โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไรน์เมทัลเปิดตัว GMF 140 เรือฟริเกตยุคใหม่เจาะตลาดนาโต

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไรน์เมทัล (Rheinmetall) ยักษ์ใหญ่กลาโหมเยอรมัน เปิดตัว GMF 140 เรือฟริเกตล่องหนขนาด 6,000 ตัน จัดเต็มระบบอาวุธและเทคโนโลยีล้ำสมัย มุ่งเจาะตลาดกองทัพเรือพันธมิตรนาโตและอเมริกาเหนือ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท ไรน์เมทัล (Rheinmetall) ผู้รับเหมาด้านความมั่นคงรายใหญ่ของเยอรมนี ได้ประกาศเปิดตัวเรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถีรุ่นใหม่ในชื่อ GMF 140 ขนาดความยาว 140 เมตรอย่างเป็นทางการ การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นการก้าวเข้าสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ในตลาดต่อเรือรบของไรน์เมทัล ซึ่งเดิมทีเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ผลิตยานเกราะ ปืนใหญ่ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ กระสุน ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และยุทโธปกรณ์ทางทะเล

การพัฒนาเรือฟริเกตขนาดระวางขับน้ำ 6,000 ตัน ลำนี้ มีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพเรือกลุ่มประเทศพันธมิตรนาโต (NATO) และพันธมิตรอื่น ๆ ที่ต้องการเรือรบผิวน้ำเจเนอเรชันใหม่ที่มีขีดความสามารถสูง ทำงานร่วมกันได้ดี และมีราคาที่สมเหตุสมผล โดยทางไรน์เมทัลวางแผนเจาะตลาดส่งออกและเตรียมเสนอแบบเรือนี้ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของภูมิภาคอเมริกาเหนือเป็นอันดับแรก
การออกแบบและลักษณะของตัวเรือ
เรือฟริเกต GMF 140 ได้รับการออกแบบขึ้นมาใหม่ตั้งแต่กระดูกงูเรือเพื่อเน้นความสามารถในการเอาตัวรอด มีความสามารถในการทำลายล้างสูง บูรณาการระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และใช้กำลังพลน้อยที่สุด โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ของเรือดังนี้
ตัวเรือมีความยาว 140 เมตร และมีระวางขับน้ำประมาณ 6,000 ตันขึ้นไป ซึ่งทำให้มันอยู่ตรงรอยต่อระหว่างเรือฟริเกตขนาดใหญ่และเรือทำลายล้าง (Destroyer) ขนาดเล็ก ระวางขับน้ำขนาดนี้ช่วยให้เรือมีพื้นที่และกำลังไฟฟ้าสำรองเพียงพอสำหรับการติดตั้งแผงเรดาร์ขนาดใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็รองรับการติดตั้งระบบอาวุธพลังงานลำแสง (Directed-energy weapons) และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน
ในด้านกำลังพลเรือใช้ลูกเรือหลักเพียง 90 นาย และสามารถรองรับกำลังพลเพิ่มเติมได้อีก 35 นายเมื่อมีภารกิจเฉพาะ
ในด้านการออกแบบ จุดเด่นทางกายภาพคือหัวเรือแบบตัดคลื่น ซึ่งคล้ายคลึงกับเรือฟริเกตชั้น FDI (Amiral Ronarc'h) ของฝรั่งเศส ที่มีลักษณะเป็นหัวเรือแบบคว่ำ (Inverted bow) พร้อมแนวเหลี่ยมข้างตัวเรือที่ทอดยาวตลอดแนวตัวเรือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเรือ
และจุดเด่นอีกอย่างของตัวเรือ คือ ได้รับการออกแบบให้มีระดับการสะท้อนเรดาร์ต่ำ (Low-signature hull) พร้อมระบบจัดการเสียงสะท้อนภายในตัวเรือ (Integrated acoustic management) เพื่อลดการตรวจจับจากข้าศึก
ระบบอาวุธและการป้องกันภัยทางอากาศ
เรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถี GMF 140 ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำภารกิจที่หลากหลายครอบคลุมการป้องกันภัยทางอากาศและการป้องกันภัยจากขีปนาวุธ (BMD) การปราบเรือดำน้ำ (ASW) และการโจมตีระยะไกล
แม้ว่าโครงสร้างเรือพัฒนาโดยเทคโนโลยีเยอรมนี แต่ระบบควบคุมการรบยังคงใช้มาตรฐานสหรัฐฯ เพื่อประสิทธิภาพในการรบร่วมกับพันธมิตร บูรณาการรอบระบบควบคุมการรบ AEGIS ร่วมกับตัวเลือกเรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ เพิ่มขีดความสามารถในการตรวจจับ ติดตาม และยิงสกัดภัยคุกคามทางอากาศแบบดั้งเดิม อาวุธไฮเปอร์โซนิก และขีปนาวุธได้
นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งไปใช้ระบบจัดการการรบ CMS330 พัฒนาโดยบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบเปิดที่สามารถเชื่อมต่อกับเซนเซอร์และระบบอาวุธของทั้งยุโรปและสหรัฐฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบของอาวุธหนักของเรือ ติดตั้งท่อยิงแนวดิ่ง Mk 41 VLS จำนวน 64 เซลล์ ชนิด Strike-Length สำหรับบรรทุกขีปนาวุธหลากประเภท หากติดตั้งขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้ถึงปานกลางอย่าง ESSM (Evolved Sea Sparrow Missile) ซึ่งบรรจุแบบ 4 ลูกต่อ 1 ช่องยิง (Quad-pack) จะสามารถบรรทุกได้สูงสุดถึง 256 ลูก หรือสามารถจัดสรรผสมผสานกับขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินระยะไกลอย่าง Tomahawk ของสหรัฐอเมริกา และขีปนาวุธตระกูล Standard Missiles เช่น SM-2

นอกจากอาวุธหลัก เรือยังติดตั้งระบบอาวุธรอง เช่น ปืนใหญ่เรือขนาด 5 นิ้ว หรือขนาด 127 มม. ในภาพแนวคิดใช้ปืนมาตรฐานกองทัพเรือสหรัฐฯ รุ่น Mk 45 ะบบป้องกันภัยระยะประชิด (CIWS เช่น SeaRAM ติดตั้งทั้งส่วนหน้าและท้ายเรือ, ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ, ท่อยิงตอร์ปิโด, ระบบอาวุธเลเซอร์, และระบบโซนาร์ทั้งแบบติดตั้งใต้ท้องเรือและแบบลากจูง ด้านท้ายเรือ รองรับเฮลิคอปเตอร์ทางทะเลและระบบไร้คนขับ (Unmanned systems) ทั้งมาตรฐานสหรัฐฯ และยุโรป
เกิดเปิดตัวเรือฟริเกต GMF 140 ในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่กองทัพเรือเยอรมนีเพิ่งยกเลิกโครงการเรือฟริเกต F126 ขนาด 11,000 ตัน และหันไปหาเรือขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าอย่าง F128 พัฒนาจาก MEKO A-200 โดยทาง บริษัท ไรน์เมทัล (Rheinmetall) กลับเลือกแนวทางตรงกันข้าม โดยส่ง GMF 140 ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและความร่วมมือกับระบบพันธมิตรนาโต เพื่อลดความเสี่ยงด้านบูรณาการและนำเสนอขีดความสามารถระดับเรือทำลายล้างในคราบเรือฟริเกตแทน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...