โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"Unschooling" ไม่ไปโรงเรียน อุดมการณ์เรียนรู้ ต้านระบบการศึกษา Toxic

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ก.ค. 2567 เวลา 16.10 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2567 เวลา 23.31 น.
Photo: Aaron Burden/unsplash

Unschooling เทรนด์การศึกษาที่ทำให้คนหัวเก่าขมวดคิ้ว เมื่อผู้ปกครองส่งเสริมให้เด็กออกจากโรงเรียน เน้นเล่นและเรียนรู้ตามความสนใจ แต่การไม่ไปโรงเรียนจะเข้ามหาลัยได้หรือไม่ ? หาคำตอบที่นี่

นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด (โควิด-19) เทรนด์การเรียนแบบทางเลือกของเด็กเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น กระแสการเรียนที่เรียกว่า “Unschooling” (การไม่ไปเรียนตามระบบ หรือการเรียนอย่างอิสระ) ก็กำลังได้รับความสนใจ ขณะเดียวกันกระแสดังกล่าวก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งและการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างมาก “ประชาชาติธุรกิจ” เรียบเรียงประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Unschooling ดังนี้

Unschooling คืออะไร

แนวคิดการอนุญาตให้เด็ก ๆ กำหนดทิศทางการเรียนรู้ของตนเองถูกหลายคนมองว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่จริง ๆ แล้วแนวคิดนี้มีมานานหลายศตวรรษ และมีรากฐานมาจากหลักคำสอนของนักปรัชญาในศตวรรษที่ 8 “ฌอง-ฌาค รุสโซ” ซึ่งเชื่อว่าเด็ก ๆ ควรมีอิสระที่จะสำรวจความสนใจของตนเอง และนับเป็นอุดมการณ์ต่อต้านระบบการศึกษา

หลังจากนั้นในปี 1970 “จอห์น โฮลท์” ซึ่งเป็นอดีตครูโรงเรียนและผู้สนับสนุนโฮมสคูล ก็เป็นคนบัญญัติศัพท์ว่า “Unschooling” ขึ้นมา และสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็ก ๆ เขาได้พัฒนาปรัชญาการศึกษาที่มุ่งเน้นการให้เด็ก ๆ เรียนรู้ตามความสนใจและตามแรงจูงใจ ให้การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากผู้ใหญ่หรือผู้ปกครอง และเขายังระบุด้วยว่า หลักสูตรที่กำหนดโดยครูไม่เพียงแต่ไม่จำเป็นเท่านั้น แต่ยังทำลายความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ตามธรรมชาติของเด็กอีกด้วย

“จีน่า ไรลีย์” นักจิตวิทยาด้านการศึกษาและศาสตราจารย์ด้านการศึกษาของ Hunter College ในนิวยอร์กซิตี้ สหรัฐอเมริกา และผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Unschooling, which is gaining in popularity since the pandemic began” ระบุว่า ผู้ปกครองในระบบ Unschooling จะไม่ส่งบุตรหลานไปโรงเรียน และพวกเขาจะไม่ทำ Home Schooling (เรียนหนังสือจากที่บ้าน) โดย Homeschooling เป็นการเรียนที่บ้านที่ยังมีหลักสูตรการศึกษากำหนดเป็นกรอบอยู่ ซึ่งต่างกันกับ Unschooling

“ผู้ปกครองไม่กำหนดหลักสูตรสำหรับบุตรหลาน ไม่ต้องการให้ทำการบ้าน และไม่กำหนดข้อทดสอบ พวกเขาปล่อยให้บุตรหลานมีอิสระในการแสวงหาประโยชน์ของตนเอง และเรียนรู้สิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ตามความสนใจในแบบของตัวเอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือตามระบบของโรงเรียนจะมองชีวิตและการเรียนรู้เป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้ การ Unschooling เด็ก ๆ อาจต้องอาศัยบริบทด้านสิ่งแวดล้อมและการสนับสนุนบางอย่างสำหรับการเรียนรู้”

ความสนใจ Unschooling พุ่งสูง

สถิติค้นหาคำว่า Unschooling ทางอินเทอร์เน็ตพุ่งสูงที่สุดในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และพุ่งสูงขึ้นถึงระดับใกล้เคียงกันอีกครั้งในเดือนเมษายน 2024 (ตามรายงานการวิเคราะห์ของ Google)

ในสหรัฐอเมริกา Homeschooling ถูกกฎหมายใน 50 รัฐ บางคนเหมารวมว่าการศึกษาที่บ้านก็เป็น Unschooling แบบหนึ่ง แต่ต่างกันที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตเป็นหลัก ไม่ใช่ผ่านหลักสูตรที่กำหนด แม้ว่า Unschooling ยังคงเป็นสัดส่วนค่อนข้างน้อย แต่ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น คิดเป็น 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ของเด็ก Homeschooling ที่มีมากกว่า 2.5 ล้านคนของประเทศ (National Center for Education Statistics, 2013)

หลายครอบครัวทั่วโลกเห็นประโยชน์ของ Unschooling มากมาย เพราะการไม่ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนให้ความยืดหยุ่น เช่น ช่วยให้ครอบครัวมีตารางเวลาที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความพอใจ และสร้างความใกล้ชิดในครอบครัวมากขึ้น นอกจากนั้น ยังช่วยจัดการกับปัญหาต่าง ๆ เช่น การกลั่นแกล้งในโรงเรียน เพื่อหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมในโรงเรียนเชิงลบ” ไรลีย์กล่าว

กรณีศึกษา Unschooling ในฮ่องกง

การศึกษาวิจัยหัวข้อ “Unschooling In Hong Kong: A Case Study” ของ “ไรลีย์” ระบุว่า แม้ว่า Homeschooling และ Unschooling กำลังได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกาอย่างช้า ๆ แต่รูปแบบการศึกษานี้ก็เกิดขึ้นในประเทศแถบเอเชียอย่างเช่นฮ่องกงได้ยาก

อย่างไรก็ตาม การเรียนหนังสือจากที่บ้านในฮ่องกงไม่ผิดกฎหมายอย่างที่หลาย ๆ คนคิด แต่มีมุมมองแตกต่างออกไปเล็กน้อย และสำนักงานการศึกษาแห่งฮ่องกง (EDB) ก็ไม่สนับสนุน เพราะรู้สึกว่า ที่โรงเรียนมีฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมมากกว่าเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว และอยู่ในฐานะที่จะตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลของนักเรียนได้ดีกว่า สำนักงานการศึกษาแห่งฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะกีดกันการศึกษารูปแบบอื่น ๆ โดยเชื่อว่าการศึกษาแบบดั้งเดิมเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการให้ความรู้แก่นักเรียน

เมื่อผู้ปกครองหรือครอบครัวในฮ่องกงต้องการให้บุตรหลานเรียนหนังสือที่บ้าน ผู้ปกครองจะต้องติดต่อ EDB และหากผู้ปกครองที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ของ EDBในการจัดการศึกษาที่สมดุลสำหรับบุตรหลานที่บ้าน ก็จะอนุมัติเป็นรายกรณี แต่ตะมีการต่ออายุทุก ๆ 3–6 เดือน

ครอบครัวที่ทำโฮมสคูลจะได้รับการติดต่อจาก EDB เป็นประจำผ่านทางอีเมล โทรศัพท์ หรือการเยี่ยมเยียน การติดต่อนี้อาจรวมถึงการสัมภาษณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีที่เด็กได้รับการศึกษาที่บ้าน จนกว่าเด็กอายุ 15 ปี (ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการเข้าโรงเรียนภาคบังคับในฮ่องกง) มีรายงานจากผู้ปกครองที่ทำโฮมสคูลจำนวนมากในฮ่องกงว่าเ จ้าหน้าที่จาก EDB พยายามชักชวนครอบครัวให้ลงทะเบียนให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนแบบดั้งเดิม

ออกจากโรงเรียน และปล่อยให้เล่นทุกวัน

“ไรลีย์” มุ่งไปการศึกษา case study ของ “คาเรน เชา” โดยเธอเป็นหนึ่งในบุคคลกลุ่มแรก ๆ ที่เลือกสอนลูก ๆ ของเธอในฮ่องกงด้วยตัวเอง และเธอยังเป็นผู้ก่อตั้งและสมาชิกบริหารของ EDiversity.org ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการทบทวนการศึกษาและทางเลือกทางการศึกษาในฮ่องกงอีกด้วย

“แอบบี้” ลูกสาวคนโตของ “เชา” มีประสบการณ์กับการเรียนในโรงเรียนมาบ้างแล้ว โดยเธอมีประสบการณ์เชิงลบอย่างมากในชั้นอนุบาล จากการตกใจกับครูใหญ่ที่พูดเสียงดังและตะโกนใส่เธอให้หยุดร้องไห้ และจับเธอเข้าห้องน้ำและเปลี่ยนผ้าอ้อมโดยที่เธอไม่เห็นด้วย

หลังจากเหตุการณ์นั้น “เชา” และสามีของเธอตัดสินใจให้ “แอบบี้” ออกจากโรงเรียน และปล่อยให้เล่นทุกวัน และในระยะเวลาไม่กี่เดือน พบว่า “แอบบี้” ได้รับทักษะต่าง ๆ เป็นอย่างดี และสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายด้วยตัวเธอเอง นอกจากนี้ยังรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขมากขึ้น

“เชา” กล่าวว่า การ Unschooling ช่วยให้ลูกสาวของเธอเจริญเติบโตได้ และทำตามแรงจูงใจที่แท้จริงในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ปัจจุบัน ลูกสาวของ “เชา” เรียนภาษาอังกฤษ บัลเล่ต์ ยิมนาสติก ว่ายน้ำ และเรียนภาษาจีนกลางแบบส่วนตัว

เด็ก Unschooling เข้าเรียนมหา’ลัยได้หรือไม่ ?

งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือที่ตามระบบการศึกษาแบบมาตรฐานทำให้เด็กมีผลการประเมินทางวิชาการต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในด้านการอ่าน

ผลการศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า เด็กที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนมักมีผลการทดสอบทางวิชาการต่ำกว่าปกติเมื่อเทียบกับเพื่อนที่เรียนหนังสือแบบดั้งเดิม หรือต่ำกว่าเพื่อนที่เรียนหนังสือแบบ Homeschooling ที่มีโครงสร้างหลักสูตรกำหนด

นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ระบุว่า การเรียนรู้ประเภท Unschooling อาจเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ปกครองที่ทำงานประจำ เพราะไม่สามารถอยู่บ้านกับลูก ๆ ในระหว่างวันได้ บางคนกังวลรูปแบบดังกล่าวจะส่งผลต่อการเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมหรือวิทยาลัยเนื่องจากเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือไม่มีผลการเรียนและไม่ได้ทำการทดสอบตามมาตรฐาน

จากการวิจัยของ “ไรลีย์” ระบุว่า Unschooling ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา แต่อาจลำบากเล็กน้อยในการเข้าวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย และการปรับตัวให้เข้ากับข้อกำหนดทางวิชาการ

3 เส้นทางสู่ระดับวิทยาลัย ของเด็ก Unschooling คือ

หนึ่ง เข้าวิทยาลัยชุมชน ในสหรัฐอเมริการะบบวิทยาลัยชุมชนเข้าถึงได้ง่าย

สอง ต่อมหาวิทยาลัยโดยตรง โดยพวกเขาจะต้องผ่านข้อกำหนดใดก็ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ อาจเป็นการสัมภาษณ์ เรียงความ อาจเป็นคะแนน ACT หรือ SAT ซึ่งประตูไม่ได้ปิดกั้นเด็ก Unschooling เนื่องจากพวกเขาสามารถเรียนหลักสูตรเกี่ยว SAT หรือ ACT หรือทบทวนและเรียนรู้เนื้อหาได้

สาม เรียนที่วิทยาลัยชุมชนก่อนแล้วย้ายหน่วยกิจไปยังมหาวิทยาลัย

“ผู้ที่เข้าเรียนในวิทยาลัยส่วนใหญ่เข้าเรียนโดยไม่ได้รับประกาศนียบัตรมัธยมปลายหรือประกาศนียบัตรการศึกษาทั่วไป (GED) และไม่สอบ SAT หรือ ACT แต่พวกเขาใช้การสัมภาษณ์และแฟ้มผลงานที่ได้รับเครดิตหลายรายการสำหรับการตอบรับเข้าเรียนในวิทยาลัย โดยเส้นทางที่พบบ่อยที่สุดในการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาคือ การเริ่มต้นที่วิทยาลัยชุมชน โดยทั่วไปจะเริ่มเมื่ออายุ 16 ปี แต่บางครั้งก็อายุน้อยกว่านั้น” ไรลีย์ กล่าว

“ปีเตอร์ เกรย์” ศาสตราจารย์วิจัยด้านจิตวิทยา วิทยาลัยบอสตัน และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Alliance for Self-Directed Education ให้คำจำกัดความ “Unschooling” กว้าง ๆ ว่า เป็นวิธีการเรียนสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักสูตรกำหนด โดยแนวทางนี้อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า เด็กสามารถรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง และเด็กเรียนรู้โดยธรรมชาติในสิ่งที่พวกเขาอยากรู้อยากเห็น

แม้ว่า “เกรย์” จะตั้งข้อสังเกตว่า เด็ก Unschooling มักมีทักษะการอ่านช้า แต่เขาเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะส่วนใหญ่เด็กจะเรียนรู้การอ่านได้ช้าจนกว่าจะถึงอายุ 12 ปี แต่จากการสำรวจของ “เกรย์” พบว่า เด็ก Unschooling กว่า 83 เปอร์เซ็นต์ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาบางรูปแบบ และเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป หรือกำลังลงทะเบียนเรียนปริญญาตรี เด็ก Unschooling ได้เข้าเรียนหรือสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยหลายแห่ง ตั้งแต่มหาวิทยาลัยที่เป็น Ivy League ไปจนถึงมหาวิทยาลัยของรัฐ และวิทยาลัยขนาดเล็ก

“การเข้าเรียนในวิทยาลัยมักเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างราบรื่นสำหรับเด็กกลุ่มนี้ พวกเขาปรับตัวเข้ากับวิชาการได้ค่อนข้างง่าย สามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น การจดบันทึกในชั้นเรียน หรือการเขียนเรียงความ และส่วนใหญ่รู้สึกว่าได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากมีแรงจูงใจในตนเองสูง และมีความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเอง ไม่มีผู้ตอบแบบสอบถามคนใดรู้สึกว่า วิทยาลัยมีความยากด้านวิชาการ แต่บางคนพบว่ากฎเกณฑ์และแบบแผนในระการศึกษาภาคบังคับแปลกและบางครั้งก็ขัดเขินเมื่อต้องถูกบอกว่าพวกเขาควรจะเรียนรู้อะไร”

การเรียนในโรงเรียนส่งผลต่อสุขภาพจิต

“เกรย์” ยังได้เขียนไว้ในหนังสือ Free To Learn ของเขาเมื่อปี 2013 ก่อนที่โรคระบาดจะเริ่มขึ้นว่า “การที่โรงเรียนมีระบบกดดันนักเรียนมากเท่าไร ก็ยิ่งขับไล่เด็ก ๆ ไม่ให้อยากไปโรงเรียน แต่เป็นแบบนั้นก็ดี”

เขาอธิบายว่า การศึกษาในระบบโรงเรียนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายในวัยเด็กและวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฎข้อบังคับ การแข่งขัน การลงโทษ และการละเลยความอยากรู้อยากเห็นและความคิดสร้างสรรค์ในวัยเด็กตามธรรมชาติได้กัดกร่อนแรงผลักดันอันทรงพลังของผู้เรียนในการเรียนรู้และการค้นหาความรู้ ซึ่งการขาดโอกาสในการเล่น การสำรวจ และทำตามความสนใจ ทำให้เด็กและวัยรุ่นซึมเศร้ามากขึ้น

“ผู้ใหญ่หลายคนกำลังจำกัดชีวิตของเด็ก ๆ ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน โรงเรียนบางแห่งเป็นสถานที่ Toxic และคนปฏิเสธที่จะพูดเรื่องนี้ต่อสาธารณะ ทั้ง ๆ ที่มีข่าวและงานวิจัยแสดงให้เห็นได้ แต่แทบไม่เคยได้รับความสนใจจากสื่อเลย” เกรย์ กล่าวเสริม

“เกรย์” เชื่อว่าผู้ปกครองควรให้บุตรหลานออกจากระบบการศึกษา และใช้ทางเลือกในการเรียนที่เน้นการศึกษาด้วยตนเองเป็นหลัก และมีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ให้บุตรหลานลาออกจากโรงเรียนแบบภาคบังคับเพื่อไปเรียนหนังสือจากที่บ้านแบบสบาย ๆ หรือเลือกการศึกษารูปแบบอื่น ๆ ที่ช่วยให้เด็กๆ ควบคุมการเรียนรู้ของตนเองได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “Unschooling” ไม่ไปโรงเรียน อุดมการณ์เรียนรู้ ต้านระบบการศึกษา Toxic

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...