โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ศาลฎีกายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา คนขับรถบัสมข. ชน นศ.แพทย์เสียชีวิต

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา คนขับรถบัส มข. ชนน้องอาย นักศึกษาแพทย์เสียชีวิต ขณะที่แม่น้อมรับคำตัดสิน ขอให้เป็นบทเรียนสังคม

ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา คนขับรถบัส มข. ชนน้องอาย นักศึกษาแพทย์เสียชีวิต ขณะที่แม่น้อมรับคำตัดสิน ขอให้เป็นบทเรียนสังคม

ความคืบหน้าคดีอุบัติเหตุรถบัสคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์จนเป็นเหตุให้ น.ส.อรุณนภา วัฒนพานิช หรือ “น้องอาย” เสียชีวิต ภายหลังเกิดเหตุผ่านมาเป็นเวลากว่า 4 ปี ล่าสุดศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ ศาลจังหวัดขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาคดีอาญา ที่บัลลังก์ 9 ในคดีน้องอาย นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ หรือ น.ส.อรุณนภา วัฒนพานิช ที่ถูกรถบัสคณะพยาบาลศาสตร์ชนบริเวณสี่แยกหน้าคณะเภสัชศาสตร์ ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น จนเสียชีวิตเมื่อ 4 ปีก่อน

ในการรับฟังคำพิพากษา มี นางนิตยา รุ่งสถิต อายุ 59 ปี มารดาของน้องอาย อยู่บ้านเลขที่ 292 หมู่ 9 ตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย นายรุจิวัฒน์ ศิรวงษ์วิชาญ ทนายความฝ่ายโจทก์ เดินทางมารับฟังคำพิพากษาพร้อมทุกฝ่าย โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานกว่า 1 ชั่วโมง

ภายหลังศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาแล้วเสร็จ นางนิตยา พร้อมนายรุจิวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว โดยนางนิตยาระบุว่า ตนเองและครอบครัวน้อมรับและเคารพคำพิพากษาของศาล ในส่วนของคดีอาญา ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คือกำหนดโทษจำคุก 4 ปี และลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ เหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ

นางนิตยากล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ความรู้สึกที่ยังคงอยู่คือความเสียใจต่อการสูญเสียลูกสาว แต่สิ่งที่ตั้งใจมาตลอดคืออยากให้คดีนี้เป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อให้สังคมตระหนักถึงผลกระทบของอุบัติเหตุและความประมาท ซึ่งไม่ได้สร้างความสูญเสียเฉพาะผู้เสียหาย แต่ยังส่งผลต่อผู้กระทำด้วย หากทุกคนเกิดความกลัวที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ก็จะช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุได้ แม้น้องอายจะไม่มีโอกาสได้เป็นแพทย์รักษาผู้ป่วยตามความตั้งใจ แต่หากการสูญเสียครั้งนี้ช่วยลดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้ ก็ถือว่าเกิดประโยชน์ต่อสังคม พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ครอบครัวต้องการไม่ใช่เพียงความเป็นธรรม แต่ต้องการให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่าง เพราะที่ผ่านมาเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้คนมักมุ่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้รับโทษน้อยที่สุด แทนที่จะกลัวไม่ให้เหตุเกิดขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นความกลัวที่ถูกต้องและจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า

นางนิตยายังเปิดเผยอีกว่า หลังศาลมีคำพิพากษา ตนเองได้เดินเข้าไปหาคู่กรณีที่เป็นผู้ขับรถ พร้อมกล่าวขออโหสิกรรมต่อกัน เพราะเชื่อว่าทุกครอบครัวต่างมีบุคคลอันเป็นที่รัก แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้น แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามเหตุและผล และเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และสำหรับคดีแพ่ง ซึ่งมี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นจำเลยที่ 3 ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตยื่นฎีกา โดยตามขั้นตอน หากมีการยื่นฎีกา จะต้องแจ้งฝ่ายโจทก์เพื่อให้แสดงความเห็นว่าจะคัดค้านหรือไม่ หากไม่มีการคัดค้าน ศาลจะพิจารณาว่าจะรับฎีกาหรือไม่รับฎีกา หากไม่รับฎีกา คดีก็จะสิ้นสุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่หากรับฎีกา ทั้งสองฝ่ายจะต้องดำเนินคดีต่อในชั้นศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ฝ่ายโจทก์ยังไม่ได้รับเอกสารหรือหนังสือแจ้งเกี่ยวกับการคัดค้านแต่อย่างใด

ด้าน นายรุจิวัฒน์ ศิรวงษ์วิชาญ ทนายความฝ่ายโจทก์ กล่าวว่า ในคดีแพ่ง บิดาและมารดาของผู้เสียชีวิตได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 คือมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นเงิน 50 ล้านบาท โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นชดใช้ค่าเสียหายแก่บิดาและมารดาของผู้เสียชีวิต คนละประมาณ 9 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่จำเลยที่ 3 ขออนุญาตยื่นฎีกา หากศาลรับฎีกา คดีจะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาลฎีกา แต่หากไม่รับฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถือเป็นที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2565 เวลา 08.00 น. เกิดอุบัติเหตุรถบัสของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่มีนักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ 2 คน โดยสารมา บริเวณสามแยกหน้าคณะเภสัชศาสตร์ ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วน น.ส.อรุณนภา วัฒนพานิช หรือ “น้องอาย” นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 2 ซึ่งนั่งซ้อนท้าย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เก็บพยานหลักฐาน และดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขณะที่เพื่อนนักศึกษาและมหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมแสดงความอาลัยต่อการจากไปของน้องอาย ส่วนครอบครัวเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยของจุดเกิดเหตุ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้ง

ต่อมาในช่วงปลายปี 2565 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นยื่นฟ้องคนขับรถบัสต่อศาลจังหวัดขอนแก่น ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขณะที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากคนขับรถ อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยขอนแก่น

วันที่ 24 มกราคม 2566 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดจริง พิพากษาจำคุก 4 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ เหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ พร้อมให้เหตุผลว่า มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักศึกษา ไม่ใช่สถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนี้ ก่อนที่จำเลยจะใช้สิทธิอุทธรณ์

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลย 4 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ เนื่องจากเห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความร้ายแรง แม้จำเลยจะแสดงความสำนึกผิดและบวชอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตแล้วก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...