โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดพระราชพินัยกรรม มรดก รัชกาลที่ 7 ที่ดิน 22 แปลงใจกลางกรุงเทพฯ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 พ.ค. 2567 เวลา 10.47 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2567 เวลา 22.00 น.

30 พฤษภาคม 2484 วันสวรรคต รัชกาลที่ 7 ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน ประเทศอังกฤษ เปิดรายละเอียดพระพินัยกรรม พระราชมรดกทั้งในอังกฤษ และในประเทศไทย

30 พฤษภาคม 2567 วันนี้เมื่อ 83 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตลงอย่างสงบ ด้วยโรคพระหทัยวาย ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2484

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงจัดการพระบรมศพเป็นการภายใน โดยอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน รัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษในการประดิษฐานพระบรมศพเป็นเวลา 4 วัน ซึ่งตามปกติจะอนุญาตเพียงวันเดียว เพื่อให้ประยูรญาติที่อยู่ห่างไกลมาถวายบังคมลาเป็นครั้งสุดท้าย

การจัดการพระบรมศพเป็นไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีการบำเพ็ญพระราชกุศลทางศาสนาพุทธ เพราะไม่มีพระภิกษุ รวมทั้งไม่มีการพระราชพิธีอื่น ๆ ตามราชประเพณี และวันที่ 3 มิถุนายน 2484 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพทรงจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นการส่วนพระองค์อย่างเรียบง่าย ณ สุสานโกลเดอร์สกรีน โดยนายอาร์. ดี. เครก พระสหายชาวอังกฤษอ่านสุนทรพจน์สรรเสริญพระเกียรติคุณ และมีการบรรเลงเพลงเมนเดลโซน ไวโอลิน คอนแชร์โต (Mendelssohn Violin Concerto) ซึ่งเป็นเพลงที่พระองค์โปรดเป็นพิเศษ ถวายเป็นครั้งสุดท้าย

ในปี 2492 รัฐบาลได้กราบบังคมทูล สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ขอพระราชทานให้ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกลับสู่สยาม เพื่ออัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ร่วมกับสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าในพระบรมมหาราชวัง

วันสวรรคต 30 พฤษภาคม 2484

บทความเรื่ออง “สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระมเหสีพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” เขียนโดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า…”พระเจ้าอยู่หัวทรงตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ พระอาการทั่วไปดีขึ้นแต่พระบาทยังคงบวมอยู่ ทรงรู้สึกแจ่มใสเพราะอากาศก็เย็นกำลังสบาย ไม่หนาวจัด”

“…เมื่อเสวยไข่ลวกเสร็จแล้ว ตรัสชมว่าอร่อย ต่อจากนั้นทรงขอพระเขนยมาหนุนพระหนุ แล้วทรงหลับพระเนตรนิ่งไป ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเสด็จสวรรคตในนาทีใด”

เปิดพระราชพินัยกรรม

ศึกษาประวัติศาสตร์การแบ่งพระราชพินัยกรรม และพระราชมรดก ของรัชกาลที่ 7 ผ่านคำบันทึกของคุณหญิงมณี สิริวรสาร อดีตสะใภ้หลวง หรือ “หม่อมมณี” ที่เขียนไว้เป็นหนังสือ ชื่อ “ชีวิตเหมือนฝัน” คุณหญิงมณี สิริวรสาร

“หม่อมมณี” เล่าถึงขั้นตอนหนึ่งของการแบ่งพระราชมรดกในพระราชพินัยกรรม ที่อังกฤษ ไว้ว่า

“การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระปกเกล้าฯ โดยกะทันหันเช่นนี้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ที่พระตำหนักคอมตันเฮาส์งงงวยและอลเวงอยู่พักหนึ่ง เสมือนขาดผู้นำซึ่งเป็นดวงประทีปที่คอยส่องแสงให้ความสว่างกับพวกเราทุกคน ได้ดับวูบลงอย่างทันทีทันใด ถึงแม้ทุก ๆ คนทราบดีว่าพระชนมายุทูลกระหม่อมอาจไม่ทรงยืนยาว แต่ก็ไม่มีใครคาดฝันว่าจะทรงเสด็จละทิ้งพวกเราไปอย่างรวดเร็วและน่าใจหายเช่นนั้น”

“เราต่างมีความรู้สึกว่าส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตของเราได้สูญสิ้นไปด้วย และนับแต่วาระนี้เป็นต้นไป ชีวิตของทุก ๆ คนต้องเริ่มใหม่และเปลี่ยนแปลงไปโดยฉับพลัน”

คำบันทึกของอดีตสะใภ้หลวง “หม่อมมณี” เล่าว่า เมื่องานถวายพระเพลิงเสร็จสิ้นไปแล้ว มิสเตอร์เครกทนายความที่ปรึกษาของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ได้เรียกประชุมทายาทในห้องรับแขกของพระตำหนักคอมตันเฮาส์เพื่ออ่านพระราชพินัยกรรมซึ่งทรงทำไว้ที่ประเทศอังกฤษ และมิสเตอร์เครกเป็นคนร่างถวายและได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกด้วย มิสเตอร์เครกบอกว่า…

พระราชทรัพย์ในอังกฤษ

“หม่อมมณี” เล่าว่า พระราชพินัยกรรมฉบับนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่อยู่ที่ประเทศอังกฤษเท่านั้น เพราะทรัพย์สมบัติทั้งหมดของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่มีที่เมืองไทยนั้นได้ทรงทำพินัยกรรมไว้ที่เมืองไทยเรียบร้อยแล้ว แต่เวลานั้นเนื่องจากรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ฟ้องสมเด็จพระปกเกล้าฯ และศาลได้พิพากษาให้สมเด็จพระปกเกล้าฯ เป็นฝ่ายแพ้ความ รัฐบาลได้ยึดทรัพย์สมบัติทั้งหมดของพระองค์รวมทั้งวังศุโขทัยไว้ด้วย

หม่อมมณี บันทึกว่า “ทรัพย์สินที่เมืองไทยของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ก็ถูกรัฐบาลยึดอายัดไว้จนหมดสิ้นแล้ว พระราชพินัยกรรมที่ทำที่ประเทศอังกฤษฉบับนี้ ทรงทำขึ้นหลังจากที่พระองค์จิรศักดิ์ได้ทำการสมรสกับข้าพเจ้า (หม่อมมณี) และเกี่ยวข้องเฉพาะผลประโยชน์ของสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่ประเทศอังกฤษเท่านั้น”

“ผู้ที่มาร่วมฟังด้วยก็มีสมเด็จพระองค์จิรศักดิ์ ข้าพเจ้า ม.จ.ศุภสวัสดิ์ พระเชษฐาของสมเด็จ และพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช มิสเตอร์เครกได้เปิดผนึกพระราชพินัยกรรมและอ่านให้ฟัง มีใจความว่า สมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงยกทรัพย์สินที่เป็นผลประโยชน์ทั้งหมดให้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีและพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ได้ส่วนแบ่งคนละครึ่งเท่า ๆ กัน”

มิสเตอร์เครกอธิบายว่า เงินผลประโยชน์ทั้งหมดนี้ได้ทรงตั้งเป็นทรัสต์ฟันด์ (Trust Fund) ให้ทายาททั้งสองพระองค์แบ่งรายได้จากเงินต้นคนละเท่า ๆ กัน แต่ให้เก็บได้เพียงดอกเบี้ย มิให้ทายาทมีสิทธิแตะต้องเงินต้นได้ แต่เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีสิ้นพระชนม์เมื่อใด ให้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดตกเป็นของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ หรือทายาทของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์แต่ผู้เดียว

ส่วนตำหนักเวนคอร์ตนั้นทรงยกให้พระองค์เจ้าจิรศักดิ์หรือทายาทของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ และสิทธิการเช่าระยะยาวของตำหนักคอมตันเฮาส์นั้นทรงยกให้พระองค์เจ้าวรานนท์ รวมทั้งเครื่องเรือนเครื่องใช้ทั้งหมดในตำหนักก็ให้ตกเป็นของพระองค์เจ้าวรานนท์ด้วย

มิสเตอร์เครกอธิบายว่า ที่สมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงยกตำหนักเวนคอร์ตให้พระองค์เจ้าจิรศักดิ์ เมื่อสิ้นพระชนม์ คือ ตามกฎหมายอังกฤษ ผู้ใดที่ยังมีชิวิตอยู่ถ้าได้มอบทรัพย์สินให้แก่ทายาทไว้ก่อนสิ้นชีวิตเจ็ดปีก็รอดพ้นจากการเสียภาษีมรดกได้

แต่ในกรณีของสมเด็จพระปกเกล้าฯ นั้น ทรงทำพินัยกรรมนี้เพียง 3 ปีเท่านั้นก่อนสิ้นพระชนม์ ดังนั้น ทายาทจึงต้องเสียภาษีมรดกให้แก่รัฐบาลอังกฤษเต็มตามอัตราซึ่งรุนแรงมาก มิสเตอร์เครกแจ้งว่าเงินรายได้ที่ได้รับจากทรัสต์นั้นไม่เพียงพอที่จะจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้รัฐบาลได้

มิสเตอร์เครก จึงแนะนำว่ามีวิธีเดียวคือต้องขายพระตำหนักเวนคอร์ต รวมทั้งเครื่องเรือนเครื่องใช้ทั้งหมด และต้องขายรถโรลส์รอยซ์อีกหนึ่งคันที่ทรงใช้อยู่ เพื่อรวบรวมเงินให้พอเพียงไปจ่ายภาษีมรดกให้เสร็จสิ้นไปได้

ส่วนตำหนักคอมตันเฮาส์นั้น สมเด็จก็ทรงประทับต่อไปได้โดยทรงต้องจ่ายค่าเช่าให้พระองค์วรานนท์ เพราะเหตุว่าพระองค์วรานนท์ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ และมิสเตอร์เครกก็เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ให้แก่พระองค์วรานนท์อยู่ ดังนั้น การเก็บค่าเช่าจึงจำเป็นต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายของประเทศอังกฤษที่เกี่ยวข้องแก่ผู้เยาว์ให้ถูกต้องทุกประการด้วย

“มิสเตอร์เครกได้อธิบายเกี่ยวแก่พระราชพินัยกรรมเสร็จสิ้นแล้ว ข้าพเจ้าสังเกตว่า เจ้านายพระองค์หนึ่งที่ทรงประทับด้วยพระพักตร์บึ้งตึงและไม่ทรงรับสั่งอะไรเลย คือ ม.จ.ศุภสวัสดิ์ ก่อนเปิดพระราชพินัยกรรมนั้น ท่านชึ้นทรงแสดงความทุกข์โศก ฟูมฟาย และคร่ำครวญ ได้ข่าวการสิ้นพระชนม์ของทูลกระหม่อมมากมาย แต่หลังจากที่ได้รับทราบพินัยกรรมของกระหม่อมแล้ว ท่านชึ้นก็มิได้ทรงรับสั่งถึงสมเด็จพระปกเกล้าฯ อีกต่อไป” หม่อมมณีระบุ

พระราชมรดกในประเทศไทย

“การแบ่งพระราชมรดกของรัชกาลที่ 7 ในเมืองไทย ใช้เวลา 3 วัน เฉพาะที่ดินหลังวังศุโขทัย กับใจกลางเมือง 22 แปลงใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็จบสิ้น”

คือคำบันทึกของคุณหญิงมณี สิริวรสาร ซึ่งเป็นหม่อมในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต องค์ต้นราชสกุล “ศักดิ์เดช ภานุพันธ์” พระราชโอรสบุญธรรมในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และเป็นหม่อมใน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์ พระโอรสในสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

“หม่อมมณี” เล่าตอนหนึ่งว่า (การแบ่งพระราชมรดก) เป็นไปตามกฎหมายไทย คือแบ่งกันคนละครึ่ง ภาคลูกและภาคเมีย ซึ่งผู้ที่ได้รับ 2 ราย คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 กับหม่อมมณี ผู้แทนของพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ ในฐานะที่เป็นหม่อมในพระราชโอรสบุญธรรม ของรัชกาลที่ 7

การจับสลากส่วนแบ่งที่ดิน เกิดขึ้นที่วังศุโขทัย โดยมีการนำสลากโฉนดที่ดิน ใส่ไว้ในพานทอง และสลับกันจับระหว่างพระนางเจ้ารำไพพรรณี กับหม่อมมณี ที่ดินที่ต้องจับสลากมี 22 แปลง แต่เหลือ 20 แปลง เพราะ 2 แปลงที่อยู่ด้านหลังวังศุโขทัย พระนางเจ้ารำไพพรรณี ไม่ประสงค์ให้จับฉลาก จึงมีการแลกเปลี่ยนกับหม่อมมณี เป็นที่ดิน 10 ไร่ ที่ถนนเพลินจิต

ส่วนที่ดินอีก 20 แปลง ม.จ.อุปลีสาน ชุมพล ผู้จัดการผลประโยชน์และผู้จัดการพระราชพินัยกรรมของรัชกาลที่ 7 นำสลากที่เตรียมไว้ ถวายให้พระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงจับก่อน 10 ครั้ง เมื่อทรงจับแล้วสลากที่เหลือเป็นของหม่อมมณี

ที่ดินแปลงสำคัญ ถนนทรงวาด-ริมเจ้าพระยา

ส่วนของพระนางเจ้ารำไพพรรณี เช่น โฉนดที่ดินที่ราคาแพงที่สุด เป็นโฉนดที่ดินที่ถนนทรงวาด ตำบลราชวงศ์ ประมาณ 3 ไร่, ที่ดินที่คลองหลอด 10 ไร่ ติดกับโรงเรียนราชินี, ตึกใหญ่ที่ถนนเพชรบุรี

ส่วนของหม่อมมณี ได้ที่ดินคู่กับถนนทรงวาด 7 ไร่ ด้านที่เป็นโรงสีและตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา, ตึกแถวที่คลองหลอด 10 ไร่ ด้านที่ติดกับบ้านหม้อ, ตึกใหญ่ที่ถนนพญาไท (บ้านพระยาคธาธร) 1 ไร่ครึ่ง (ซึ่งมีผู้มาจำนองไว้กับพระปกเกล้าฯ) และที่เหลือเป็นที่ดินในพระนคร ก็ถูกจัดแบ่ง ในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน

ส่วนสังหาริมทรัพย์เครื่องเรือน ถ้วยชาม เครื่องแก้ว พระพุทธรูป เครื่องประดับในวัง เช่น กระถางต้นไม้ จิปาถะ ถูกพ่อค้าจีนจากบ้านหม้อตีราคาประมูล และนำเงินสดแบ่งให้สัดส่วนที่เท่า ๆ กัน ในส่วนหลังนี้ใช้เวลา 3 วัน

ที่ดินส่วนของ “หม่อมมณี” ปัจจุบันส่วนหนึ่งคือ อาคารมณียาเซ็นเตอร์ และโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ย่านราชประสงค์ บริหารโดย ม.ร.ว.ทินศักดิ์ ศักดิ์เดช ภานุพันธ์ ทายาทของหม่อมมณี และพระองค์เจ้าจิรศักดิ์

….

อ้างอิง : หนังสือ “ชีวิตเหมือนฝัน” คุณหญิงมณี สิริวรสาร, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2561

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดพระราชพินัยกรรม มรดก รัชกาลที่ 7 ที่ดิน 22 แปลงใจกลางกรุงเทพฯ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...