อิหร่าน จวก “ทรัมป์” เล่นละครการทูต ขณะช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดนิ่ง
หัวหน้าคณะเจรจาอิหร่านจวก “ทรัมป์” ใช้การทูตแบบจัดฉาก ขณะที่เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเหลือเพียง 2 ลำ จากปกติ 130-140 ลำต่อวัน ท่ามกลางความกังวลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานโลก
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 09.09 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่าน กล่าวหาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ว่ากำลังใช้การทูตแบบจัดฉาก (theater diplomacy) หลังสหรัฐและอิหร่านให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานานหลายเดือน ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจนเกือบหยุดชะงัก
กาลิบาฟโพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) โดยเหน็บแนมท่าทีของทรัมป์ในทำนองว่า จากเดิมที่ขู่ว่าจะมีการโจมตีครั้งใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นการเจรจา พร้อมระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทูตแบบจัดฉากที่วนซ้ำไปมา
ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน และระบุว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ข้อสรุปในหลักการเกี่ยวกับข้อตกลงแล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อิหร่านปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาระหว่างสองฝ่ายเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันความขัดแย้งกำลังขยายวงกว้างขึ้นทั่วภูมิภาค โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอ่าวอาหรับและเส้นทางเดินเรือสำคัญกลับมาเผชิญความเสี่ยงอีกครั้ง
CNN รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบีย ว่า รัฐบาลริยาดกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการโจมตีพร้อมกันหลายจุดจากกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ทำงานร่วมกับกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน โดยข้อมูลข่าวกรองจากซาอุดีอาระเบียและรัฐบาลในภูมิภาคบ่งชี้ว่า กลุ่มดังกล่าวอาจเตรียมโจมตีซาอุดีอาระเบียในอนาคตอันใกล้ ภายใต้การชี้นำของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC)
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังกลุ่มฮูตีออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในอ่าวเอเดน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก ขณะที่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียเผชิญทั้งการโจมตีด้วยขีปนาวุธจากกลุ่มฮูตีและการโจมตีด้วยโดรนจากกลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้การเดินเรือผ่านจุดยุทธศาสตร์สำคัญ 2 แห่งของภูมิภาคลดลงอย่างรุนแรง โดยข้อมูลติดตามเรือของ Kpler ระบุว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีเรือเพียง 2 ลำเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลงจาก 8 ลำในวันก่อนหน้า และต่ำกว่าระดับปกติก่อนเกิดสงครามอย่างมาก ซึ่งเคยมีเรือผ่านประมาณ 130-140 ลำต่อวัน
นั่นหมายความว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบันเหลือเพียงเศษเสี้ยวของระดับปกติ สะท้อนผลกระทบจากความขัดแย้งที่มีต่อหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญที่สุดของโลก
สถานการณ์ที่ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดนก็ย่ำแย่เช่นกัน โดยมีเรือสินค้าเทกองเพียง 1 ลำเดินทางผ่าน ลดลงจาก 20 ลำในวันก่อนหน้า ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อระบบขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากทั้งช่องแคบฮอร์มุซและบับเอลมันเดบถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการค้าและการขนส่งพลังงานโลก
รายงานระบุว่า ปริมาณการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มว่าจะยังไม่สามารถกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามได้ในเร็ว ๆ นี้ แม้อิหร่านและโอมานจะสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบการบริหารจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวก็ตาม
สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานว่า ภายใต้ร่างแผนการบริหารช่องแคบฮอร์มุซระหว่างอิหร่านและโอมาน เรือของสหรัฐฯ และอิสราเอลจะถูกห้ามเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว รวมถึงเรือจากประเทศที่อิหร่านมองว่า สร้างความเสียหายให้แก่อิหร่าน ซึ่งข้อจำกัดจะมีผลต่อไปจนกว่าประเทศเหล่านั้นจะจ่ายค่าชดเชย
นอกจากนี้อิหร่านยังเสนอให้กำหนดบทลงโทษสำหรับเรือที่ฝ่าฝืนเงื่อนไข โดยอาจเรียกเก็บค่าปรับสูงถึง 20% ของมูลค่าสินค้าที่บรรทุก ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ความกังวลว่าอิหร่านอาจเพิ่มข้อจำกัดต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3% มาอยู่ที่ 83.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นราว 1.1% แตะ 78.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังตลาดก่อนหน้านี้เคยมีความหวังว่าข้อตกลงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ในภูมิภาค ระบุว่า อิหร่านและโอมานใกล้บรรลุกรอบข้อตกลงสำหรับบริหารการเดินเรือ โดยกำหนดให้เรือขาเข้าทั้งหมดใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำอิหร่าน ส่วนเรือขาออกจะใช้เส้นทางที่อยู่ใกล้กับโอมานมากกว่า อย่างไรก็ตาม การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถกลับมาเปิดให้เรือเดินทางผ่านได้ตามปกติทันที
ด้านทรัมป์ออกมาตอบโต้รายงานที่ระบุว่า คลังอาวุธและยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมากจากการทำสงคราม โดยระบุผ่าน Truth Social เมื่อวันพฤหัสบดีว่า สหรัฐฯ ยังคงมียุทโธปกรณ์จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอาวุธบางประเภท พร้อมขู่ว่าจะดำเนินคดีและผลักดันโทษจำคุกระยะยาวต่อผู้ที่นำข้อมูลลับออกมาเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม CNN รายงานในเวลาต่อมาว่า ทรัมป์ยอมรับระหว่างการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบขาวว่า อาวุธบางประเภทของสหรัฐมีปริมาณตึงตัวมากขึ้น แต่ยืนยันว่าอาวุธที่มีเทคโนโลยีไม่ซับซ้อนบางประเภทนั้น สหรัฐยังคงมีอยู่ในปริมาณมาก
สถานการณ์ล่าสุดจึงทำให้ตลาดจับตาทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และความคืบหน้าของข้อตกลงบริหารช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเดินเรือที่ลดลงจากระดับปกติราว 130-140 ลำต่อวัน เหลือเพียงไม่กี่ลำ อาจสร้างแรงกดดันต่อการขนส่งพลังงานและราคาน้ำมันโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้นอีก
อ้างอิง : www.cnbc.com