ผ่าแผนดับวิกฤตน้ำเหนือ! ‘ยศชนัน’ ชู ‘น่านโมเดล’ กางโรดแมปกลางสภาฯ
สิ้นสุดยุคตั้งรับ "ยศชนัน" กางโรดแมปกลางสภาฯ ดับวิกฤตน้ำเหนือ ชู "น่านโมเดล" ดึงเทคโนโลยีสแกนลุ่มน้ำ-ผุดคลองบายพาส พร้อมดัน "Nan Sandbox" ฟื้นป่าคู่เศรษฐกิจสีเขียว แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จอย่างยั่งยืน
วันนี้ (27 ส.ค.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ชี้แจงและอภิปรายตอบกระทู้ เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง
ดร.ยศชนัน กล่าวขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทหาร ตำรวจ จิตอาสา และภาคประชาสังคม ที่ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ พร้อมทั้งอธิบายถึงระบบการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (Single Command Unit) หรือวอร์รูม ซึ่งมีการประชุมติดตามและปรับแผนการช่วยเหลือทั้งเช้าและเย็นอย่างต่อเนื่อง
ผมต้องขอกราบขอบพระคุณหลากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เข้มแข็ง กรมอุตุนิยมวิทยา สสน. กรมชลประทาน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กลุ่มนักศึกษาอาชีวะ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวง พม. และโดยเฉพาะพี่น้องทหารกว่า 1,000 นาย รวมถึงมูลนิธิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน และประชาชนคนไทยทั่วประเทศที่หลั่งไหลความช่วยเหลือเข้ามา ทุกคนทุกจุดมาด้วยหมุดหมายเดียวกันคือ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทย
การทำงานผ่านระบบวอร์รูมในทุกเช้าและช่วงค่ำ ช่วยให้การจัดสรรกำลังพล เครื่องจักรกล และหน่วยบรรเทาทุกข์ลงไปยังจุดที่วิกฤตที่สุดได้อย่างแม่นยำ เช่น เหตุการณ์ที่อำเภอปัว ซึ่งหากเข้าเคลียร์พื้นที่ช้าดินโคลนจะแห้งและฟื้นฟูยาก การประสานขอกำลังทหารและเครื่องจักรเสริมแบบทันท่วงทีจึงช่วยบรรเทาความเสียหายของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับต้นตอของมวลน้ำมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าท่วมจังหวัดน่านในระลอกนี้ สถานการณ์เริ่มต้นจากปริมาณฝนสะสมที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ซึ่งวัดปริมาณได้สูงถึง 388 มิลลิเมตร บนพื้นที่ภูเขาสูงชัน ซึ่งตกอยู่บนพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูง เมื่อน้ำจากที่สูงไหลลงมาตามทางน้ำ ประกอบกับพื้นที่ป่าบางส่วนขาดหายไป มวลน้ำจึงหลากลงมาเร็วมาก เข้าท่วมสร้างความเสียหายหนักที่อ.ปัว
จากนั้นมวลน้ำได้เคลื่อนตัวต่อไปยังอ.ท่าวังผา สันติสุข นาหมื่น และเข้าสู่อ.ภูเพียงกับอ.เมืองน่าน ซึ่งตลิ่งฝั่งภูเพียงมีความสูงต่ำกว่าตลิ่งฝั่งอ.เมือง จึงทำให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมภูเพียงค่อนข้างหนัก ก่อนที่น้ำทั้งหมดจะไหลผ่านอ.เวียงสาและระบายลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ต่อไป
หลังจากวิเคราะห์เส้นทางน้ำดังกล่าว รัฐบาลจึงเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทันที โดยขณะนี้ระบบไฟฟ้าและการประปาส่วนภูมิภาคได้รับการฟื้นฟูแล้ว 100% ส่วนประปาหมู่บ้านได้มีการอนุมัติงบกลางเข้าสนับสนุน สำหรับเส้นทางคมนาคมที่ชำรุด ทางกระทรวงคมนาคมได้เร่งติดตั้งสะพานแบริ่งเชื่อมเส้นทางหลัก ขณะที่กรมชลประทานได้เร่งนำดินถมซ่อมแซมเส้นทางเข้าหมู่บ้านที่ถูกตัดขาด เช่น ในพื้นที่ต.ศิลาแลง
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนตามมติ ครม. โดยจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพครัวเรือนละ 9,000 บาท ค่าสงเคราะห์ผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ตามมาตรฐานเดียวกับกรณีอุทกภัยภาคใต้ พร้อมทั้งจัดสรรวงเงินฉุกเฉินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปจ่ายบรรเทาทุกข์เบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย เป็นค่าเครื่องครัวครัวเรือนละ 4,200 บาท และค่าเครื่องนุ่งห่ม/ที่นอนคนละ 2,500 บาท รวมถึงงบซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายตามเกณฑ์กรมโยธาธิการและผังเมือง สูงสุดหลังละไม่เกิน 8.86 หมื่นบาท
ในมิติของการป้องกันภัย รัฐบาลได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรมาตรขั้นสูงเข้ามาอุดช่องว่างจุดบอดของการเตือนภัยในพื้นที่ภูเขา เพื่อเพิ่มเวลาในการเตรียมตัวและอพยพของประชาชน
ด้านการแก้ปัญหา เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม เนื่องจากเซ็นเซอร์วัดน้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ภูเขาอาจจะยังไม่ครอบคลุม เราจึงบูรณาการเครือข่ายเซ็นเซอร์ของ สสน. และข้อมูลดาวเทียมของหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา หากระบบตรวจพบว่ามีปริมาณฝนตกสะสมบนภูเขาสูงถึง 50–60 มิลลิเมตร ภายในเวลา 2 ชั่วโมง ระบบจะประมวลผลและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทันที ซึ่งในพื้นที่เสี่ยงอย่างอ.ปัว หรืออ.แม่จริม ประชาชนจะมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า 2 ชั่วโมงก่อนที่มวลน้ำจะหลากลงมาถึงชุมชน ขณะที่จุดอื่น ๆ จะมีเวลาเตือนภัยล่วงหน้า 1 ชั่วโมง
นอกจากนี้เรายังใช้เรือสำรวจและเทคโนโลยี LiDAR สแกนความลึกของลำน้ำและภูมิประเทศในเมือง เพื่อระบุจุดเสี่ยงระดับเซนติเมตร และเปิดให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลผ่าน Thaiwater.net ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาว ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอแผนงานเชิงโครงสร้างที่กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว
ในระยะสั้นถึงระยะกลาง รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการขุดลอกแม่น้ำน่าน 18 จุด ในพื้นที่อำเภอเมือง ท่าวังผา ภูเพียง และเวียงสา ภายในกรอบเวลา 4 เดือน เพื่อขยายคอขวดเปิดทางระบายน้ำให้คล่องตัวยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กในลำน้ำสาขา เช่น อ่างเก็บน้ำน้ำกิ, น้ำลี และน้ำกอน ภายในแผนงบประมาณปี 2571
ส่วนแผนระยะยาว รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งศึกษาความเหมาะสมโครงการขุดคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองน่าน (แม่น้ำน่านสาย 2) ระยะทาง 52 กิโลเมตร เพื่อตัดยอดน้ำหลากไม่ให้ไหลผ่านพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนเมือง
การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือ เรื่องป่าต้นน้ำและการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า ผ่านโมเดล Nan Sandbox ซึ่งเรามีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำให้กลับมา 18% โดยจัดสรรสัดส่วนการปลูกป่าขนานไปกับการปลูกพืชสมุนไพร เพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชน และในส่วนของกระทรวง อว. กำลังยกระดับ มทร.ล้านนา วิทยาเขตน่าน สู่การเป็น มหาวิทยาลัยน่าน เพื่อสร้างโรงงานสารสกัดตั้งต้นตัวยาและสมุนไพร (API) ที่ได้มาตรฐาน GMP ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Green Ocean ในพื้นที่อย่างแท้จริง
ดร.ยศชนัน กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือจะไม่ใช่เพียงการตั้งรับและเยียวยาหลังเกิดภัยอีกต่อไป แต่เป็นการผสานเทคโนโลยี ความรู้ทางวิชาการ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืนให้แก่พี่น้องประชาชนภาคเหนือในระยะยาว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ครม. อนุมัติงบกลาง 558 ล้านบาท เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม กว่า 60,971 ครัวเรือน
- ผู้ว่าน่านฯ สั่งการด่วน!! จ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยล็อตแรกทันที
- ‘ปภ.’ ยืนยันเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมสงขลา 9,000 บาท
ติดตามเราได้ที่