กลับจากแดนเซียนเพื่อมาไลฟ์สดขายผัก
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องแบบสโลว์ไลฟ์ เน้นให้ผู้อ่านเกาะติดชีวิตนางเอกและครอบครัวของเธอ ตลอดจนเผชิญช่วงชีวิตแห่งความรุ่งโรจน์ที่ผู้บำเพ็ญเซียนคนหนึ่งจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดได้
ดังนั้น จึงถือว่านิยายเรื่องนี้เป็นซีีรี่ย์ยาวเรื่องหนึ่ง
รีดจะพบว่า ในนิยายมีการตีแผ่มุมมองการใช้ชีวิตต่างๆ ทั้งของชาวบ้านชนบทและคนในเมืองมากมาย ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และรายละเอียดต่างๆ ที่ค่อนข้างลงรายละเอียดลึกมาก ทำให้การเดินเรื่องกว่าจะไปถึงจุดไลฟ์สดค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร แม้ชื่อเรีื่องจะมีคำว่าไลฟ์สด แต่ไรท์ตั้งใจให้นิยายเรื่องนี้มีส่วนอื่นๆ ที่จะทำให้รีดได้ร่วมตื่นเต้นไปกับมันเช่นกัน หวังว่าทุกท่านจะชื่นชอบและร่วมเป็นกำลังใจ สนับสนุนนิยายเรื่องนี้ด้วยนะครับ
…ขอบคุณที่ติดตามครับ…
ก๊อก ก๊อก…แนะนำจอดอ่านเงื่อนไขสักนิดก่อนเปิดตอนอ่านนะครับ
ขออนุญาตแจ้งเงื่อนไขการอ่านทั้ง 3 สายครับ รีดสามารถเลือกสายที่ตัวเองชอบได้ตามอัธยาศัยเลย…
1.สาย E-Book สายแรกนี้จะได้อ่านตอนอื่นๆ ก่อนใคร ทั้งได้อ่านก่อนตอนที่ติดเหรียญล่วงหน้า และแบบสายฟรีรายวัน โดยจำนวนตอนในสาย E-Book จะนำโด่งมากกว่าอีกสองสายที่เหลือตามลำดับ (อยู่ในช่วงจัดโปรลดราคา ถ้าหมดโปรแล้ว ราคาจะปรับขึ้นตามเดิม)
2.สายจ่ายเหรียญอ่านล่วงหน้า สายที่สองนี้ จะได้อ่านก่อนสายแบบฟรีรายวัน ซึ่งประโยชน์ที่เห็นเด่นชัดคือ รีดจะได้อ่านตอนแบบต่อเนื่องล่วงหน้าในจำนวนหนึ่ง ที่สำคัญ ภายหลังจากติดเหรียญถาวรรีดจะได้ตอนที่ซื้อไปแล้วมาครอบครองโดยไม่ต้องจ่ายซ้ำอีกครั้งตามเงื่อนไขของ Dek-D
3.สายฟรีรายวัน ไรท์จะเปิดให้รีดทุกท่านได้อ่านฟรี วันละ 1 ตอน โดยไม่ต้องจ่ายเหรียญใดๆ แต่เงื่อนไขคือ หลังจาก ปลดฟรีแล้วขอให้รีดเกาะติดตอนนั้นๆ รีบเข้ามาอ่านภายใน 3 วัน เพราะหากครบ 3 วันแล้ว จะทำการปิดตอนถาวรเพื่อติดเหรียญขายอีกครั้ง
ขอบคุณรีดทุกคนที่ล้วนสนับสนุน และเป็นแรงผลักดันให้นิยายเรื่องนี้ก้าวเดินไปด้วยกัน…
ขอให้มีความสุขกับการอ่านครับ
ขอบคุณครับ
“อ่อนโยนกับไรท์หน่อยนึงน้า…”
*** แจ้งเวลาอัพลงนิยายอย่างเป็นทางการครับ อัพเดท เวลา 01.00 น. , 01.05 น. ของทุกวัน
หากกำหนดการมีการแก้ไขจะแจ้งทุกท่านให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งหนึ่ง
ปล.นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจินตนาการของผู้เขียน ดังนั้นจึงอิงข้อมูลตามสารานุกรมเพียงบางส่วนเท่านั้น
ขอแวะโฆษณารูปเล่ม E-Book เล่มที่ 1 หน่อยนึง… ในที่สุดวันนี้ก็คลอดออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนใครที่รอคอยและถามไถ่อยู่เสมอก็สามารถช่วยซื้อสนับสนุนได้เลย คลิกที่นี่ (E-Book Dek-d) (E-Book MEB) เพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์มีแรงผลักดัน ซื้อยาดมยาหอมอดนอนปั่นนิยายกันต่อไป…
เล่ม 1 เทียบเท่ารายตอน ตอนที่ 1 - ตอนที่ 70
ในเล่มผู้อ่านจะเริ่มพบกับความมั่งคั่งของครอบครัวซ่ง กับการขายพืชบางชนิดที่ราคาสูงถึง 24,000 หยวนต่อกิโลตัวละครตัวสำคัญที่จับพลัดจับผลู เข้ามากลายเป็นคนในครอบครัวซ่งคนที่ 5 ผู้บริหารระดับสูงของมณฑล และเขตเทศบาลเมือง เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ถึงขั้นวางแผนขยายอุตสาหกรรมการเกษตร
*** เล่ม 2 กำหนดวางขายเดือนมิถุนายน
ข้าได้เดินทางกลับมาจากแดนเซียนแล้ว!
บนยอดเขาอินเยว่ทางด้านหลังภูเขา
เมฆคำรามก่อตัวรวมกัน เสียงคำรามครืนครั่นดังกึกก้อง
ซ่งถาน ผู้ฝึกตนแห่งนิกายถามเทียนในแดนเซียน ผู้มีรากวิญญาณทั้งธาตุน้ำและธาตุไม้ ได้ปลูกพืชวิญญาณบนภูเขาทางด้านหลังเป็นเวลานับร้อยปีแล้ว จนในที่สุดโอกาสที่รอคอยจะก้าวข้ามขีดจำกัดก็มาถึง!
แต่ทว่า ไม่คาดคิดว่าฟ้าจะผ่าขณะก่อร่างสร้างแก่นทองคำเพื่อบรรลุขั้นต่อไปจะรุนแรงเช่นนี้ ร่างกายของเธอถูกความโกรธเกรี้ยวจากผืนฟ้าผ่าจนแหลกละเอียด แม้แต่ดวงวิญญาณก็ยังแตกกระจาย ในยามเลือนลาง ซ่งถานกลับได้เห็นภาพมากมายที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าก่อนที่ร่างกายและวิญญาณของเธอจะสลายไป
รถยนต์หลายสิบคันพลิกคว่ำและชนระเนระนาดกลางถนน ทั้งเสียงชน เสียงเจ็บปวด เสียงร้องไห้ดังโอดครวญระคนหู รถยนต์ที่พลิกคว่ำน้ำมันไหลเป็นทางยาวบนสะพาน ผู้คนรอบข้างกำลังเคาะกระจกรถอย่างกระวนกระวาย ขณะที่ดวงตาของเธอพร่าเลือด ขยับไม่ได้ พูดไม่ออก
“ฮัลโล 119 ไหมคะ เกิดอุบัติเหตุรถชนกันเป็นแถวบนสะพานหนิงไห่…”
“ปัง!”
“ช่วยกันพาคนขับออกมาก่อน! เธอยังมีลมหายใจอยู่เลย”
“ขาเธอติดอยู่… ใครก็ได้มาช่วยกันหน่อยเร็วๆ”
“เฮ้ย! รีบหนีไป น้ำมันรั่วแล้ว ระวังจะระเบิด”
ซ่งถานมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างมึนงง ชั่วครู่หนึ่งเธอก็ยังไม่เข้าใจว่านี่คือ… มารในใจหรือไม่
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ มีหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ในรถ เธอรู้สึกผูกพันกับหญิงสาวผู้นี้อย่างลึกซึ้ง
แต่ทว่า ศีรษะของหญิงสาวเหมือนมีรอยแตกเลือดทะลักไหลซึมออกมาและอาบนองเต็มใบหน้า เธอค่อยๆ หลับตาลง ลมหายใจอ่อนเบาระทวยรวยริน ราวกับจะสิ้นใจในไม่ช้า ซ่งถานมองเห็นแสงวิญญาณบนร่างของหญิงสาวค่อยๆ จางหายไป ทั้งที่วิญญาณกำลังจะสลายไปในไม่ช้า แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เธอกลับสัมผัสได้ราวกับมีบางสิ่งที่เป็นกลุ่มก้อนพลังงานลึกลับดึงรั้งหญิงสาวไว้อยู่ จากนั้นวิญญาณที่ใกล้จะแตกกระจายของหญิงสาวก็จมดิ่งลงหายไปอย่างรวดเร็ว
ในความมึนงง จู่ๆ เด็กสาวผิวขาวดั่งหิมะก็ปรากฏตรงหน้าเธอ ดวงตาสีดำเป็นประกายจ้องมองกลับมายังซ่งถาน นัยน์ตาเต็มไปด้วยความยินดีและปลอบโยน “เธอกลับมาแล้ว? ”
หมายความว่าอย่างไร…
ซ่งถานถามเสร็จ ยังไม่ทันได้รับคำตอบ ก็เห็นร่างเด็กสาวผิวขาวพุ่งตรงเข้ามา เศษวิญญาณที่แตกสลายของทั้งสองคนหลอมรวมเข้าด้วยกันในพริบตา
ชาติก่อน ชาตินี้…
เธอจำได้แล้ว!
นี่ไม่ใช่มารในใจ!
แต่เป็นตัวเธอเองที่กลับมา! กลับมาจากแดนเซียน กลับมายังช่วงเวลาที่เธอใกล้จะตายในโลกปัจจุบัน!
นี่คือชาติก่อนของเธอ! เดิมทีเธอคือซ่งถานที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ จากนั้นก็สูญเสียความทรงจำและทะลุมิติไปยังแดนเซียน จากเด็กสาวในหมู่บ้านบนภูเขาอินเยว่ที่ฝึกฝนอย่างหนัก จึงได้เข้าสู่สำนักถามเทียน
เมื่อเวลาผ่านไปกว่าร้อยปี ฝึกฝนไม่หยุดยั้ง มุ่งมั่นอุตสาหะเพื่อจะได้ก้าวข้ามขีดจำกัด เพื่อปกป้องตัวเองให้รอดพ้นจากภัยอันตรายต่างๆ
ในที่สุดเธอก็กลับมา…
เธอคือซ่งถาน!
อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุจากรถที่ชนกันด้านหน้านั้นหนักหนาและรุนแรงมากเกินไป ร่างกายย่อมได้รับความเจ็บปวดจนสุดแสนจะทนไหว ในชาติที่แล้ว เธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนสิ้นใจ
แต่ไม่ ไม่ได้! ชาตินี้เธอจะตายไม่ได้เด็ดขาด
ซ่งถานพยายามดึงดูดพลังจิตวิญญาณที่เจือจางจากรอบๆ ตัวด้วยความยากลำบาก แปรเปลี่ยนมันเป็นพลังลมปราณเพื่อเร่งรุดซ่อมแซมร่างกาย
พลังลมปราณที่บางเบาพยายามไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายเธอ ฟื้นฟูอวัยวะภายในและร่างกายที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เธอใช้แรงที่เหลือเพื่อขยับเปลือกตาอันเลือนลางด้วยเลือด เพ่งมองสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะพลันพบกับใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชายหนุ่มหล่อเหลาคนหนึ่ง แต่เต็มไปด้วยเส้นเลือดขอดแทน
ใกล้เกินไป ซ่งถานมองเห็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มและขนตาหนาเป็นแพของเขา โดยเฉพาะไฝเล็กๆ ตรงหน้าผากที่อยู่ตรงกลาง ไม่เบี้ยวไม่เอียง
อีกฝ่ายกัดฟัน แต่ก็ยังคงเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
“อย่ากลัว! ผมกำลังจะพาคุณออกมา”
มีเสียงใครบางคนตะโกนอย่างสิ้นหวังด้านหลัง “รีบไป รีบไป ไฟไหม้แล้ว ไฟไหม้แล้ว”
“อดทนไว้! ”
ชายหนุ่มที่โอบกอดเธออยู่ส่งเสียงแผ่วเบา เหงื่อบนหน้าผากและแก้มไหลลงตามแนวกราม หยดลงบนใบหน้าของซ่งถาน ร่างกายของเธอถูกดึงกระชากไปข้างหน้าอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทั้งร่างกาย แม้แต่ดวงวิญญาณก็ราวกับถูกกระชากออกจากร่างอีกครั้งหนึ่ง
ในเสี้ยววินาทีถัดมา!
“ระเบิดแล้ว”
เสียงกรีดร้องรอบข้างดังขึ้นอย่างน่ากลัว!
“ตูม!”
ร่างอันหนักอึ้งถูกเหวี่ยงออกไปอย่างแรง เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว ตอนนี้ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
คล้ายหลับใหลไปนานพอสมควร เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็เห็นศีรษะของคนกลุ่มหนึ่งโผล่ชะเง้อออกมาจากขอบเตียง ผู้นำหน้าเป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งเดาว่าน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มแพทย์ ผมบางแต่ดวงตากลับแจ่มใส
“ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างครับคนไข้”
สายตาของซ่งถานเลื่อนลงไปที่ป้ายชื่อบนหน้าอกของเขา
รูปถ่ายใบหน้าที่ชัดเจนเป็นพิเศษ
โรงพยาบาลประชาชนมณฑลหนิงสาขาที่ 1
แพทย์ประจำ : จางหยวน
เธอจ้องมองป้ายชื่อนี้อย่างมึนงง ความทรงจำที่คุ้นเคยไหลเวียนอยู่ในใจ ในตอนนี้ เธอคือซ่งถานที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ในเงาอีกด้านก็ยังคงเป็นซ่งถานที่บำเพ็ญเซียนเจริญตบะมานับร้อยปีอีกด้วย
วิญญาณหลอมรวม ชาติก่อนและชาติปัจจุบัน อายุรวมกันก็ตกราวร้อยกว่าปี ในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของโรงพยาบาลลอยอบอวลอยู่ทั่วทุกหนแห่ง พลังลมปราณบางเบาเหมือนเส้นไหม เธอตั้งสมาธิแล้วท่องคาถาเซียนพึมพำวิชาหนึ่ง ครึ่งค่อนนาทีจึงมีพลังลมปราณสองสายไหลเวียนมาอย่างเชื่องช้า
ซ่งถานถอนหายใจด้วยความโล่งใจ แค่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ก็พอแล้ว
หากบำเพ็ญเพียรได้ก็สามารถปกป้องตนเองได้ แม้จะยังไม่พูดถึงเรื่องอื่น แต่แค่เฉพาะการปลูกพืชผักวิเศษมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีก็เลี้ยงดูตัวเองในโลกมนุษย์ใบนี้ได้แล้ว ซ่งถานมองไปยังแพทย์ที่รอคอยคำตอบของเธอ เธอขยับปากพูดออกมาอย่างติดขัดเล็กน้อย
"ยัง…ยังโอเคอยู่ค่ะ"
ผู้ช่วยแพทย์ทางซ้ายมือที่เพิ่งผ่านการทดลองงานหมาดๆ รับแฟ้มประวัติคนไข้จากหัวหน้าแพทย์ด้วยความสุภาพ ก่อนจะรีบหยิบปากกาขึ้นมาเขียนอักษรที่พลิ้วไหวราวกับมังกรหรือหงส์ที่กำลังร่ายรำ เลียนแบบการเขียนของแพทย์อาวุโสที่เขียนราวกับอักษรจากสรวงสวรรค์ พร้อมกับยิ้มอย่างเป็นมิตร
"ผลการตรวจของเราดีมากนะคะ คุณโชคดีมากเลยค่ะ! อุบัติเหตุรถชนเป็นแถว แต่คุณแค่หัวกระแทก อาจจะมีอาการกระทบกระเทือนทางสมองเล็กน้อย แต่ส่วนอื่นๆ ก็ดีหมดแล้วค่ะ"
"เฝ้าดูอาการอีกสักวันสองวันก็ออกได้แล้ว แต่ว่าที่เกิดเหตุมันวุ่นวายมาก มือถือในกระเป๋าของคุณก็เปิดไม่ติดด้วย แล้วก็บาดแผลของคุณไม่ได้รุนแรงมาก พวกเราเลยยังไม่ได้ติดต่อแจ้งญาติของคุณนะคะ"
ซ่งถานนึกถึงใบหน้าซื่อๆ ที่เหมือนกันเป๊ะๆ ของทั้งสามคน เธอเอามือลูบหัวอย่างไม่รู้ตัว นึกถึงเหตุการณ์ตอนเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาได้อย่างเลือนลาง จึงรีบถามขึ้นว่า
"ฉันจำได้ว่าตอนนั้นมีคุณผู้ชายคนหนึ่งช่วยฉันไว้ เขาเป็นยังไงบ้างคะ…"
ชาติที่แล้วตอนเกิดอุบัติเหตุ เธอหมดสติไปทันทีเลย จึงไม่รู้ว่ามีใครที่จะยอมเอาชีวิตเข้ามาช่วยเธอแบบชาตินี้หรือเปล่า แต่ผู้ช่วยแพทย์กลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน มีผู้บาดเจ็บที่ถูกส่งมาโรงพยาบาลนี้ทั้งหมดสิบแปดคนค่ะ จากที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงบอก คุณถูกผู้ชายคนหนึ่งดึงออกมาจากรถใช่ไหมคะ"
ซ่งถานพยักหน้า
แต่ผู้ช่วยแพทย์กลับลังเลอีกครั้งก่อนจะพูด "เขา…เขาไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตค่ะ เขาน่าจะไม่ใช่คนแถวนี้นะคะ เพราะเมื่อสักครู่ญาติก็เพิ่งจะพาตัวไปรักษาต่อที่อื่นไม่นานนี้เอง"
ซ่งถานโล่งใจ
"แล้วพอจะมีวิธีติดต่อเขาหรือญาติของเขาไหมคะ ฉันอยากจะเอ่ยขอบคุณต่อหน้า"
บุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้ เป็นบุญคุณของซ่งถานตอนอายุ 23 ปี และเป็นบุญคุณของซ่งถานที่บำเพ็ญเพียรในแดนเซียนมานับร้อยปีอีกด้วย แม้แต่ในโลกแห่งเซียน นี่ก็ถือเป็นบุญคุณที่ยิ่งใหญ่ต้องตอบแทนอย่างสุดความสามารถเช่นกัน
ผู้ช่วยแพทย์ส่ายหัว “ตอนนั้นผู้ชายคนนี้ช่วยไว้หลายคนมากค่ะ พอญาติมารับตัวก็รีบย้ายไปโรงพยาบาลอื่นเลย และยังบอกไม่ประสงค์ให้ข้อมูลติดต่อใดๆ ด้วยนะคะ”
ความหมายก็คือทางนั้นไม่ต้องการเปิดเผยช่องทางการติดต่อใดๆ สินะ
"แล้วไปโรงพยาบาลไหนคะพอจะทราบไหม"
"ไปโรงพยาบาลเหรินไห่ในเมืองหลวงค่ะ"
ซ่งถานพยักหน้า ไม่ได้ซักถามต่อ
เธอคิดว่า ตอนนี้ยังปรับตัวไม่เข้ากันดีกับที่นี่นัก ดังนั้นไว้รอรวบรวมพลังลมปราณเพื่อบำเพ็ญเพียรจนดีขึ้นมากแล้ว ค่อยลองสืบหาที่อยู่ของผู้มีพระคุณก็ยังไม่สาย
เหล่าแพทย์พากันเดินออกไป ซ่งถานรู้สึกไม่สบายใจนักกับอากาศที่ขุ่นมัวในปัจจุบันเลย บริเวณโดยรอบขาดแคลนพลังจิตวิญญาณมากเกินไป เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สถานที่ที่ดีสำหรับการบำเพ็ญเพียรเลยสักนิด
โดยไม่รู้ตัว เธอคลำใต้หมอนดูด้วยความเคยชิน กลับพบว่ามันว่างเปล่า..
กระเป๋าสตางค์คงถูกไฟไหม้ในอุบัติเหตุหมดแล้วสินะ รวมถึงเอกสารด้วย
เธอลองเปิดลิ้นชักหัวเตียงดู ก็พบโทรศัพท์ที่มีหน้าจอปริแตกอยู่จริงๆ ถึงแม้ไม่รู้จะยังใช้ได้อยู่ไหม แต่ก็ลองคลำเปิดเครื่องดูจนสำเร็จ เธอเปิดหน้าจอพลันพบว่ามีข้อความแจ้งเตือนสีแดง 99+ ที่มุมขวาบนของแอปสีเขียว ยังมีแอปสีน้ำเงินอีกแอปที่ส่งเสียงดังจนน่ารำคาญ ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดในทันที
สัมผัสที่หกของผู้บำเพ็ญเซียนอย่างเธอ มักช่วยให้หลีกเลี่ยงเรื่องเลวร้ายต่างๆ ได้มาหลายครั้งแล้ว ซ่งถานจึงคิดว่า ข้อความพวกนี้คงไม่ใช่เรื่องดีแน่! ไม่ดูดีกว่า! ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือเล่นโทรศัพท์มือถือต่างหาก นานมาแล้วกว่าร้อยปีที่เธอไม่ได้เล่นเลยนะ อดใจแทบไม่ไหว.. ดังนั้นเธอจึงเลื่อนนิ้วปัดลงส่งๆ เปิดแอปที่มีเครื่องหมายคล้ายโน้ตเพลง
‘เริ่มต้นชีวิตที่สดใส’
เปิดมาแล้วก็ขอดูสักหน่อย…
สวัสดีครับ อาหารมาส่งแล้วครับ
จ้องแล้วจ้องอีก!
การดูคลิปวิดีโอสั้นๆ มันทำให้ฉันมีความสุขมาก!
ที่แท้ชีวิตของมนุษย์คนธรรมดาก็มีอะไรน่าสนใจแบบนี้นี่เอง!
ซ่งถานอยากเล่นแบบนี้ไปอีกนานๆ โลกใบนี้ช่างมีอะไรน่าสนใจอีกเยอะแยะ ยิ่งหากสามารถมีความสุขแบบนี้ได้ตลอดไป โดยไม่ต้องบำเพ็ญตบะเซียนเลย…คงดีไม่น้อย
ไม่สิ ไม่ได้ๆ! เธอรีบไล่ความคิดน่ากลัวนี้ออกจากหัวตัวเอง เธอห้ามหลงละเลยการบำเพ็ญเพียรโดยเด็ดขาดนะ
…แต่ถ้ายืดหยุ่นนิดหน่อย เช่น หากเปลี่ยนจากการเคร่งครัดเป็นการบำเพ็ญเพียรให้ช้าลงกว่านี้สักนิด ยังอาจจะมีความพอเป็นไปได้อยู่บ้าง เพราะอย่างไรตอนนี้เธอก็แทบไม่มีพลังลมปราณหลงเหลืออยู่แล้วนี่ การบำเพ็ญตบะมากมายอย่างไรก็คงได้ผลลัพธ์ที่น้อยไม่เต็มประสิทธิภาพนัก ดังนั้นจึงไม่น่าคุ้มค่าเท่าไหร่
ซ่งถานพิจารณาการตัดสินใจของตัวเอง ก็ปลอบใจว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า "โรคผัดวันประกันพรุ่ง" แต่น่าจะเป็นลางสังหรณ์จากวิชาเซียนที่บอกเธอว่า ‘มันไม่เหมาะสม’ ต่างหาก
สรุปแล้ว เธอคำนวณด้วยนิ้วมือก็พบว่าตอนนี้คือช่วงเวลาที่ดีสำหรับ…การเล่นโทรศัพท์!
เพียงแต่หน้าจอมันแตกเยอะไปหน่อย…
ในวินาทีต่อมา โทรศัพท์ก็มีสายเรียกเข้า
"ซ่งถาน! งานนำเสนอที่ให้ทำอยู่ไหน! ทำไมยังไม่ส่งมาให้ฉันอีก? "
งานนำเสนอคืออะไร? ใครโทรมาเนี่ย?
เธอหวนนึกถึงความทรงจำในหัวเมื่อชาติที่แล้ว ก็พบว่าตัวเธอในชาติก่อนก็เพราะว่าเจ้านายจู่ๆ ต้องการงานนำเสนออยู่นี่ไง จึงทำให้เธอต้องรีบร้อนนั่งแท็กซี่ไปยังบริษัทช่วงเวลาค่ำคืนดึกดื่น ใครจะรู้ว่ารถยังไม่ทันขึ้นถึงกลางสะพานหนิงไห่ ก็พลันเกิดอุบัติเหตุชนกันเป็นทอดๆ กลายเป็นโศกนาฏกรรมตัดสินชีวิตเธอแล้ว
"และวันนี้ทำไมไม่มาทำงาน! ขาดงานหนึ่งวันหัก 500 ถ้ามีครั้งต่อไป ฉันเลิกจ้างเลยนะ! "
ถึงตอนนี้ซ่งถานจะยังนึกไม่ออก แต่ไม่เป็นไร เธอเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาแล้ว แค่ดูจากชุดที่ใส่อยู่ก็รู้แล้วว่า เงินเดือนจะเดือนละกี่หยวนกันเชียว?!
ซ่งถานขยี้ขมับ หายใจเข้าลึกๆ พยายามนึกถึงงานโอทีล่วงเวลาที่ไม่มีวันจบสิ้นของบริษัทนี้ในความทรงจำ ความปรารถนาที่อยู่ในใจลึกๆ ก็ยิ่งกระตุกมากขึ้น
ฉันอยากกลับบ้าน
อยากอยู่กับพ่อแม่และน้องชาย
ไม่อยากทำงานแล้ว
ความคิดนี้รุนแรงมากจนทำให้ซ่งถานตัดสินใจได้ในทันที
"นายจ้างใช่ไหมคะ รอฉันก่อนนะ! กำลังรีบไปบริษัทค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงโมโห ตั้งใจประชดประชันอีกฝั่งในสาย
หนิงเฉิงเป็นเพียงเมืองธรรมดาๆ เมืองหนึ่ง ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโครงพื้นฐานจนดูโทรมไปหมด ส่วนสะพานหนิงไห่นั้นเป็นสะพานที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อเอาไว้เชื่อมต่อดินแดนเหนือและใต้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานแต่ละวันของเธอไม่น้อย แต่ในเวลานี้เธอกลับต้องยอมนั่งแท็กซี่ไปถึงบริษัท ด้วยค่าโดยสาร 60 หยวน
โดยปกติแล้วเธอไม่เคยคิดนั่งแท็กซี่เลยสักครั้ง แต่วันนั้น เจ้านายบอกว่าต้องใช้งานนำเสนอนี้อย่างเร่งด่วน เธอก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีงานอื่นที่ต้องรีบกลับมาทำอยู่ จึงตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปอย่างฟุ่มเฟือย
ใครจะรู้…ว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น
พอจะออกจากโรงพยาบาลครั้งนี้ โทรศัพท์มือถือที่หน้าจอแตกไม่เป็นท่าก็ยังใช้งานได้อยู่บ้าง ซ่งถานจึงลองสแกน QR CODE อย่างไม่ค่อยชำนาญนัก ก่อนจะเรียกแท็กซี่โดยไม่ลังเล จากนั้นจึงขึ้นสะพานหนิงไห่อีกครั้ง
หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง เธอก็มาถึงบริเวณด้านล่างของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย
‘อย่าคิดมากไปเลย ไม่ใช่บริษัทใหญ่โตอะไรหรอก’
ซ่งถานเป็นเพียงบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยระดับสองทั่วไป ที่ดิ้นรนมาจากชนบท ทำให้บริษัทใหญ่ๆ ไม่มีทางรับเข้าทำงานแน่นอน สุดท้ายก็เลยมาจบลงที่นี่ ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้เช่าพื้นที่อยู่ชั้นสามของอาคารตรงหน้าเธอ ทำงานรับจ้างทั่วไป
เธอเรียนจบสาขาการเงินที่เป็นที่ต้องการของตลาดมากมายในช่วงนั้น แต่ก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก จึงคิดแต่เพียงสมัครงานที่ไหนได้ก็สมัครๆ ไปเถอะ ยิ่งนึกย้อนไปถึงตอนที่เธอเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ พอได้ฟังเรื่องเพ้อฝันที่ฝ่ายบุคคลยกยอปอปั้นเสียเว่อร์วังอลังการ เล่าให้ฟังแบบงงๆ แล้วเธอก็เชื่อแบบมึนๆ จนสุดท้ายก็ได้บริษัทนี้มาทำงาน หลังจากที่ถูกสังคมรอบข้างในบริษัทเอารัดเอาเปรียบจนเคยชินแล้ว ตอนนี้เธอก็ยังรั้งตำแหน่งทำหน้าที่เป็นนักวางแผน นักการตลาด ช่างตัดต่อ และช่างโฆษณา รวมถึงช่างซ่อมหม้อกระทะไห ที่สามารถทำได้ทุกอย่าง เป็นพนักงานยอดเยี่ยมแห่งปี
เธอทำงานเหมือนร้านสะดวกซื้อที่เปิดบริการทุกวัน 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน ขอแค่มีงานเข้ามา แม้ต้องคลานมาก็ต้องทำให้ได้ในช่วงวันหยุด
เงินเดือนก็ไม่ได้สูงไปกว่าค่าแรงขั้นต่ำเท่าไหร่นัก ราคาเฉลี่ยค่าครองชีพทุกวันนี้ยังอยู่ที่หนึ่งหมื่นห้าพันหยวนต่อคน ขณะที่เงินที่ซ่งถานเช่าบ้าน แม้จะเป็นบ้านเก่าที่แบ่งมาจากเขตที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่ผิดกฎหมายและมีขนาดเล็กเพียงยี่สิบตารางเมตร แต่ก็ยังต้องจ่ายเกือบ 2,000 หยวนต่อเดือน
ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าของใช้ในชีวิตประจำวัน… ที่เหลือก็เก็บออมไว้ทั้งหมด
หลังจากจ่ายเงินค่าเช่าห้องของเดือนนี้ไปแล้ว ซ่งถานก็ยังถอนหายใจ "เงินฝากยังเหลืออยู่หกหมื่นกว่าหยวน เยอะเหมือนกันแฮะ" นึกไม่ถึงเลยว่าชาติที่แล้วเธอจะเป็นสาวประหยัดขนาดนี้
กระทั่งบ่ายแก่ๆ ในพื้นที่สำนักงานของบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งก็อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารที่ปะปนกันไปหมด หญิงสาวคนหนึ่งในบรรดาเพื่อนร่วมงานก็ยื่นมือมาทักทายเธอ "ถานถาน เมื่อเช้าเธอไปไหนมา กินข้าวยัง?"
จริงๆ เธอจำชื่อไม่ได้แล้ว แต่ซ่งถานก็เดินเข้าไปอย่างเงียบๆ และเห็นป้ายชื่อของอีกฝ่าย
หั่วเสวี่ยอิง
มองไปที่ข้าวหน้าเป็ดในกล่องอลูมิเนียมของอีกฝ่าย กลิ่นหอมของอาหารปะปนกับกลิ่นอับ ทำให้เธอรู้สึกเหม็นอย่างบอกไม่ถูก
"เมื่อคืนเกิดอุบัติเหตุรถชน เพิ่งออกจากโรงพยาบาล"
หั่วเสวี่ยอิงตักไข่เจียวออกมาจากกล่อง
"อ้า… อ้าปากสิ เดี๋ยวฉันป้อนให้! "
"โรงพยาบาลให้กลับบ้านแสดงว่าอาการคงดีขึ้นแล้ว… แบบนี้ไอ้หัวหน้าจอมขูดรีดก็คงไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยให้เธอน่ะสิ… ยังไงก็ช่าง เอาเป็นว่าเธอไปนอนโรงพยาบาลต่อสักสองวันเถอะ! รีบกินไข่ซะ จะได้แข็งแรง"
ท้องของซ่งถานก็ร้องประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียง
แม้ว่าท่าทางจะดูสนิทสนมไปสักหน่อย แต่หั่วเสวี่ยอิงก็ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนที่ดีของเธอจริงๆ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอ้าปากออกและกัดเข้าไปเบาๆ
เมื่อฟันประกบกัน ในทันใดนั้น กลิ่นแปลกๆ ก็แผ่ซ่านไปทั่วในปาก… กลิ่นหอมของไข่เจียว แต่คละด้วยสิ่งเจือปนในอาหาร ความเข้มข้นของน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีกลิ่นเหม็นที่บอกไม่ถูกอีกด้วย ในเสี้ยววินาทีนั้นก็ทำให้เธอเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาทันที คลื่นไส้ขึ้นมาในท้อง
อาหารแบบนี้เหรอ? ไม่ต้องพูดถึงการยกระดับการบำเพ็ญเพียรหรอก กินไปนานๆ ร่างกายก็เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก อย่าว่าแต่เธอจะก้าวเข้าสู่ระดับเซียนขั้นแก่นทองคำเลย แค่จะก้าวเข้าสู่ระดับธรรมดาทั่วไปยังยากเลย
ซ่งถานอดทน อดกลั้นแล้วอดกลั้นอีก ก่อนจะกลืนไข่คำเล็กๆ นั้นลงไป
หั่วเสวี่ยอิงยังรอป้อนไข่คำที่สองให้เธออยู่ นึกสงสารซ่งถาน เด็กสาวผู้ประหยัดอดออมทุกวัน ทั้งยังเชื่อฟังและนิสัยดี ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง เธอก็รู้สึกอยากให้ความช่วยเหลือบ้าง
แต่ซ่งถานกลับส่ายหัว "ไม่กินแล้ว รู้สึกว่ารสชาติมันแปลกๆ "
ไม่มีความอร่อยเลย…
หั่วเสวี่ยอิงไม่ลังเลที่จะเก็บไข่กลับมาและกัดกินไปครึ่งหนึ่ง "แปลกตรงไหน! จานละ 25 หยวนเลยนะ!"
"แต่ก็จริงที่ว่าไม่อร่อยเท่าอาหารที่บ้าน แม่ฉันบอกว่าอาหารตามสั่งรสชาติไม่น่ากินทั้งนั้น มีแต่รสชาติน้ำมันและซอสถั่วเหลือง"
ซ่งถานลูบหน้าท้อง เธอก็หิวเหมือนกัน
เมื่อคืนจนถึงเช้าวันนี้ เธอยังไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้ถึงได้รู้สึกตัวว่าตัวเองก็เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องกินอาหารเหมือนกัน เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "หรือเป็นเพราะวัตถุดิบอาหารก็ไม่รู้นะ? งั้น… ฉันลองสั่งอาหารแบบอื่นดูดีกว่า"
พลังลมปราณเธอยังขาดแคลน ส่วนผสมอาหารก็มีสิ่งสกปรกเจือปนมากเกินไป เธอจึงต้องใช้เวลาเลือกในแอปสั่งอาหารอยู่นานพอสมควร
หั่วเสวี่ยอิงไม่สนใจ กลับพูดต่อไปเรื่อยๆ "งานนำเสนออะไร? เมื่อวานเหมือนได้ยินเธอพูดว่าทำไปแล้วครึ่งหนึ่งนี่นา เธอไปเปิดคอมดูอีกรอบสิ เดี๋ยวฉันช่วย”
เมื่อนึกถึงรสชาติไข่แปลกๆ ของหั่วเสวี่ยอิงเมื่อครู่ คราวนี้เธอจึงหันไปมองอาหารที่ราคาแพงกว่าบ้าง
แบบนี้วัตถุดิบที่ใช้มันจะดีกว่าใช่ไหม?
ระหว่างรออาหารตามสั่ง ซ่งถานก็ตอบเธอว่า "เจ้านายบอกฉันให้ทำงานนำเสนอเรื่อง…."
เธอนึกไม่ออก เพราะช่วงเวลาที่จากมามันนานเหลือเกิน เธอไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ
ซ่งถานเดินไปที่โต๊ะทำงานเล็กๆ ของเธอ เปิดคอมพิวเตอร์ช้าๆ เปิดหาไฟล์ที่ทำค้างไว้บนเดสก์ท็อป รูปภาพ ข้อความ รูปแบบ เธออ่านอย่างละเอียดและตั้งใจ
แต่งานที่ฉันทำค้างจากชาติที่แล้วไว้ล่ะ? ที่เหลือมันอยู่ตรงไหนหมด?
เปิดโฟลเดอร์อื่นๆ ต่อไป แน่นอนว่าไม่มีโฟลเดอร์ไหนเลย
ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ชาติที่แล้วลำบากมามากพอแล้ว ชาตินี้ชีวิตเธอคงไม่ซวยซ้ำซ้อนต้องทำงานหนักแบบชาติก่อนอีกหรอก
แต่ในเวลานี้ ที่หน้าออฟฟิศพลันมีเสียงตะโกนดังก้องว่า "สวัสดีครับ อาหารมาส่งแล้ว! "
กลับบ้านนอกไปทำไร่กันเถอะ
ซ่งถานได้สติแล้วรับอาหารกล่องของเธอมา นี่คืออาหารชั้นเลิศจากร้านอาหารที่มีรีวิวมากถึง 5 ดาว แต่ราคาก็สูงถึง 188 หยวน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดกล่องออกมา กลิ่นอาหารและกลิ่นเหม็นอับก็ปะปนคลุ้งจมูกเธอราวกับเป็นอาหารที่ไม่เคยทานมาก่อน ซ่งถานรู้สึกคลื่นเหียนในท้อง ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ทานไม่ลง จังหวะนั้นเอง เจ้านายหัวหน้างานเธอที่ชื่อว่า "หวังปาผี" ก็เดินเข้ามา พอเห็นเช่นนั้นเขาก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทันที
"ซ่งถาน! เธอยังมีอารมณ์มานั่งกินข้าวอีกเหรอ งานนำเสนอที่ฉันสั่งไปล่ะ บอกแล้วนะว่าถ้าส่งไม่ทันก่อนบ่ายสองก็เตรียมลาออกไปได้เลย! "
ซ่งถานลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน เธอจำได้แล้วว่าลืมอะไรไป! เธอกำลังจะมาลาออกนี่นา!
"ได้ งั้นให้ HR โอนเงินเดือนที่เหลือฉันให้ตรงเวลาด้วย ฉันจะลาออกและกลับบ้านต่างจังหวัดตอนนี้เลย!"
ทั้งสำนักงานตกตะลึง เมื่อเห็นว่าซ่งถานเริ่มเก็บของแล้ว หวังปาผีก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความสับสนและน้อยใจ
"ฉัน… ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะ…" พนักงานที่ทั้งขยัน อดทน มีความสามารถ และค่าจ้างถูกแบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ
หั่วเสวี่ยอิงที่กำลังกินข้าวอยู่ ก็ต้องรีบหยุดกินทันทีแล้วเดินเข้ามาเพื่อห้ามปรามซ่งถานด้วยความร้อนลน เธอบอกเพื่อนว่าไม่ให้ใช้อารมณ์ชั่ววูบ เพราะสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ค่อยดี หางานใหม่ก็ไม่ง่ายนัก แต่แล้วเธอก็เห็นผมอีกข้างของซ่งถานที่ถูกตัดจนบางทั้งหย่อมและมีผ้าพันแผลแปะอยู่ เธอรู้สึกน้อยใจแทนซ่งถานขึ้นมาทันที
"ก็ไปสิ! ถานถาน ฉันจะช่วยเธอเก็บของเอง เธอพักผ่อนให้หายดีที่ห้องก่อนนะ ฉันเลิกงานแล้วจะไปช่วยเธอ!"
ประโยคที่ซ่งถานพูดเมื่อครู่คือความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในใจของเธอมานานหลายปี เมื่อพูดประโยคนั้นออกไป ภาพความทรงจำเกี่ยวกับภูเขาสีเขียว น้ำใสๆ แม่ไก่ที่ร้องกุ๊กๆ และหมูอ้วนที่ร้องฮึดฮัดก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว เธอไม่รู้ว่าหมูที่บ้านนอกจะมีสารพิษหรือไม่ แต่ก็ต้องดีกว่าหมูในเมืองแน่ๆ ในตอนนี้ เธอแทบจะรอไม่ไหวที่จะกลับบ้านแล้ว
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆ ตอนกลับเดี๋ยวฉันเรียกรถแท็กซี่มาขนของเอง แล้วก็จะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดเลย"
คราวนี้ หั่วเสวี่ยอิงถึงกับอึ้งไปชั่วครู่
ซ่งถานเก็บของได้อย่างรวดเร็วมาก ความยากลำบากทั้งสองชาติที่เธอตรากตรำมานาน ทั้งหมดนั้นก็เพื่อให้เธอมีชีวิตที่ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ตัวเธอมีวิชาเซียนติดตัวแล้ว กลับบ้านไปพึ่งพาตัวเองไม่สบายกว่านี้หรือยังไง
จากบริษัท เธอกอดกล่องลังเก็บของขึ้นแท็กซี่กลับไปที่ห้องเช่าด้วยความเร่งรีบ
ห้องเล็กๆ ขนาด 20 ตารางเมตร มีเสื้อผ้าแขวนอยู่ริมหน้าต่าง บนโต๊ะวางหนังสือกองเป็นตั้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเอกสารพวกคู่มือเรียนรู้เกี่ยวกับงานทั้งนั้น บนเตียงขนาด 1.2 เมตร ยังคงมีรอยยับของผ้าปูที่นอนยุ่ยๆ ซึ่งเก่าโทรมมากแล้ว ซ่งถานมองแล้วก็อดนึกถึงความประหยัดของตัวเองในอดีตไม่ได้
เธอถอนหายใจเงียบๆ ก่อนจะหยิบกล่องกระดาษที่ยังไม่ได้ทิ้งออกมา ใส่ของใช้จำเป็นง่ายๆ ลงไป แล้วก็ถอดเครื่องนอนสี่ชิ้นจากหมอนและเตียง เสื้อผ้าหนึ่งกล่อง รองเท้าสามคู่
หมดแล้ว
เธอจัดการอะไรๆ เสร็จ ก่อนจะโทรเรียกเจ้าของหอเพื่อแจ้งย้ายออก ผลปรากฏว่าเงินมัดจำก็ไม่ได้รับคืน แต่เงินค่าเช่าที่เหลือคืนให้ทั้งหมด คำนวณแล้ว ตอนนี้เธอยังมีเงินอยู่หกหมื่นสามพันห้าร้อยหยวน คำนวณเสร็จเธอก็พูดกับตัวเองในใจ
กลับบ้านนอกกันเถอะ!
รถไฟความเร็วสูง รถแท็กซี่ รถสาธารณะอำนวยความสะดวกที่ช่วยประหยัดเวลาทั้งหลาย ปกติก็ยังต้องใช้เวลารวมแล้วกว่าสี่ชั่วโมงจึงจะถึงจุดหมายที่เป็นบ้านต่างจังหวัดเธอได้ แต่ซ่งถานในเวลานี้เธอไม่สนใจ ยอมเสียเวลามากขึ้นไม่ใช้รถอำนวยความสะดวกพวกนั้น แต่กลับนั่งรถไฟต่อรถบัสไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ เธอก็เข้าใกล้เป้าหมายซึ่งเป็นบ้านต่างจังหวัดเธอแล้ว แม้จะใช้เวลาช้ากว่าเดิมห้าถึงหกชั่วโมง แต่ก็มีความสุขดี
มองไปที่ลำธารที่ไหลเอื่อยๆ อีกฝั่งของถนน สูดอากาศที่ต่างจากในเมือง ถึงแม้จะยังขุ่นอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร ในที่สุดเธอก็หลุดพ้นจากสภาพที่ลังเลใจ บนถนนบนเนินเขาไกลๆ มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งมาพร้อมเสียงเครื่องยนต์ดังแต่ไกล ลงเนิน ผ่านทุ่งหญ้าทั้งสองข้างทาง แล้วก็มาจอดอยู่ตรงหน้าเธอ
ชายร่างเล็กผิวคล้ำมองเธอ ใบหน้าบ้านๆ ยิ้มขึ้นมา
“ถานถาน หยุดงานแล้วเหรอ?”
ชายวัยกลางคนลงจากรถแล้ววางกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ไว้ที่ตะแกรงเหล็กด้านหลังรถมอเตอร์ไซค์ จากนั้นก็ใช้เชือกหนังยางมัดหลายๆ รอบแล้วจึงเขย่า จากนั้นจึงพูดว่า
“ขึ้นรถ พ่อจะพากลับบ้าน แม่กำลังปิ้งมันเทศอยู่ที่บ้าน เมื่อวานพ่อตกปลาได้ปลาตะเพียนมาให้แกตุ๋นด้วยนะ อ้าว..แล้วนั่นหัวแกเป็นอะไร?”
นี่คือพ่อของเธอ ซ่งซานเฉิง
ซ่งถานได้ยินแบบนั้น น้ำตาก็คลอในดวงตาเมื่อมองไปยังผู้ชายธรรมดาบ้านๆ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยเธอผู้นี้ เธอพยายามยิ้มแล้วแกล้งทำเป็นลูบหัวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร หนูชนอะไรนิดหน่อยตอนเลิกงาน แต่บริษัทฯ เพิ่งให้ชดเชยวันหยุดโอทีมาก็เลยอยากกลับบ้านมาพักผ่อนดีกว่า”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องพัก ไม่งั้นจะกลายเป็นโรคเรื้อรังตั้งแต่อายุยังน้อยได้นะถานถาน”
กดคันสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์แรงๆ สองสามครั้ง จากนั้นเสียงเครื่องยนต์ก็ดังคำรามไปทั่ว ซ่งถานหันหลังคว้าที่จับด้านหลังมอเตอร์ไซต์อัตโนมัติ แล้วก็รับรู้ถึงกลิ่นอากาศบริสุทธิ์ที่โชยมาปะทะใบหน้า
ขึ้นเขา เลี้ยวโค้ง เริ่มมีต้นไม้หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ในฤดูหนาวก็ยังมองเห็นภูเขาและป่าสนที่เขียวขจี
นี่คือบ้านเกิดของเธอ เมืองหยุนเฉิง อำเภอชิงซี หมู่บ้านหยุนเฉียว บ้านเกิดที่รายล้อมด้วยภูเขาและสายน้ำ มีฤดูกาลที่ชัดเจน
นี่คือชีวิตใหม่ของเธอ..
รถมอเตอร์ไซค์แล่นขึ้นเขาและลงเขามาสิบกว่านาที ในที่สุดก็เข้าใกล้หมู่บ้านเสียทีหลังจากลงเนินยาวๆ
หมู่บ้านหยุนเฉียวตั้งอยู่ในหุบเขา แม้จะมีถนนเชื่อมต่อหมู่บ้านและรถประจำทางวิ่งวันละครั้ง แต่การเดินทางออกไปข้างนอกก็ยังคงไม่ค่อยสะดวกนัก เนื่องจากถนนบนภูเขาที่คดเคี้ยวก็ยังคงเป็นอุปสรรค จนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านน้อยลงเรื่อยๆ
คนชราค่อยๆ แก่ตายไปตามอายุ ส่วนคนหนุ่มสาวต่างก็อพยพเข้าเมืองใหญ่กันหมด ทำให้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ นับคร่าวๆ ตอนนี้ก็มีไม่ถึง 30 ครัวเรือนในบริเวณโดยรอบแล้ว
แต่แล้วอย่างไรล่ะ นักบำเพ็ญเพียรก็เคยอยู่ในป่าลึกมาเช่นเดียวกัน บางครั้งบำเพ็ญตบะหลายเดือนหลายสิบปี ดังนั้นมีคนหรือไม่มีคนก็ไม่สำคัญ
ซ่งถานลงจากรถมอเตอร์ไซค์แล้วรู้สึกได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในร่างกายของเธอ นั่นมาจากรากวิญญาณ ความผันผวนนี้ แสดงให้เห็นว่าป่าเขาที่ลึกเข้าไปนั้นเหมาะแก่การฝึกตนจริงๆ เมื่อนึกถึงความสามารถของตัวเองหลังจากฟื้นฟูพลังปราณแล้ว ซ่งถานก็ยิ่งมั่นใจในอนาคตมากขึ้น
พลังปราณแห่งโลกเซียนนั้น เธอมีรากวิญญาณทั้งสายธาตุน้ำและธาตุไม้ นั่นทำให้เธอสามารถฝึกฝนวิชาเซียนทั้งสองสายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด แต่หนทางสู่สวรรค์นั้นยากลำบาก การก่อร่างสร้างแก่นทองคำนั้นยากเย็นแสนเข็ญ หากไม่สามารถผ่านด่านนั้นได้ ในแวดวงผู้บำเพ็ญเซียนด้วยกันก็ย่อมไม่ยอมอ่อนข้อให้เธอ เธอก็จะไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองได้ เพราะผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอดเสมอ
เพื่อแสวงหาโอกาสในการพัฒนาการบำเพ็ญเซียน ซ่งถานจึงปลูกต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ภูเขาหลังกระท่อมในโลกเซียนเป็นเวลาหลายร้อยปี สัมผัสถึงความเป็นความตาย ความรุ่งโรจน์และความเสื่อม ความหนาวเหน็บและสายฝน ความอบอุ่นของแสงแดดและน้ำค้างยามเช้าอย่างพิถีพิถัน
ปัจจุบันโชคดีได้ชีวิตใหม่แล้ว ดังนั้นเมื่อกลับไปชนบท เธอก็ไม่ได้ขออะไรมาก นอกจากแค่ปลูกสิ่งที่ตัวเองเคยกินได้ก็พอ ความสามารถในการใช้พลังปราณหล่อเลี้ยงต้นไม้และพืชพรรณนั้นแทบจะกลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว มันกลายเป็นเรื่องกล้วยๆ สำหรับเธอ อาหารในโลกมนุษย์นี้มีสิ่งสกปรกเจือปนอยู่มาก เธอแทบจะกลืนไม่ลงเลย!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ท้องที่ไม่ได้กินอะไรมาทั้งวันก็ยิ่งหิวโหย กลิ่นหอมก็โชยมาแตะจมูก
หญิงร่างท้วมเตี้ยก็เดินออกมาจากห้องครัวอีกด้านของบ้าน
“ถานถาน เย็นนี้หนูอยากกินอะไร แม่ต้มซุปปลาเก๋าไว้แล้ว แล้วก็จะผัดไข่ให้หนูด้วย หนูชอบกินไข่ไม่ใช่เหรอ ไก่แม่ฆ่าไม่ทันแล้ว พรุ่งนี้แม่จะทอดให้ใหม่นะ โซ่งเอ๋ย ไปถอนผักชีมาสองกำ เดี๋ยวจะใส่ในซุปปลา”
ผักชีและต้นหอม ครอบครัวของซ่งถานชอบกลิ่นนี้กันทั้งบ้าน
ซ่งถานมองอู่หลานแม่ของเธอแล้วก็ยิ้ม “ใส่ผักชีดอยเพิ่มอีกสองกำด้วยนะ ที่หนิงเฉิงไม่เคยใส่ของแบบนี้เลย หนูคิดถึงมานานแล้ว”
คนในเมืองหยุนเฉิงของพวกเขานิยมใส่ของแบบนี้เวลาทำซุปปลากัน กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ซ่งถานเพิ่งรู้หลังจากไปทำงานที่หนิงเฉิงว่า “ผักชีดอย” มีชื่อที่คนในเมืองนิยมเรียกกันว่าผักชีฝรั่ง คนที่นั่นดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบกินกัน
อู่หลานหัวเราะออกมา “ร้านอาหารในเมืองจะทำอาหารใส่ผักชีดอยแบบนั้นได้ยังไง แต่ช่วงหน้าหนาวแบบนี้จะไปหาได้ที่ไหน เอาเป็นผักชีอย่างเดียวก็ได้มั้งถานถาน”