โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เลิกอุ้มทุนใหญ่! "อลงกรณ์" จี้รัฐรีเซ็ตประเทศ ชูยุทธศาสตร์ "โลกพึ่งไทย" ซัดทุ่มงบ EV-Data Center ทำไทยสูญเสียทรัพยากรฟรี

สยามรัฐ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

นายอลงกรณ์ พลบุตรประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรอประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอ“กลัดกระดุมยุทธศาสตร์ใหม่”จากยุทธศาสตร์กระแสนิยมพึ่งต่างชาติสู่ยุทธศาสตร์”โลกพึ่งไทย“ โดยมีเนื้อหาดังนี้

รายงานปฏิรูปประเทศ

ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ยุทธศาสตร์

“โลกพึ่งไทย”

:ถอดรหัสอุตสาหกรรมชิป-เซมิคอนดักเตอร์

&นวัตกรรมชีวภาพ

“ประเทศไทยต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกใหม่

จากไทยพึ่งโลกสู่โลกพึ่งไทย“

โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรอประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์อย่างยิ่งจากการเดินหน้านโยบายพัฒนาประเทศตามกระแสความนิยม (Hype-Driven Policies) ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มงบประมาณ สิทธิประโยชน์ทางภาษี และทรัพยากรวิกฤตของชาติ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ในบริบทของประเทศไทย เราไม่มีเทคโนโลยีต้นน้ำเป็นของตนเอง ทำให้ต้องพึ่งพาชิป นวัตกรรม ซอฟต์แวร์ และสายการผลิตจากต่างประเทศเกือบร้อยละร้อย

ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมเหล่านี้ยังดึงเอาทรัพยากรพลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำอันมีค่าไปใช้อย่างมหาศาล โดยที่ตัวเลขมูลค่าการลงทุนจริงตกอยู่กับห่วงโซ่อุปทานและคนไทยเพียงน้อยนิด

รายงานพิเศษฉบับนี้เสนอให้ภาครัฐ "กลัดกระดุมเม็ดแรก" ของยุทธศาสตร์ประเทศใหม่ โดยทบทวนและปรับลำดับความสำคัญของทิศทางการพัฒนาประเทศ มาสร้างความเข้มแข็งจากภายในบนฐานศักยภาพที่แท้จริง

เราสามารถเรียนรู้จากอุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นโมเดลผลิตชิปแบบเฉพาะทาง (Pure-Play Foundry) ของ TSMC ในไต้หวัน หรือชิปหน่วยความจำ HBM ของเกาหลีใต้ เพื่อนำมาปรับใช้กับการสร้าง เศรษฐกิจชีวภาพ(Bio-Economy)โดยยกระดับประเทศไทยจากผู้ส่งออกสินค้าเกษตรราคาถูก ไปสู่การผลิต "สารตั้งต้นมูลค่าสูง" ป้อนให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของโลกในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพโลก

1. ถอดบทเรียนอุตสาหกรรมชิป-เซมิคอนดักเตอร์เกาหลี-ไต้หวัน

อุตสาหกรรมชิปและเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสมาร์ทโฟนแข่งกับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา หากแต่เริ่มต้นจากการนำทรายหรือแร่ซิลิคอนมาถลุงและผ่านกระบวนการทำความบริสุทธิ์จนได้เป็นแผ่นเวเฟอร์ (Silicon Wafer) จากนั้นจึงส่งต่อให้โรงงานรับจ้างผลิตอย่าง TSMC สลักวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋วเพื่อสร้างเป็นชิปประมวลผลหรือชิปหน่วยความจำ ป้อนให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกนำไปใช้ผลิตไอทีและ AI Server อีกทอดหนึ่ง กระบวนการนี้ทำให้ไต้หวันและเกาหลีใต้กลายเป็นขั้วอำนาจทางเทคโนโลยีที่โลกเทคโนโลยีขาดไม่ได้

เมื่อนำพิมพ์เขียวนี้มาจับกับประเทศไทย ผลผลิตทางการเกษตร และความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ก็คือ "สารกึ่งตัวนำทางธรรมชาติ" ที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์

หากเรายกระดับการผลิตไปสู่โมเดลผลิตสารชีวภาพ( Bio-Foundry ) ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องไปต่อท้ายแถวของกระแสนิยมไฮเทคดิจิตอลที่พึ่งพานำเข้าทุนและเทคโนโลยี แต่เราสามารถตั้งตัวเป็นผู้สกัดและแปรรูปวัตถุดิบชีวภาพให้กลายเป็น "สารตั้งต้นชีวภาพความบริสุทธิ์สูง" หรือชีวโมเลกุลเกรดการแพทย์และอุตสาหกรรมต่างๆส่งออกป้อนให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติในอุตสาหกรรมยา เวชสำอาง อาหารฟังก์ชัน เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ชีวภาพที่โลกต้องพึ่งพาเช่นเดียวกัน

2. เปรียบเทียบโมเดลยุทธศาสตร์ใหม่-เก่า

เมื่อนำโมเดลยุทธศาสตร์และนโยบายเดิมที่เน้นการอุดหนุนตามกระแส (Hype-Driven) มาเปรียบเทียบกับโมเดลยุทธศาสตร์ใหม่ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

1.สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content Value)

นโยบายเดิมสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เพียงร้อยละ 10 ถึง 15 เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี ชิป และชิ้นส่วนจากต่างชาติ ขณะที่โมเดล Bio-Foundry สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้สูงถึง ร้อยละ 85 ถึง 95 เพราะใช้ทรัพยากรและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศทั้งหมด

2.รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเกษตรกร นโยบายเดิมทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพียง 120,000 บาทต่อปี และมีความผันผวนสูงตามราคาตลาดโลก แต่โมเดลใหม่จะช่วยยกระดับรายได้ขึ้นเป็น 420,000 ถึง 550,000 บาทต่อปี อย่างมั่นคงด้วยระบบ Bio-Contract Farming

3.การสร้างการจ้างงานทักษะสูงในภูมิภาค

ยุทธศาสตร์และนโยบายเดิมสร้างการจ้างงานทักษะสูงเฉพาะในเขตอุตสาหกรรมส่วนกลางหรือ EEC

ขณะที่โมเดลใหม่สร้างงานวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพกระจายสู่ 77 จังหวัดมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง และช่วยยกระดับค่าจ้างแรงงานเกษตรกรขึ้น 2.5 ถึง 4 เท่า

4.มูลค่าการส่งออกต่อตันวัตถุดิบ (Value per Ton)

การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิมสร้างมูลค่าได้เพียง 8,000 ถึง 15,000 บาทต่อตัน แต่เมื่อนำมาผ่านกระบวนการ Bio-Foundry สกัดเป็นสารเกรด API หรือโปรตีนบริสุทธิ์ มูลค่าการส่งออกจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 200,000 ถึง 3,500,000 บาทต่อตัน

5.การใช้น้ำและพลังงานไฟฟ้า

นโยบายเดิมสร้างภาระอย่างมหาศาลต่อทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า ขณะที่โมเดลใหม่มีความคุ้มค่าสูงเนื่องจากใช้ระบบน้ำหมุนเวียนในระบบปิด และใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในพื้นที่

6.มูลค่าเศรษฐกิจรวมและการลดก๊าซเรือนกระจก

นโยบายเดิมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ราว 200,000 ล้านบาทโดยผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่ทุนต่างชาติ ขณะที่โมเดลใหม่จะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมสูงถึง 2.1 ล้านล้านบาทหรือ10เท่า ภายใน 10 ปีโดยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งช่วยลดการนำเข้ายาและสารเคมีได้หลายแสนล้านบาทและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ขั้นต่ำ 40 ล้านตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี

3.ก้าวข้ามยุทธศาสตร์พึ่งต่างชาติสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพโลก

:จากไทยพึ่งโลกสู่โลกพึ่งไทย

การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการผลิตไปสู่ Bio-Foundry ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่จะปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจทวีคูณและกระจายผลประโยชน์ไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

1.มิติภาคเกษตรกรรมและเกษตรกร

เกษตรกรไทยกว่า 8.5 ล้านครัวเรือนจะได้รับการยกระดับรายได้สุทธิต่อไร่เพิ่มขึ้นจากเดิม 300% ถึง 1,000%

นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับความมั่นคงด้านราคาผ่านระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Bio-Contract Farming)

2.มิติภาคอุตสาหกรรม

ภาคอุตสาหกรรมจะเกิดการเติบโตของ New S-Curve ใหม่ที่มียุทธศาสตร์ต้นน้ำอยู่ในประเทศร้อยละร้อย ทั้งอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ เวชสำอาง ยาสกัดสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและโปรตีนทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางยา (API) สารแต่งเติมอาหาร และเคมีภัณฑ์สังเคราะห์จากต่างประเทศได้มากกว่า 140,000 ล้านบาทต่อปี

ผู้ประกอบการไทยจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงโรงงานรับจ้างบรรจุ (OEM) ไปสู่การเป็นเจ้าของสิทธิบัตรสารตั้งต้นชีวภาพ (Bio-IP) ป้อนบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก

3.มิติแรงงานและการจ้างงาน (Labor & Employment Transformation)

ยุทธศาสตร์ Bio-Foundry จะปฏิรูปโครงสร้างแรงงานของประเทศไทยครั้งใหญ่ นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานใน 4 ด้านสำคัญ

3.1การกระจายการจ้างงานทักษะสูงสู่ภูมิภาค (Decentralised High-Skill Jobs)

ศูนย์ AIC ใน 77 จังหวัด และโรงกลั่นชีวภาพระดับภูมิภาค จะสร้างการจ้างงานใหม่สำหรับนักวิจัย, นักชีววิทยา, วิศวกรเคมีชีวภาพ, นักเทคโนโลยีการเกษตร และผู้เชี่ยวชาญการควบคุมคุณภาพ (QC/QA) ในพื้นที่ภูมิภาคมากกว่า 180,000 ตำแหน่ง ลดความจำเป็นในการย้ายถิ่นฐานของแรงงานเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่

3.2การดึงดูดแรงงานคนรุ่นใหม่กลับสู่ถิ่นฐาน (Brain Gain / Local Workforce)

เปลี่ยนภาพจำของภาคเกษตรจาก "งานหนัก สุขภาพพัง รายได้ต่ำ" ไปสู่การเป็น "Smart Bio-Farmers & Bio-Technicians" แรงงานคนรุ่นใหม่และบัณฑิตจบใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถกลับไปทำงานระดับสูงในภูมิภาคใกล้บ้าน พร้อมรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

3.3การยกระดับทักษะแรงงานเดิม (Up-skilling & Re-skilling)

แรงงานภาคการเกษตรและแรงงานในอุตสาหกรรมแปรรูปแบบเดิมจะได้รับการอบรมยกระดับทักษะผ่านระบบ AIC ให้มีความเชี่ยวชาญในการเพาะเลี้ยงพืชสกัด การใช้เครื่องมือสกัดระดับห้องปฏิบัติการ และการจัดการมาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าและค่าจ้างแรงงาน (Wage Level) ในภาคเกษตรกรรมอย่างก้าวกระโดด

3.4การลดปัญหาแรงงานแฝงและการว่างงานแฝง (Underemployment)

แก้ปัญหาภาคเกษตรที่มีลักษณะการทำงานตามฤดูกาลและมีเวลาว่างเปล่านอกฤดูเก็บเกี่ยว การเลี้ยงผำ แมลงอุตสาหกรรม และการแปรรูปชีวมวลจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงานตลอด 365 วัน สร้างรายได้และอัตราการทำงานที่สม่ำเสมอให้แก่แรงงานฐานราก

4.มิติภาพรวมประเทศ

ประเทศไทยจะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง GDP จากการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก ไปสู่นวัตกรรมชีวภาพมูลค่าสูง โดยคาดว่ามูลค่าเศรษฐกิจชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 ของ GDP ประเทศไทย ภายใน 10 ปี หรือคิดเป็นมูลค่าเศรษฐกิจรวมกว่า 2.1 ล้านล้านบาท ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกสารตั้งต้นทางชีวภาพและโปรตีนอนาคต สร้างด่านเกราะคุ้มกันเศรษฐกิจ (Bio-Shield) ที่ทำให้บริษัทยา อาหาร และเครื่องสำอางข้ามชาติต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากไทย พร้อมทั้งช่วยบรรลุเป้าหมาย Net-Zero

ข้อเสนอเชิงนโยบาย: การปรับยุทธศาสตร์และ "กลัดกระดุมเม็ดแรกใหม่"

ภาครัฐจำเป็นต้องปฏิรูปกรอบความคิดและกลัดกระดุมเม็ดแรกของการวางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศเสียใหม่ โดยดำเนินการใน 3 วาระสำคัญ

1. ยกระดับ Agroindustry, Bio-Economy และ Future Protein เป็นวาระแห่งชาติอันดับ 1 (Primary Strategic Priority)

โดยปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายรัฐบาลมุ่งเน้นการแปรรูปกลุ่มพืชผลเกษตร ชีวภาพ และโปรตีนทางเลือกสู่สารตั้งต้นมูลค่าสูงเป็นเป้าหมายหลักของประเทศ

2. รีเซ็ตโครงสร้างการส่งเสริมการลงทุน (BOI Reform)

ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต่างชาติที่ไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและดึงเอาทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าไปใช้สูง โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรอย่างเคร่งครัด แล้วหันมาอัดฉีดสิทธิประโยชน์สูงสุด (Tier 1+) ให้แก่ผู้ลงทุนใน Bio-Refinery Complex, อุตสาหกรรมสกัดสารมูลค่าสูง

3. จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนพัฒนานวัตกรรมชีวภาพและพัฒนาแรงงานชีวภาพ (National Bio-Foundry & Workforce Fund)

อัดฉีดงบประมาณนำร่อง 25,000 ล้านบาท สนับสนุนจัดตั้งโรงกลั่นชีวภาพประจำทุกภูมิภาค ยกระดับเครื่องมือสกัดขั้นต้นให้COEและ AIC 77 จังหวัด พร้อมทั้งจัดทำหลักสูตร Up-skillและRe-skill ร่วมกับสถาบันการศึกษา สภาเกษตรกร หอการค้าและสภาอุตสาหกรรมในพื้นที่เพื่อสร้างแรงงานชีวภาพทักษะสูงรองรับทั่วประเทศ

ยุทธศาสตร์ใหม่ที่เสนอในรายงานพิเศษฉบับนี้เป็นการปรับลำดับความสำคัญของทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไม่ได้หมายถึงการทอดทิ้งอุตสาหกรรมใหม่เช่น AI บิ๊กเดต้า EV เพียงแต่ให้จัดลำดับความสำคัญบนศักยภาพของประเทศที่แท้จริงและตอบโจทย์อนาคตภายใต้แนวทางการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และการยืนบนขาของตัวเองเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน

การรีเซ็ตยุทธศาสตร์และนโยบายด้วยการอัพเกรดกลุ่มพืชผลเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพ เป็น "สารตั้งต้นมูลค่าสูง" ผ่านโครงข่าย CoE และ AIC 77 จังหวัด คือทางออกเดียวที่จะพลิกชีวิตเกษตรกรไทย 8.5 ล้านครัวเรือน ยกระดับและสร้างงานทักษะสูงให้แก่แรงงานไทย ยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ผู้ครอบครองสิทธิบัตรเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจเก่าที่พึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศสู่ฐานใหม่คือเศรษฐกิจในประเทศ(Domestic Economy)สร้างเติบโตของจีดีพี.แบบกระจายประโยชน์ถึงฐานรากเศรษฐกิจแบบมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...