โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กรุงศรี คาด “เงินบาท” แข็งค่าไม่เท่าอดีตแล้ว ชี้เริ่มเห็นรอยร้าวในสถานะ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยหลังโควิด19

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.ค. 2567 เวลา 17.02 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2567 เวลา 10.02 น.

กรุงศรี ระบุเริ่มเห็นรอยร้าวในสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เป็นความหวังพื้นฐานสุดท้ายที่แข็งแกร่ง หลังผ่านวิกฤตโควิด 19 โดยมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง พบเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดไทยกว่าแสนล้านบาทสูงกว่าประเทศอื่น โดยคาด “เงินบาท” ยากที่จะกลับไปแข็งค่าได้เท่าเดิมแล้ว

11 ก.ค. 2567 นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อํานวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประมาณการค่าเงินบาทในไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 จะผันผวนในกรอบ 34.50-36.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐอย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดท่ามกลางศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ขาดความโดดเด่น กระแสเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง รวมถึงประเด็นความท้าทายจากทิศทางการค้าโลกในระยะถัดไป

“เงินทุนต่างชาติในตราสารสกุลเงินบาท ณ วันที่ 8 ก.ค. 2567 พบว่ามีการไหลออกจากตลาดหุ้นไทยแล้ว 117,493 ล้านบาท และในตลาดตราสารหนี้ไทย 76,838 ล้านบาท โดยเป็นการไหลออกจากตลาดไทยมากกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอการไหลออกลงบ้าง”

นางสาวรุ่ง กล่าวอีกว่า ได้ตั้งข้อสังเกตไปไกลกว่าสถานการณ์เชิงวัฏจักร ว่า แม้การกลับมาของนักท่องเที่ยวหลังวิกฤติโรคระบาดจะช่วยพยุงเงินบาทไม่ให้อ่อนค่ารุนแรงกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง สัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่ำ แต่สถานะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ที่เป็นความหวังพื้นฐานสุดท้ายที่แข็งแกร่งก็เริ่มเห็นรอยร้าวหลังผ่านวิกฤตโควิด 19 จากเดิมที่ไทยเคยเกินดุลฯปีละหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันมีโอกาสที่ไทยจะเกินดุลไม่ได้เท่าเดิมอีกแล้ว ซึ่งกรุงศรีคาดว่าในปี 2567 ไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยสิ่งที่ทำให้ไทยไม่สามารถเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้มากเท่าอดีต เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ปรากฏให้เห็นหลังผ่านวิกฤต อย่างไรก็ตาม หากปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งจุดรั้งขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไม่ได้รับการแก้ไข ระดับการเกินดุลอาจโน้มต่ำในระยะยาว และบั่นทอนภูมิคุ้มกันค่าเงินบาทในที่สุด

“ณ สิ้นปี 2562 เงินบาทแข็งค่าขึ้น 18% เทียบกับสิ้นปี 2558 แต่สถานการณ์พลิกผันจากโรคระบาดและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เห็นรอยร้าวของสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย และโอกาสที่จะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าได้เท่าอดีตมีน้อยลงไป”

ทั้งนี้นักกลยุทธ์กรุงศรี โกลบอลมาร์เก็ตส์ ประเมิน ว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เงินบาทอ่อนค่าลงขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ รับมือกับภาวะดอกเบี้ยสูงได้ดีเกินคาด เมื่อมองไปข้างหน้า คาดว่าสัญญาณชะลอตัวของเงินเฟ้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะชัดเจนมากขึ้น เอื้อให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ตัดสินใจเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายไตรมาสสามของปีนี้เป็นต้นไป มุมมองอัตราแลกเปลี่ยนอยู่บนสมมติฐานหลักที่ว่าเฟดจะหันมาใช้นโยบายที่เข้มงวดน้อยลงและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลดความร้อนแรงตามวัฏจักร (Soft Landing)

อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบนอกสหรัฐฯ อาทิ ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานะการคลังของประเทศแกนหลักในกลุ่มยูโรโซน และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงติดลบอย่างมีนัยสำคัญในญี่ปุ่น อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ได้แรงหนุนต่อไปในระยะสั้น อนึ่ง เรามองว่าค่าเงินบาทจะสามารถฟื้นตัวได้ก่อนสิ้นปีนี้จากการกลับทิศของนโยบายเฟด และแรงส่งจากภาคท่องเที่ยว

📌 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...