ผู้ว่าฯ ชลบุรี พร้อมตำรวจ ร่วมไว้อาลัย 5 ผู้เสียชีวิตเหยื่อของ “ไอ้ป๋อง” เปิด GPR สแกนพื้นที่เขาชีจรรย์ เร่งตรวจสอบหลักฐานคลี่ปมคดีหลังประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. บริเวณพื้นที่เขาภาราดร อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ครอบครัวของสองพี่น้องชาวรัสเซีย คือ นางสาวไดอานา (Diana) อายุ 22 ปี และ นายโรมัน (Roman) อายุ 17 ปี เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติร่วมวางช่อดอกไม้ เพื่อแสดงความไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีและสอบสวนของเจ้าหน้าที่
บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก พร้อมร่วมไว้อาลัยแก่ครอบครัวชาวไทย 3 คน ซึ่งเป็นพ่อ แม่ และบุตร
นายวิเชียร นาวงษา (อายุ 53 ปี) พ่อ
น.ส. ฉันทนา ฉัตรอินทร์ (อายุ 50 ปี) แม่
น.ส. นิชาภา นาวงษา (อายุ 18 ปี) ลูกสาว
ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เดียวกัน รวมผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 5 ราย
ทั้งนี้ นาย นริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และ พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้เดินทางมาร่วมในพิธีแสดงความไว้อาลัยด้วยดังกล่าว
ด้าน พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเร่งรวบรวมพยานหลักฐานในหลายด้าน ทั้งการสืบสวนสอบสวน ข้อมูลภาคพื้นดิน และการตรวจสอบจากทางอากาศ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและสามารถนำไปประกอบสำนวนคดีได้อย่างรอบด้าน
สำหรับการดำเนินการในวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร นำเทคโนโลยี GPR (Ground Penetrating Radar) หรือเรดาร์ตรวจวัดใต้พื้นดิน เข้ามาสแกนพื้นที่เพื่อค้นหาข้อมูลและหลักฐานใต้ผิวดินที่อาจเกี่ยวข้องกับคดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับจุดที่อาจมีการฝังหรือซ่อนหลักฐานเพิ่มเติม
พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่พบว่าการให้ข้อมูลเกี่ยวกับจุดเกิดเหตุของผู้ต้องหามีรายละเอียดที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อพิสูจน์ว่าบริเวณดังกล่าวมีหลักฐานหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ โดยยืนยันว่าการสืบสวนในประเด็นอื่น ๆ ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป และไม่ได้หยุดเฉพาะการตรวจสอบพื้นที่ใต้ดิน
ส่วนกระแสข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติด หรือบุคคลที่ถูกกล่าวถึงว่าอาจมีความสัมพันธ์กับผู้ต้องหา พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ ยืนยันว่า ตำรวจจะดำเนินการตามพยานหลักฐาน หากพบว่าบุคคลใดกระทำผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีการช่วยเหลือหรือปกป้องผู้กระทำผิด
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่รวบรวมได้ยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินการในประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม และรายละเอียดบางส่วนอยู่ในสำนวนการสอบสวน จึงยังไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้
สำหรับกรณีกระแสข่าวว่าจะมีพยานเดินทางมาชี้ตัวเพิ่มเติมในวันนี้ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมายพยานมาชี้ตัวเพิ่มเติม แต่เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจำเป็นต้องเรียกมาสอบปากคำเพิ่มเติมหรือไม่
ทั้งนี้ คณะทำงานจะตรวจสอบสำนวนอย่างละเอียดว่า ยังมีประเด็นใดที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือจำเป็นต้องส่งหลักฐานไปตรวจพิสูจน์อีกหรือไม่ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และสามารถนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างรัดกุม
พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ยังกล่าวถึงข้อกังวลของสังคมเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับบุคลากรในแวดวงตำรวจด้วยกันเองว่า ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบ พร้อมยืนยันว่า หากพบหลักฐานว่าบุคคลใดกระทำผิด จะไม่มีการละเว้นหรือช่วยเหลือ และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่
เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า การสืบสวนคดีดังกล่าวยังคงเดินหน้าต่อเนื่องในทุกมิติ โดยจะให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้เป็นหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและประชาชนที่ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด
อ่านข่าวเพิ่มเติม