหม่ยเหมยถูกวินิจฉัยว่าเธอเสียชีวิตเนื่องจากเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และเมื่อเธอถึงแก่ชีวิตแล้ว เธอได้ทะลุมิติมายังครอบครัวหลิน ครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน เธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหลินหนิงเหมยที่มีอายุเพียงเจ็ดหนาวซ้ำแล้วยังป่วยไข้เจ็บออดแอด และระหว่างที่ลมหายใจของเด็กสาวกำลังรวยรินกลับมี ‘เทพชะตา’ เข้ามาหาถึงในบ้านและและได้พูดคุยเกี่ยวกับการมาของเธอในที่แห่งนี้ อีกทั้งเทพชะตายังให้พรวิเศษกับเธอนั่นคือความโชคดี ความโชคดีนั้นที่เธอได้เธอคิดมุ่งมั่นที่จะให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวหลินมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้

ข้าขอให้เจ้ามีมือทองคำ หยิบจับอันใดก็ขอให้โชคดี

-เทพชะตา-

ในเมื่อกลับไปอยู่ในร่างเดิมไม่ได้ ก็จะขอทำมาหากินในร่างนี้ให้ได้ดีที่สุด!!!

-หลินหนิงเหมย-

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiMzE3ODc3IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NjoiMjk2MjY2Ijt9

[0] บทนำ

บทนำ

หลินเหม่ยเหมย เดินลากขาขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นห้องเช่าขนาดเท่ารูหนูที่เธออาศัยอยู่ ร่างบางเดินไปที่ตู้เย็นแล้วหยิบน้ำขึ้นมาดื่มดับกระหาย

จากนั้นเธอก็เดินเข้าห้องน้ำไป และกลับออกมาพร้อมกับชุด ' ผู้ช่วยเชฟ ' อาชีพที่เธอร่ำเรียนมา และมีความฝันว่าสักวันต้องเป็น เชฟผู้โด่งดังให้จงได้ เธอเดินเอาชุดไปแขวนไว้เพื่อรอซักในวันหยุดตามปกติ

เธอเดินไปที่เตียงกว้างแล้วทิ้งตัวลงนอน จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาที่บ้านเหมือนอย่างเคย

หลินเหม่ยเหมย เกิดในตระกูลหลินที่มีอาชีพค้าขายและเกษตรกรอยู่ที่ทางตอนใต้ของจีน ส่วนตัวเธอนั้นชื่นชอบการทำอาหาร จึงเข้ามาเรียนและทำงานที่กรุงปักกิ่ง

เพียงแต่การทำงานของเธอนั้นไม่ค่อยจะราบรื่นมากนัก โชคดีที่หลังจากเรียนจบแล้วอาจารย์ของเธอได้ฝากฝังให้เธอทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เพียงแต่เธอไม่ใช่เชฟใหญ่ที่มีชื่อเสียง จึงได้แค่คอยช่วยเตรียมวัตถุดิบก็เท่านั้น

"สวัสดีค่ะพ่อ" ทันทีที่ปลายสายกดรับ หลินเหม่ยเหมยก็เอ่ยทักทายทันที

"อาเหมย" เสียงของพ่อหลินก็ทักทายลูกสาวกลับมาเช่นกัน

"แม่ล่ะคะ?" เหม่ยเหมยจึงเอ่ยถามหาแม่ของเธอ ที่ปกติจะไม่ห่างกายพ่อหลินเลยเวลาที่เธอโทรไปหา

"อยู่นี่แหละลูก"

"เป็นยังไงบ้างอาเหมย วันนี้ทำงานได้ดีไหม?" สิ้นเสียงของพ่อหลินตอบกลับมาแล้ว แม่หลินก็เอ่ยถามสารทุกข์สุขดิบลูกสาวทันที

"ก็ดีค่ะ เหนื่อยนิดหน่อย" หลินเหม่ยเหมยยิ้มออกมาอย่างสุขใจ ความเหนื่อยที่มีหายไปในทันทีที่ได้ยินเสียงพ่อแม่

"ถ้าเหนื่อยก็กลับมาที่บ้านเรานะลูก" พ่อหลินพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าลูกสาวจะเหนื่อยมากเกินไป ซึ่งเรื่องที่อยากให้หลินเหม่ยเหมยกลับนั้น พ่อหลินพูดกรอกหูเธออยู่ทุกวัน

"อาเหมยขออยู่สู้อีกสักหน่อยนะคะ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ จะกลับไปให้พ่อแม่เลี้ยงดูค่ะ" คำตอบของเหม่ยเหมยก็คงเป็นแบบเดิม เธอพูดปัดไปแล้วขอเวลา ให้เธอสู้จนถึงที่สุดแล้ว ถ้าไม่มีอะไรดีขึ้นก็คงจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ ทำสวนทำไร่ช่วยพวกท่าน เหมือนที่เธอทำมาตั้งแต่เด็ก

หลินเหม่ยเหมยพูดคุยกับพ่อหลิน แม่หลิน ถามไถ่ถึงเรื่องที่บ้าน และรับปากว่าจะกลับไปหาพวกท่านบ้างในช่วงวันหยุด จากนั้นก็วางสายไป

หลินเหม่ยเหมยยิ้มออกมาแล้วเข้านอนตามปกติ

ตื่นเช้าก็ไปทำงานเหมือนเดิม เธอเข้าไปขออนุญาตลาหยุดกับผู้จัดการเพื่อขอกลับบ้าน ซึ่งผู้จัดการก็ขออนุญาต

แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากที่ออกมาจากห้องผู้จัดการ หลินเหม่ยเหมยก็เป็นลมหมดสติไป

เพื่อนร่วมงานรีบเข้ามาปฐมพยาบาลเธอเบื้องต้นและเรียกรถโรงพยาบาลทันที

เพียงแต่ว่ามันไม่ทัน

หลินเหม่ยเหมยถูกวินิจฉัยว่าเธอเสียชีวิตเนื่องจากเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

ทุกคนที่ได้รับข่าวร้ายนี้ก็ตัวชาไปทันที

ภาพของเด็กสาวที่ยิ้มเก่ง อ่อนโยน น่ารัก เกิดขึ้นในหัวของเพื่อนร่วมงานและทุกคนที่รู้จักเธอ

ข่าวร้ายนี้ถูกส่งไปถึงพ่อหลินและแม่หลินที่อยู่ทางตอนใต้ แม่หลินเป็นลมล้มพับไปทันที ส่วนพ่อหลินเองก็ช็อคไม่ต่างกัน

กว่าจะทำใจยอมรับและเดินทางไปหาลูกสาวได้ก็ใช้เวลาตั้งตัวเกือบวันกันเลยทีเดียว

พิธีศพของหลินเหม่ยเหมยถูกจัดขึ้นท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคน

"อย่าโศกเศร้าไปเลย ชีวิตนี้เขาหมดเวรหมดกรรมแล้ว จึงต้องจากไปก่อน คนที่ยังอยู่ก็ใช้ชีวิตกันต่อไป" หลวงจีนที่มาร่วมงานศพของหลินเหม่ยเหมยมองพ่อหลินแม่หลินที่ร้องไห้อยู่ด้วยสายตานิ่งเรียบ

"อาเหมยของผมยังอยู่ไหมครับ?" พ่อหลินเป็นคนที่เชื่อเรื่องโลกหลังความตายและวิญญาณ จึงถามขึ้น เผื่อว่าลูกสาวจะยังวนเวียนอยู่ใกล้เขาและภรรยาในตอนนี้

"เขาไปแล้ว ไปในที่ที่จากมา" หลวงจีนเอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นแล้วเดินจากไป

ทิ้งไว้เพียงเบื้องหลังที่มีแต่ความโศกเศร้าของพ่อหลิน แม่หลิน และทุกคนที่รัก…

หลินเหม่ยเหมย

[1] หลินหนิงเหมย

บทที่ 1

หลินหนิงเหมย

ณ บ้านฟางหลังเก่าที่ผุผัง หนึ่งในบ้านสายหลักของตระกูลหลิน

มีร่างเล็กที่นอนหายใจรวยรินอยู่พร้อมกับร่างของเด็กชายที่นั่งกุมมือน้องสาวอยู่พร้อมกับมองร่างเล็ก น้ำตาก็ไหลพรากลงมา

หลินหนิงเหมย เด็กหญิงที่เพิ่งจะครบ 7 หนาวเมื่อกี่วันก่อน

ตั้งแต่เกิดมา หลินหนิงเหมยก็เป็นเด็กที่ไม่ประกอบ ทุก ๆ วันนางจะนั่งนิ่ง ไม่พูดไม่จา และสมองไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น จนเมื่อนางอายุครบ 7 หนาว ไม่รู้สึกครึ้มอันใด นางจึงลุกขึ้นจากห้องนอนที่นางขลุกตัวอยู่มานานแล้วออกไปเดินเล่นท่ามกลางหิมะ ทำให้ร่างกายที่ไม่แข็งแรงของนางล้มป่วย

ท่านหมอจาง หมอประจำหมู่บ้านที่มาตรวจอาการก็ส่ายหน้า บอกว่าร่างกายของนางทนไม่ไหวแล้ว

นั่นทำให้ทุกคนในบ้านหลินโศกเศร้าเป็นอย่างมาก แม้หลินหนิงเหมยจะเกิดมาแล้วชาวบ้านต่างบอกว่านางคือตัวไร้ประโยชน์ แต่บ้านหลินก็ไม่เคยรังเกียจนาง เงินทองมีเท่าใดก็ทุ่มรักษานางจนต้องอดมื้อกินมื้อ ไม่สนคำของชาวบ้านที่ต่างก็พูดเป็นเสียงกันว่าบ้านหลินนั้นโง่งม

แต่ปู่หลินเฉิงอัน และย่าเว่ยซีเซียวก็ไม่สนใจ

แต่เพียงครั้งนี้เงินทองก็ต่างหมดไปกับหน้าหนาวที่ผ่านมา และค่ารักษาหลินหนิงเหมย จึงทำให้ไม่สามารถรั้งหลานสาวคนที่สามของบ้านได้อีกแล้ว

แม้จะเสียใจ แต่เพราะที่บ้านไม่มีอาหารกักตุนไว้แล้ว และหิมะเพิ่งจะหยุดตก บ้านหลินทุกคนจึงต้องออกไปหาอาหาร ผักป่า มาเก็บไว้ประทังชีวิต

ทำให้มีแค่เด็ก ๆ เท่านั้นที่อยู่เฝ้าหลินหนิงเหมย และในวันนี้อาการของนางก็ทรุดหนักลงหลังจากที่ผู้ใหญ่ออกจากบ้านไปได้ไม่นาน

หลินเซียวหลง พี่ชายของหลินหนิงเหมยจึงจะไปตามท่านพ่อแม่ท่านแม่กลับมา เพียงแต่หลินฮุ่ยเจิน เด็กสาวที่เป็นลูกคนโตของท่านอาหลินเซียวฮั่นอาสาไปตามผู้ใหญ่ให้

ไม่นานด้านนอกก็มีเสียงเคลื่อนไหวเกิดขึ้นพร้อมกับประตูบ้านที่เปิดออก

ร่างสูงใหญ่โต สมกับเป็นชายชาตรีที่ยืนนิ่งอยู่ค่อย ๆ เดินเข้ามา เขามองลูกชายที่มีอาบตาอาบแก้มอยู่ ทั้งที่เด็กคนนี้ไม่ร้องไห้ให้เขาเห็นเลยตั้งแต่รู้ความ หลินเซียวห่าวรู้สึกถึงรสขมฝาดในลำคอ และเหมือนมีอะไรมาจุกอกเขาในตอนนี้

"ท่านพ่อ" หลินเซียวหลงเอ่ยเรียกท่านพ่อทั้งน้ำตา

"อาเหมยเป็นอย่างไรบ้าง?" พ่อหลินถามขึ้นเสียงแหบพร่าและมองไปที่ร่างของลูกสาวด้วยความรู้สึกผิด

"เหมยเอ๋อร์!! เหมยเอ๋อร์ของแม่ อึก" และยังไม่ทันที่หลินเซียวหลงจะได้ตอบคำถามอันใด ร่างของโจวจินอีมารดาของเด็กทั้งสองก็วิ่งเข้ามา แล้วรีบพุ่งตัวเข้าไปหาร่างเล็กที่นอนอยู่บนเตียงทันที พร้อมกับร้องไห้ฟูมฟายออกมา

"ท่านแม่" หลินเซียวหลงมองท่านแม่ที่ร้องไห้เพราะเป็นห่วงน้องสาวด้วยความเจ็บปวดหัวใจ

"น้องเป็นอย่างไรหลงเอ๋อร์?" โจวจินอีหันมาถามลูกชายทั้งน้ำตา

"อาการของน้องสามไม่ดีเลยขอรับ"หลินเซียวหลงก้มหน้าลงแล้วตอบคำถามของท่านพ่อท่านแม่ด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

ได้ยินเช่นนั้นโจวจินอีก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก แม้แต่หลินเซียงห่าวก็ยังน้ำตาคลอ และมองไปที่ลูกสาวพร้อมกับกำหมัดแน่น เขารู้สึกแย่ที่ไม่สามารถรักษาลูกสาวให้หายได้

"อาห่าว" เสียงที่ดังขึ้นจากหน้าบ้านทำให้สองพ่อลูกหันไปมองส่วนโจวจินอีนั้นตอนนี้ตัดขาดจากโลกภายนอกจมอยู่กับความทุกข์เศร้าไปเรียบร้อยแล้ว

"ท่านพ่อ ท่านแม่"

"ท่านปู่ ท่านย่า" หลินเซียวหลงก้มหัวให้กับท่านปู่ท่านย่าเพื่อทำความเคารพ

"นางเป็นอย่างไรบ้าง?" ปู่หลินมองไปที่หลานสาวแล้วถามขึ้น แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอยากมีความหวังว่าหลานสาวจะมีอาการที่ดีขึ้น

เพียงแต่ทั้งลูกชายและหลานชายไม่ตอบอะไร พวกเขาต่างก้มหน้าลงและมีสีหน้าที่โศกเศร้าเป็นอย่างมาก

"เหมยเอ๋อร์" ย่าหลินเห็นดังนั้นก็เดินไปหาหลานสาว แล้วมองร่างเล็กนั้นด้วยสายตาสะท้อนใจ

"หักห้ามใจเสียเถิดอาห่าว" ปู่หลินยกมือขึ้นมาตบบ่าของลูกชายแล้วพูดขึ้น

"มันไม่มีทางแล้วจริง ๆ หรือขอรับท่านพ่อ ข้า.." หลินเซียงห่าวไม่อาจหักห้ามใจในเรื่องนี้ได้ เขายังคงคิดเสมอว่าลูกสาวจะต้องอยู่กับเขาไปจนโต แม้นางจะไม่สามารถออกเรือนได้ เขาก็จะเลี้ยงดูนางไปจนถึงวันสุดท้ายของเขา เพียงแต่ในตอนนี้ผมขาวกลับต้องมาฝังผมดำเสียอย่างนั้น

"เราไม่มีเงินมากมายที่จะนางไปรักษากับหมอในเมือง หมอจางเองก็ส่ายหัว ข้าเองก็จนปัญญาแล้วอาห่าว" ปู่หลินเองก็ปวดใจไม่แพ้กันเขาไร้ความสามารถแค่หลานสาวคนเดียวก็ไม่สามารถที่จะรั้งชีวิตของนางไว้ได้ เขาเองก็รู้สึกผิดไม่ต่างกัน

ทางด้านหน้าบ้านหลิน

มีชายชราในชุดมีภูมิฐานคนหนึ่งเดินผ่านมา และกำลังจะสวนทางกับหลินเซียวฮั่นที่เดินมาอย่างรีบร้อนหลังได้ยินว่าหลานสาวอาการไม่ค่อยดีนัก

"ช้าก่อน" ชายชราเอ่ยเรียกหลินเซียงฮั่นเอาไว้ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในบ้านเสียก่อน

หลินเซียงฮั่นหันไปมองเห็นว่าคนตรงหน้ามีกลิ่นอายบางอย่างที่ไม่ธรรมดาก็รู้สึกเกรงขาม

"คารวะท่านอาวุโสขอรับ" เขาก้มหัวลงแล้ว ทำความเคารพอีกฝ่ายด้วยท่าทางนอบน้อม

"บ้านเจ้ามีคนป่วยรึ?” ชายชราถามขึ้นแล้วมองไปที่บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในเขตบริเวณของบ้านหลิน

ฝากเปย์อีบุ้คด้วยนะตัวเองงงงงง

*//กราบงามๆ

[1] หลินหนิงเหมย 2

"ทะ ท่าน" หลินเซียงฮั่นมองตามสายตาของเขาไป แล้วก็ต้องตื่นตะลึงเนื่องจากบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของพี่ชายของเขา ที่ตอนนี้มีหลานสาวกำลังนอนป่วยอยู่ เขาหันมามองชายชราตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึง แต่เพียงนิดเดียวก็นึกขึ้นได้ว่าชายชราคงผ่านบ้านหลังอื่นที่กำลังจับกลุ่มนินทาหลานสาวของเขาอยู่ จึงทำให้รู้ว่าบ้านเขามีคนป่วยก็เป็นได้

"ข้าเป็นหมอที่ผ่านมา ให้ข้าช่วยเข้าไปดูอาการนางหรือไม่?" ชายชราไม่ละสายตาจากบ้านหลังนั้นแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

หลินเซียงฮั่นสีหน้าที่ดีใจเป็นอย่างมาก เพียงแต่ในเรื่องนี้เขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ

"เอ่อ เรื่องนี้ข้าไม่สามารถตัดสินใจเองได้ขอรับ เชิญท่านอา เอ่อ ท่านหมอทางนี้ขอรับ" เขาจึงพูดขึ้นแล้วเอ่ยเชิญท่านหมอเข้าไปพบท่านพ่อและพี่ชายของเขาเสียก่อน

"นำไปเถิด" ท่านหมอจึงพยักหน้าให้เขาเดินนำไป

"ท่านพ่อ" เมื่อเดินเข้ามาถึงบริเวณบ้านของพี่ใหญ่หรือหลินเซียงห่าว หลินเซียงฮั่นก็เจอเข้ากับลูกสาวทั้ง สอง ที่ยืนรออยู่ที่หน้าบ้านของท่านลุงใหญ่

"เจินเอ๋อร์ เจียวเอ๋อร์ ไปเตรียมน้ำมาต้อนรับท่านหมอเร็วเข้า" เขาจึงเดินไปหาลูกสาวทั้งสองแล้วรีบสั่งให้เด็กทั้งสองไปเอาน้ำมาต้อนรับท่านหมอ

"เจ้าค่ะ" เด็กทั้งสองรับคำอย่างว่าง่ายแล้วเดินไปทำตามคำสั่งทันที

"ท่านพ่อ พี่ใหญ่" หลินเซียงฮั่นจึงเดินไปที่หน้าประตูแล้วเอ่ยเรียก ปู่หลินและพี่ชายของเขาที่กำลังยืนพูดคุยกันอยู่

"อาฮั่น เข้ามาสิ" หลินเซียงห่าวหันมาเอ่ยบอกน้องชาย อนุญาตให้เขาเข้าไปหาหลานสาวได้

"คือข้าเชิญท่านพ่อและพี่ใหญ่ออกมาสักครู่ขอรับ" เพียงแต่หลินเซียงฮั่นไม่เข้าไป แต่เอ่ยเชิญทั้งเขาและปู่หลินออกไปเสียอย่างนั้น

สองพ่อลูกจึงหันไปมองหน้ากันเล็กน้อยแล้วเดินออกไปจากบ้าน

"มีอันใดหรือ แล้วนั่น?" เมื่อเดินออกมาแล้วปู่หลินก็ถามขึ้นแล้วหันไป เห็นท่านหมอที่ยืนรออยู่ก็มองด้วยความแปลกใจ

"นี่คือท่านหมอขอรับ" หลินเซียงฮั่นรีบแนะนำอีกฝ่ายให้ท่านพ่อและพี่ชายรู้จักทันที

สองพ่อลูกได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก และวูบนึงก็เหมือนชีวิตในตอนนี้มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

"คารวะท่านหมอขอรับ" หลินเซียงห่าวก้มหัวให้กับผู้อาวุโสที่น้องชายแนะนำว่าเป็นหมอทันที

"ท่านเป็นหมอหรือ?" ปู่หลินถามขึ้นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

"ข้าเป็นหมอที่ผ่านมาทางนี้พอดี ให้ข้ารักษานางให้หรือไม่?" ซึ่งท่านหมอก็พยักหน้า แล้วเอ่ยตอบเสียงนิ่ง

"คือข้า.." ได้ยินว่าอีกฝ่ายเต็มใจรักษาหลานสาวให้ ปู่หลินก็ดีใจเพียงแต่ในตอนนี้เงินที่ติดบ้านมีไม่มากนัก เกรงว่าจะไม่พอค่ารักษา เนื่องจากคนตรงหน้าน่าจะเป็นหมอที่มาจากในเมืองหรือตระกูลร่ำรวย ที่ดูจากการแต่งกายแล้ว

"ข้าคิดเพียงแค่ค่ายาเท่านั้น ไม่ต้องห่วง" ท่านหมอรู้ว่าสถานการณ์บ้านหลินไม่ดีนัก จึงเอ่ยขึ้นให้ทุกคนสบายใจ

"ท่านพ่อ" ได้ยินเช่นนั้นหลินเซียงห่าวก็หันไปมองปู่หลินด้วยสายตาคาดหวังและอ้อนวอน

"เชิญท่านหมอขอรับ" ปู่หลินจึงตัดสินใจหันไปเชิญท่านหมอเพื่อเข้าไปรักษาหลานสาวทันที

เมื่อเดินเข้ามาก็ได้ยินเสียงปลอบใจของแม่สามีและเสียงร้องไห้ของลูกสะใภ้

"ท่านพี่?" เว่ยซีเซียวภรรยาของปู่หลิน หรือย่าหลินของเด็ก ๆ หันมาเห็นสามีก็เอ่ยเรียกเขา ด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ นางพยายามปลอบโยนลูกสะใภ้ใหญ่ให้หักห้ามใจแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ฟังเลย

"พวกเจ้าหลบออกมาก่อน ให้ท่านหมอตรวจอาการอาเหมยก่อน" ปู่หลินมองไปที่ร่างของหลานสาวแล้วสั่งให้ทุกคนหลบออกมาให้ท่านหมอรักษาหลินหนิงเหมย

"ท่านหมอ?" ได้ยินเช่นนั้นโจวจินอีก็หยุดร้องไห้ แล้วหันมามองพ่อสามีด้วยสายตาคาดหวัง

และพอหันไปเห็นสามีที่ยิ้มกว้างอยู่ พร้อมกับชายชราที่อยู่ด้านหลัง นางก็มีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

"ชะ เชิญเจ้าค่ะ ท่านหมอ ข้าฝากลูกสาวด้วยนะเจ้าคะ" นางจึงรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปพูดกับท่านหมอ

"จินอี เจ้าอย่าไปกดดันท่านหมอ" ปู่หลินเห็นลูกสะใภ้ร้อนใจจนไม่รักษากิริยาก็เอ่ยขึ้นดุนางทันที

"ข้าขออภัยแทนภรรยาขอรับท่านหมอ นางเป็นห่วงเหมยเอ๋อร์จนร้อนใจ" หลินเซียงห่าวก้มหัวขออภัยท่านหมอแทนภรรยาของเขาที่ไม่รักษากิริยา เนื่องจากกลัวท่านหมอจะไม่พอใจแล้วไม่ยอมรักษาลูกสาว

"มิไม่เป็นไร พานางออกไปเถิด ข้าต้องรักษานางเพียงคนเดียว" ท่านหมอส่ายหน้าไม่ถือสา เขาเข้าใจญาติคนป่วยดี เพราะชีวิตของหมอก็เจอแบบนี้มามากมาย เพียงแต่การรักษาของเขาเป็นความลับไม่สามารถให้คนอื่นอยู่ได้ จึงขอให้ทุกคนออกไปเสียก่อน

นั่นทำให้คนในห้องหันไปมองหน้ากัน เพื่อขอความเห็น โจวจินอีมีสีหน้าลำบากใจและอยากอยู่กับลูกสาว

"ไปเถอะอาห่าว" เพียงแต่ปู่หลินพูดขึ้นเสียก่อนและบอกให้ทุกคนออกไป ทำตามที่ท่านหมอต้องการ

"ขอรับ” ทำให้ทุกคนเดินออกไป ทันทีตามคำสั่งของประมุข จนในห้องเหลือแค่ท่านหมอปริศนา และหลินหนิงเหมยเท่านั้น

ขอสายเปย์สมทบทุนค่ายานวดหลังไรต์หน่อยค่ะ ช่วงนี้ทำงานหลังแข็งมากกกก จุ๊ฟๆ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiMzE3ODc3IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NjoiMjk2MjY2Ijt9

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...