"Unschooling" ไม่ไปโรงเรียน อุดมการณ์เรียนรู้ ต้านระบบการศึกษา Toxic
Unschooling เทรนด์การศึกษาที่ทำให้คนหัวเก่าขมวดคิ้ว เมื่อผู้ปกครองส่งเสริมให้เด็กออกจากโรงเรียน เน้นเล่นและเรียนรู้ตามความสนใจ แต่การไม่ไปโรงเรียนจะเข้ามหาลัยได้หรือไม่ ? หาคำตอบที่นี่
นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด (โควิด-19) เทรนด์การเรียนแบบทางเลือกของเด็กเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น กระแสการเรียนที่เรียกว่า “Unschooling” (การไม่ไปเรียนตามระบบ หรือการเรียนอย่างอิสระ) ก็กำลังได้รับความสนใจ ขณะเดียวกันกระแสดังกล่าวก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งและการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมาก “ประชาชาติธุรกิจ” เรียบเรียงประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Unschooling ดังนี้
Unschooling คืออะไร
แนวคิดการอนุญาตให้เด็ก ๆ กำหนดทิศทางการเรียนรู้ของตนเองถูกหลายคนมองว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่จริง ๆ แล้วแนวคิดนี้มีมานานหลายศตวรรษ และมีรากฐานมาจากหลักคำสอนของนักปรัชญาในศตวรรษที่ 8 “ฌอง-ฌาค รุสโซ” ซึ่งเชื่อว่าเด็ก ๆ ควรมีอิสระที่จะสำรวจความสนใจของตนเอง และนับเป็นอุดมการณ์ต่อต้านระบบการศึกษา
หลังจากนั้นในปี 1970 “จอห์น โฮลท์” ซึ่งเป็นอดีตครูโรงเรียนและผู้สนับสนุนโฮมสคูล ก็เป็นคนบัญญัติศัพท์ว่า “Unschooling” ขึ้นมา และสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็ก ๆ เขาได้พัฒนาปรัชญาการศึกษาที่มุ่งเน้นการให้เด็ก ๆ เรียนรู้ตามความสนใจและตามแรงจูงใจ ให้การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากผู้ใหญ่หรือผู้ปกครอง และเขายังระบุด้วยว่า หลักสูตรที่กำหนดโดยครูไม่เพียงแต่ไม่จำเป็นเท่านั้น แต่ยังทำลายความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ตามธรรมชาติของเด็กอีกด้วย
“จีน่า ไรลีย์” นักจิตวิทยาด้านการศึกษาและศาสตราจารย์ด้านการศึกษาของ Hunter College ในนิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา และผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Unschooling, which is gaining in popularity since the pandemic began” ระบุว่า ผู้ปกครองในระบบ Unschooling จะไม่ส่งบุตรหลานไปโรงเรียน และพวกเขาจะไม่ทำ Home Schooling (เรียนหนังสือจากที่บ้าน) โดย Homeschooling เป็นการเรียนที่บ้านที่ยังมีหลักสูตรการศึกษากำหนดเป็นกรอบอยู่ ซึ่งต่างกันกับ Unschooling
“ผู้ปกครองไม่กำหนดหลักสูตรสำหรับบุตรหลาน ไม่ต้องการให้ทำการบ้าน และไม่กำหนดข้อทดสอบ พวกเขาปล่อยให้บุตรหลานมีอิสระในการแสวงหาประโยชน์ของตนเอง และเรียนรู้สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ตามความสนใจในแบบของตัวเอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือตามระบบของโรงเรียนจะมองชีวิตและการเรียนรู้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้ การ Unschooling เด็ก ๆ อาจต้องอาศัยบริบทด้านสิ่งแวดล้อมและการสนับสนุนบางอย่างสำหรับการเรียนรู้”
ความสนใจ Unschooling พุ่งสูง
สถิติค้นหาคำว่า Unschooling ทางอินเทอร์เน็ตพุ่งสูงที่สุดในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และพุ่งสูงขึ้นถึงระดับใกล้เคียงกันอีกครั้งในเดือนเมษายน 2024 (ตามรายงานการวิเคราะห์ของ Google)
ในสหรัฐอเมริกา Homeschooling ถูกกฎหมายใน 50 รัฐ บางคนเหมารวมว่าการศึกษาที่บ้านก็เป็น Unschooling แบบหนึ่ง แต่ต่างกันที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตเป็นหลัก ไม่ใช่ผ่านหลักสูตรที่กำหนด แม้ว่า Unschooling ยังคงเป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อย แต่ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น คิดเป็น 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของเด็ก Homeschooling ที่มีมากกว่า 2.5 ล้านคนของประเทศ (National Center for Education Statistics, 2013)
หลายครอบครัวทั่วโลกเห็นประโยชน์ของ Unschooling มากมาย เพราะการไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนให้ความยืดหยุ่น เช่น ช่วยให้ครอบครัวมีตารางเวลาที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความพอใจ และสร้างความใกล้ชิดในครอบครัวมากขึ้น นอกจากนั้น ยังช่วยจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เช่น การกลั่นแกล้งในโรงเรียน เพื่อหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเชิงลบ” ไรลีย์กล่าว
กรณีศึกษา Unschooling ในฮ่องกง
การศึกษาวิจัยหัวข้อ “Unschooling In Hong Kong: A Case Study” ของ “ไรลีย์” ระบุว่า แม้ว่า Homeschooling และ Unschooling กำลังได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกาอย่างช้า ๆ แต่รูปแบบการศึกษานี้ก็เกิดขึ้นในประเทศแถบเอเชียอย่างเช่นฮ่องกงได้ยาก
อย่างไรก็ตาม การเรียนหนังสือจากที่บ้านในฮ่องกงไม่ผิดกฎหมายอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่มีมุมมองแตกต่างออกไปเล็กน้อย และสำนักงานการศึกษาแห่งฮ่องกง (EDB) ก็ไม่สนับสนุน เพราะรู้สึกว่า ที่โรงเรียนมีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมมากกว่าเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว และอยู่ในฐานะที่จะตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลของนักเรียนได้ดีกว่า สำนักงานการศึกษาแห่งฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะกีดกันการศึกษารูปแบบอื่น ๆ โดยเชื่อว่าการศึกษาแบบดั้งเดิมเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการให้ความรู้แก่นักเรียน
เมื่อผู้ปกครองหรือครอบครัวในฮ่องกงต้องการให้บุตรหลานเรียนหนังสือที่บ้าน ผู้ปกครองจะต้องติดต่อ EDB และหากผู้ปกครองที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ของ EDBในการจัดการศึกษาที่สมดุลสำหรับบุตรหลานที่บ้าน ก็จะอนุมัติเป็นรายกรณี แต่ตะมีการต่ออายุทุก ๆ 3–6 เดือน
ครอบครัวที่ทำโฮมสคูลจะได้รับการติดต่อจาก EDB เป็นประจำผ่านทางอีเมล โทรศัพท์ หรือการเยี่ยมเยียน การติดต่อนี้อาจรวมถึงการสัมภาษณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีที่เด็กได้รับการศึกษาที่บ้าน จนกว่าเด็กอายุ 15 ปี (ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเข้าโรงเรียนภาคบังคับในฮ่องกง) มีรายงานจากผู้ปกครองที่ทำโฮมสคูลจำนวนมากในฮ่องกงว่าเ จ้าหน้าที่จาก EDB พยายามชักชวนครอบครัวให้ลงทะเบียนให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนแบบดั้งเดิม
ออกจากโรงเรียน และปล่อยให้เล่นทุกวัน
“ไรลีย์” มุ่งไปการศึกษา case study ของ “คาเรน เชา” โดยเธอเป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มแรก ๆ ที่เลือกสอนลูก ๆ ของเธอในฮ่องกงด้วยตัวเอง และเธอยังเป็นผู้ก่อตั้งและสมาชิกบริหารของ EDiversity.org ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการทบทวนการศึกษาและทางเลือกทางการศึกษาในฮ่องกงอีกด้วย
“แอบบี้” ลูกสาวคนโตของ “เชา” มีประสบการณ์กับการเรียนในโรงเรียนมาบ้างแล้ว โดยเธอมีประสบการณ์เชิงลบอย่างมากในชั้นอนุบาล จากการตกใจกับครูใหญ่ที่พูดเสียงดังและตะโกนใส่เธอให้หยุดร้องไห้ และจับเธอเข้าห้องน้ำและเปลี่ยนผ้าอ้อมโดยที่เธอไม่เห็นด้วย
หลังจากเหตุการณ์นั้น “เชา” และสามีของเธอตัดสินใจให้ “แอบบี้” ออกจากโรงเรียน และปล่อยให้เล่นทุกวัน และในระยะเวลาไม่กี่เดือน พบว่า “แอบบี้” ได้รับทักษะต่าง ๆ เป็นอย่างดี และสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายด้วยตัวเธอเอง นอกจากนี้ยังรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น
“เชา” กล่าวว่า การ Unschooling ช่วยให้ลูกสาวของเธอเจริญเติบโตได้ และทำตามแรงจูงใจที่แท้จริงในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ปัจจุบัน ลูกสาวของ “เชา” เรียนภาษาอังกฤษ บัลเล่ต์ ยิมนาสติก ว่ายน้ำ และเรียนภาษาจีนกลางแบบส่วนตัว
เด็ก Unschooling เข้าเรียนมหา’ลัยได้หรือไม่ ?
งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือที่ตามระบบการศึกษาแบบมาตรฐานทำให้เด็กมีผลการประเมินทางวิชาการต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในด้านการอ่าน
ผลการศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า เด็กที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนมักมีผลการทดสอบทางวิชาการต่ำกว่าปกติเมื่อเทียบกับเพื่อนที่เรียนหนังสือแบบดั้งเดิม หรือต่ำกว่าเพื่อนที่เรียนหนังสือแบบ Homeschooling ที่มีโครงสร้างหลักสูตรกำหนด
นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ระบุว่า การเรียนรู้ประเภท Unschooling อาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ปกครองที่ทำงานประจำ เพราะไม่สามารถอยู่บ้านกับลูก ๆ ในระหว่างวันได้ บางคนกังวลรูปแบบดังกล่าวจะส่งผลต่อการเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมหรือวิทยาลัยเนื่องจากเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือไม่มีผลการเรียนและไม่ได้ทำการทดสอบตามมาตรฐาน
จากการวิจัยของ “ไรลีย์” ระบุว่า Unschooling ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา แต่อาจลำบากเล็กน้อยในการเข้าวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และการปรับตัวให้เข้ากับข้อกำหนดทางวิชาการ
3 เส้นทางสู่ระดับวิทยาลัย ของเด็ก Unschooling คือ
หนึ่ง เข้าวิทยาลัยชุมชน ในสหรัฐอเมริการะบบวิทยาลัยชุมชนเข้าถึงได้ง่าย
สอง ต่อมหาวิทยาลัยโดยตรง โดยพวกเขาจะต้องผ่านข้อกำหนดใดก็ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ อาจเป็นการสัมภาษณ์ เรียงความ อาจเป็นคะแนน ACT หรือ SAT ซึ่งประตูไม่ได้ปิดกั้นเด็ก Unschooling เนื่องจากพวกเขาสามารถเรียนหลักสูตรเกี่ยว SAT หรือ ACT หรือทบทวนและเรียนรู้เนื้อหาได้
สาม เรียนที่วิทยาลัยชุมชนก่อนแล้วย้ายหน่วยกิจไปยังมหาวิทยาลัย
“ผู้ที่เข้าเรียนในวิทยาลัยส่วนใหญ่เข้าเรียนโดยไม่ได้รับประกาศนียบัตรมัธยมปลายหรือประกาศนียบัตรการศึกษาทั่วไป (GED) และไม่สอบ SAT หรือ ACT แต่พวกเขาใช้การสัมภาษณ์และแฟ้มผลงานที่ได้รับเครดิตหลายรายการสำหรับการตอบรับเข้าเรียนในวิทยาลัย โดยเส้นทางที่พบบ่อยที่สุดในการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาคือ การเริ่มต้นที่วิทยาลัยชุมชน โดยทั่วไปจะเริ่มเมื่ออายุ 16 ปี แต่บางครั้งก็อายุน้อยกว่านั้น” ไรลีย์ กล่าว
“ปีเตอร์ เกรย์” ศาสตราจารย์วิจัยด้านจิตวิทยา วิทยาลัยบอสตัน และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Alliance for Self-Directed Education ให้คำจำกัดความ “Unschooling” กว้าง ๆ ว่า เป็นวิธีการเรียนสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักสูตรกำหนด โดยแนวทางนี้อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า เด็กสามารถรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง และเด็กเรียนรู้โดยธรรมชาติในสิ่งที่พวกเขาอยากรู้อยากเห็น
แม้ว่า “เกรย์” จะตั้งข้อสังเกตว่า เด็ก Unschooling มักมีทักษะการอ่านช้า แต่เขาเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะส่วนใหญ่เด็กจะเรียนรู้การอ่านได้ช้าจนกว่าจะถึงอายุ 12 ปี แต่จากการสำรวจของ “เกรย์” พบว่า เด็ก Unschooling กว่า 83 เปอร์เซ็นต์ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาบางรูปแบบ และเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป หรือกำลังลงทะเบียนเรียนปริญญาตรี เด็ก Unschooling ได้เข้าเรียนหรือสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยหลายแห่ง ตั้งแต่มหาวิทยาลัยที่เป็น Ivy League ไปจนถึงมหาวิทยาลัยของรัฐ และวิทยาลัยขนาดเล็ก
“การเข้าเรียนในวิทยาลัยมักเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างราบรื่นสำหรับเด็กกลุ่มนี้ พวกเขาปรับตัวเข้ากับวิชาการได้ค่อนข้างง่าย สามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การจดบันทึกในชั้นเรียน หรือการเขียนเรียงความ และส่วนใหญ่รู้สึกว่าได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมีแรงจูงใจในตนเองสูง และมีความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเอง ไม่มีผู้ตอบแบบสอบถามคนใดรู้สึกว่า วิทยาลัยมีความยากด้านวิชาการ แต่บางคนพบว่ากฎเกณฑ์และแบบแผนในระการศึกษาภาคบังคับแปลกและบางครั้งก็ขัดเขินเมื่อต้องถูกบอกว่าพวกเขาควรจะเรียนรู้อะไร”
การเรียนในโรงเรียนส่งผลต่อสุขภาพจิต
“เกรย์” ยังได้เขียนไว้ในหนังสือ Free To Learn ของเขาเมื่อปี 2013 ก่อนที่โรคระบาดจะเริ่มขึ้นว่า “การที่โรงเรียนมีระบบกดดันนักเรียนมากเท่าไร ก็ยิ่งขับไล่เด็ก ๆ ไม่ให้อยากไปโรงเรียน แต่เป็นแบบนั้นก็ดี”
เขาอธิบายว่า การศึกษาในระบบโรงเรียนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายในวัยเด็กและวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฎข้อบังคับ การแข่งขัน การลงโทษ และการละเลยความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ในวัยเด็กตามธรรมชาติได้กัดกร่อนแรงผลักดันอันทรงพลังของผู้เรียนในการเรียนรู้และการค้นหาความรู้ ซึ่งการขาดโอกาสในการเล่น การสำรวจ และทำตามความสนใจ ทำให้เด็กและวัยรุ่นซึมเศร้ามากขึ้น
“ผู้ใหญ่หลายคนกำลังจำกัดชีวิตของเด็ก ๆ ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน โรงเรียนบางแห่งเป็นสถานที่ Toxic และคนปฏิเสธที่จะพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณะ ทั้ง ๆ ที่มีข่าวและงานวิจัยแสดงให้เห็นได้ แต่แทบไม่เคยได้รับความสนใจจากสื่อเลย” เกรย์ กล่าวเสริม
“เกรย์” เชื่อว่าผู้ปกครองควรให้บุตรหลานออกจากระบบการศึกษา และใช้ทางเลือกในการเรียนที่เน้นการศึกษาด้วยตนเองเป็นหลัก และมีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้บุตรหลานลาออกจากโรงเรียนแบบภาคบังคับเพื่อไปเรียนหนังสือจากที่บ้านแบบสบาย ๆ หรือเลือกการศึกษารูปแบบอื่น ๆ ที่ช่วยให้เด็กๆ ควบคุมการเรียนรู้ของตนเองได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “Unschooling” ไม่ไปโรงเรียน อุดมการณ์เรียนรู้ ต้านระบบการศึกษา Toxic
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net