โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผ่าแผนดับวิกฤตน้ำเหนือ! ‘ยศชนัน’ ชู ‘น่านโมเดล’ กางโรดแมปกลางสภาฯ

The Bangkok Insight

อัพเดต 58 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 58 นาทีที่แล้ว • The Bangkok Insight

สิ้นสุดยุคตั้งรับ "ยศชนัน" กางโรดแมปกลางสภาฯ ดับวิกฤตน้ำเหนือ ชู "น่านโมเดล" ดึงเทคโนโลยีสแกนลุ่มน้ำ-ผุดคลองบายพาส พร้อมดัน "Nan Sandbox" ฟื้นป่าคู่เศรษฐกิจสีเขียว แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จอย่างยั่งยืน

วันนี้ (27 ส.ค.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญทั่วไป ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ชี้แจงและอภิปรายตอบกระทู้ เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้าง

ยศชนัน

ดร.ยศชนัน กล่าวขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือของทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทหาร ตำรวจ จิตอาสา และภาคประชาสังคม ที่ระดมกำลังเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ พร้อมทั้งอธิบายถึงระบบการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (Single Command Unit) หรือวอร์รูม ซึ่งมีการประชุมติดตามและปรับแผนการช่วยเหลือทั้งเช้าและเย็นอย่างต่อเนื่อง

ผมต้องขอกราบขอบพระคุณหลากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เข้มแข็ง กรมอุตุนิยมวิทยา สสน. กรมชลประทาน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ กลุ่มนักศึกษาอาชีวะ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวง พม. และโดยเฉพาะพี่น้องทหารกว่า 1,000 นาย รวมถึงมูลนิธิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน และประชาชนคนไทยทั่วประเทศที่หลั่งไหลความช่วยเหลือเข้ามา ทุกคนทุกจุดมาด้วยหมุดหมายเดียวกันคือ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทย

การทำงานผ่านระบบวอร์รูมในทุกเช้าและช่วงค่ำ ช่วยให้การจัดสรรกำลังพล เครื่องจักรกล และหน่วยบรรเทาทุกข์ลงไปยังจุดที่วิกฤตที่สุดได้อย่างแม่นยำ เช่น เหตุการณ์ที่อำเภอปัว ซึ่งหากเข้าเคลียร์พื้นที่ช้าดินโคลนจะแห้งและฟื้นฟูยาก การประสานขอกำลังทหารและเครื่องจักรเสริมแบบทันท่วงทีจึงช่วยบรรเทาความเสียหายของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับต้นตอของมวลน้ำมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าท่วมจังหวัดน่านในระลอกนี้ สถานการณ์เริ่มต้นจากปริมาณฝนสะสมที่ตกหนักเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ซึ่งวัดปริมาณได้สูงถึง 388 มิลลิเมตร บนพื้นที่ภูเขาสูงชัน ซึ่งตกอยู่บนพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูง เมื่อน้ำจากที่สูงไหลลงมาตามทางน้ำ ประกอบกับพื้นที่ป่าบางส่วนขาดหายไป มวลน้ำจึงหลากลงมาเร็วมาก เข้าท่วมสร้างความเสียหายหนักที่อ.ปัว

จากนั้นมวลน้ำได้เคลื่อนตัวต่อไปยังอ.ท่าวังผา สันติสุข นาหมื่น และเข้าสู่อ.ภูเพียงกับอ.เมืองน่าน ซึ่งตลิ่งฝั่งภูเพียงมีความสูงต่ำกว่าตลิ่งฝั่งอ.เมือง จึงทำให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมภูเพียงค่อนข้างหนัก ก่อนที่น้ำทั้งหมดจะไหลผ่านอ.เวียงสาและระบายลงสู่เขื่อนสิริกิติ์ต่อไป

หลังจากวิเคราะห์เส้นทางน้ำดังกล่าว รัฐบาลจึงเร่งฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทันที โดยขณะนี้ระบบไฟฟ้าและการประปาส่วนภูมิภาคได้รับการฟื้นฟูแล้ว 100% ส่วนประปาหมู่บ้านได้มีการอนุมัติงบกลางเข้าสนับสนุน สำหรับเส้นทางคมนาคมที่ชำรุด ทางกระทรวงคมนาคมได้เร่งติดตั้งสะพานแบริ่งเชื่อมเส้นทางหลัก ขณะที่กรมชลประทานได้เร่งนำดินถมซ่อมแซมเส้นทางเข้าหมู่บ้านที่ถูกตัดขาด เช่น ในพื้นที่ต.ศิลาแลง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเยียวยาเร่งด่วนตามมติ ครม. โดยจ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพครัวเรือนละ 9,000 บาท ค่าสงเคราะห์ผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ตามมาตรฐานเดียวกับกรณีอุทกภัยภาคใต้ พร้อมทั้งจัดสรรวงเงินฉุกเฉินให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปจ่ายบรรเทาทุกข์เบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย เป็นค่าเครื่องครัวครัวเรือนละ 4,200 บาท และค่าเครื่องนุ่งห่ม/ที่นอนคนละ 2,500 บาท รวมถึงงบซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายตามเกณฑ์กรมโยธาธิการและผังเมือง สูงสุดหลังละไม่เกิน 8.86 หมื่นบาท

ในมิติของการป้องกันภัย รัฐบาลได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรมาตรขั้นสูงเข้ามาอุดช่องว่างจุดบอดของการเตือนภัยในพื้นที่ภูเขา เพื่อเพิ่มเวลาในการเตรียมตัวและอพยพของประชาชน

ด้านการแก้ปัญหา เราใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม เนื่องจากเซ็นเซอร์วัดน้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ภูเขาอาจจะยังไม่ครอบคลุม เราจึงบูรณาการเครือข่ายเซ็นเซอร์ของ สสน. และข้อมูลดาวเทียมของหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา หากระบบตรวจพบว่ามีปริมาณฝนตกสะสมบนภูเขาสูงถึง 50–60 มิลลิเมตร ภายในเวลา 2 ชั่วโมง ระบบจะประมวลผลและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทันที ซึ่งในพื้นที่เสี่ยงอย่างอ.ปัว หรืออ.แม่จริม ประชาชนจะมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า 2 ชั่วโมงก่อนที่มวลน้ำจะหลากลงมาถึงชุมชน ขณะที่จุดอื่น ๆ จะมีเวลาเตือนภัยล่วงหน้า 1 ชั่วโมง

นอกจากนี้เรายังใช้เรือสำรวจและเทคโนโลยี LiDAR สแกนความลึกของลำน้ำและภูมิประเทศในเมือง เพื่อระบุจุดเสี่ยงระดับเซนติเมตร และเปิดให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลผ่าน Thaiwater.net ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาว ศ.ดร.ยศชนัน ได้นำเสนอแผนงานเชิงโครงสร้างที่กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์การฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว

ในระยะสั้นถึงระยะกลาง รัฐบาลกำลังเดินหน้าโครงการขุดลอกแม่น้ำน่าน 18 จุด ในพื้นที่อำเภอเมือง ท่าวังผา ภูเพียง และเวียงสา ภายในกรอบเวลา 4 เดือน เพื่อขยายคอขวดเปิดทางระบายน้ำให้คล่องตัวยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กในลำน้ำสาขา เช่น อ่างเก็บน้ำน้ำกิ, น้ำลี และน้ำกอน ภายในแผนงบประมาณปี 2571

ส่วนแผนระยะยาว รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งศึกษาความเหมาะสมโครงการขุดคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองน่าน (แม่น้ำน่านสาย 2) ระยะทาง 52 กิโลเมตร เพื่อตัดยอดน้ำหลากไม่ให้ไหลผ่านพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนเมือง

การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือ เรื่องป่าต้นน้ำและการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า ผ่านโมเดล Nan Sandbox ซึ่งเรามีเป้าหมายฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำให้กลับมา 18% โดยจัดสรรสัดส่วนการปลูกป่าขนานไปกับการปลูกพืชสมุนไพร เพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชน และในส่วนของกระทรวง อว. กำลังยกระดับ มทร.ล้านนา วิทยาเขตน่าน สู่การเป็น มหาวิทยาลัยน่าน เพื่อสร้างโรงงานสารสกัดตั้งต้นตัวยาและสมุนไพร (API) ที่ได้มาตรฐาน GMP ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Green Ocean ในพื้นที่อย่างแท้จริง

ดร.ยศชนัน กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือจะไม่ใช่เพียงการตั้งรับและเยียวยาหลังเกิดภัยอีกต่อไป แต่เป็นการผสานเทคโนโลยี ความรู้ทางวิชาการ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืนให้แก่พี่น้องประชาชนภาคเหนือในระยะยาว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...