โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ธปท.ยกระดับเกมสกัด ‘เงินเทา’ สร้างคอขวดปิดทาง ‘อาชญากรการเงิน’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.ย เวลา 22.32 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย เวลา 23.00 น.

ปัญหาเงินเทา เงินทุจริต การพนันออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย สแกมเมอร์ และเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการคอร์รัปชัน ถือเป็นปัญหาที่มีความกว้างขวาง และซับซ้อนมากขึ้น
ส่งผลให้ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เริ่มขยับบทบาทเข้ามาแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างมากขึ้น โดยหนึ่งในเรื่องสำคัญที่กำลังเร่งดำเนินการคือ การจัดการกับ “เงินเทา”
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท.ดำเนินการเรื่องการสแกนบัญชีม้ามาอย่างต่อเนื่อง และผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเห็นได้จากยอดความเสียหายที่ลดลงเรื่อยๆ รวมถึงรอบของการกระทำความผิดที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่ปัญหาที่กำลังเผชิญไม่ได้มีเพียงบัญชีม้าเท่านั้น เพราะเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย สแกมเมอร์ และการทุจริตคอร์รัปชัน ล้วนมีความเชื่อมโยงกับบริการทางการเงิน โดยธุรกรรมอาจเริ่มจากการโอนเงินเข้าบัญชี จากนั้นโอนต่อไปยังจุดต่างๆ ถอนออกมาเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนเงินสดไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น เงินตราต่างประเทศ ทองคำ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล

  • คุมเงินสด สกัดการแปลงเงินเป็นทรัพย์สิน

โดย หนึ่งมาตรการที่ ธปท.ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ คือ การกำกับดูแลการถอนเงินสด รวมถึงการเข้าไปกำกับเรื่องการซื้อขายทองคำ เนื่องจากมองว่าทองคำเป็นส่วนหนึ่งของช่องทางที่สามารถเปลี่ยนเงินสดให้เป็นทรัพย์สินอื่นเพื่ออำพรางที่มา ผ่านการคุมการถอนทองคำที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือประมาณ 2 กิโลกรัม เพื่อนำข้อมูลไปแชร์ให้กับตำรวจ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.

ซึ่งหลังดำเนินการพบว่าปริมาณการขอทองคำลดลงอย่างรวดเร็วจาก 20,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือ 3,000 ล้านบาท
นอกจากทองคำแล้ว ธปท.ยังจำกัดการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าเกิน 800,000 บาทขึ้นไป เพื่อป้องกันการเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และ ธปท.ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือก.ล.ต.ในการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวกับ UST หรือ Stablecoin ซึ่งมองว่าหากเกณฑ์นี้ออกมา จะช่วยลดธุรกรรมการเทรดที่มีลักษณะผิดปกติลงได้
นอกจาก ธปท.ยังมีการยกระดับมาตรฐานการทำ KYC หรือ Know Your Customer, CDD หรือ Customer Due Diligence และ EDD หรือ Enhanced Due Diligence ในกรณีที่พบว่าลูกค้ามีสภาพความผิดปกติในการทำธุรกรรม เป้าหมายคือ การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการเงินอย่างครบวงจร ไม่ใช่เฉพาะสถาบันการเงินบางแห่ง

  • ธปท.ผนึก 11 หน่วยงานภาคการเงินสกัดทุนเทา

โดยล่าสุด ธปท. จับมือร่วมกับ 11 หน่วยงานภาคการเงิน เพื่อร่วมขับเคลื่อน “กรอบความร่วมมือเพื่อปกป้องธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ในการป้องกันเชิงรุกไม่ให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ หรือทางผ่าน ช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย และปกป้องประชาชนจากความเสียหายในการใช้ระบบการเงิน

  • สิ่งที่เราทำมาตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา อาจดูเหมือนเป็นการทำแยกเป็นชิ้นๆ แต่สิ่งที่เรากำลังทำวันนี้คือการยกระดับให้ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินมาทำงานร่วมกัน

โดยจุดมุ่งหวังของมาตรการคือ หากเป็นเงินจากการพนันออนไลน์ จะต้องไม่สามารถหลอกให้คนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารได้ หรือหากสามารถโอนเข้ามาได้ ก็ต้องถูกปิดบัญชีภายในเวลาอันสั้น
หากเป็นธุรกิจผิดกฎหมายอื่น เช่น สแกมเมอร์ ก็ต้องไม่มีผู้ให้บริการรับชำระเงินรายใดเปิดรับเงินให้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินหรือการชำระเงินในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ เมื่อเงินเข้าสู่บัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดแล้ว ต้องสามารถอายัดหรือปิดกั้นได้อย่างรวดเร็ว
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการป้องกันไม่ให้เงินเข้าระบบ แต่ต้องทำให้เงินที่อยู่ในบัญชีผิดกฎหมายโอนออกได้ยาก ถอนออกได้ยาก และเมื่อถอนออกมาแล้วก็ต้องทำให้การนำไปแปลงเป็นทรัพย์สินอื่นทำได้ยากขึ้นด้วย

  • “เราต้องทำให้เงินที่อยู่ในบัญชีนั้นถอนยาก โดยเฉพาะการถอนเป็นเงินสดเพื่อนำไปแปลงเป็นทรัพย์สินอื่น เช่น ทองคำ หรือ USDT

นอกจากนี้ ธปท.จะเข้ามาทำหน้าที่ในการแชร์ข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินให้ดีขึ้น จากเดิมที่ธนาคารแต่ละแห่งอาจเห็นเฉพาะข้อมูลของตัวเอง ต่อไปจะมีการแชร์ข้อมูลข้ามกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ ธนาคารต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มนอนแบงก์ ผู้ให้บริการรับชำระเงิน และกลุ่ม Money Changer

ข้อมูลดังกล่าวจะถูกแชร์ต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ ปปง. ป.ป.ช. ตำรวจ และ ก.ล.ต.ต่อไป

  • ปิดช่องทางเงินผิดกฎหมาย

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.หรือสถาบันการเงินอาจไม่มีอำนาจในการไปปราบปรามหรือจับกุมโดยตรง แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือ “การสร้างความยากลำบาก” ให้กับการกระทำผิด และสกัดกั้นไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่าย
การทำงานของภาคการเงินจึงมุ่งสร้าง “คอขวด” ในกระบวนการทางการเงิน ตั้งแต่การนำเงินเข้าบัญชี การโอนเงิน การถอนเงิน ไปจนถึงการเปลี่ยนเงินเป็นทรัพย์สินประเภทอื่น เพื่อทำให้การดำเนินการผิดกฎหมายทำได้ยากขึ้น และลดปริมาณธุรกรรมที่เกี่ยวข้องลง

เราอาจไม่มีอำนาจไปปราบปรามหรือจับกุมโดยตรง แต่เราสามารถสร้างความยากลำบาก สร้างคอขวด ทำให้ธุรกรรมเหล่านี้ยุ่งยากขึ้น จนลดปริมาณลงได้ในจำนวนที่เยอะมาก

ซึ่งหวังว่าการประกาศความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงนาม MOU แล้วจบลง แต่เป็น “Commitment” หรือพันธสัญญาร่วมกันของทุกฝ่าย โดยมีหลักการสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การมีผู้นำที่ช่วยผลักดันให้เกิดผลจริง การกำหนดกฎเกณฑ์ และมาตรฐานร่วมกัน การพัฒนาศักยภาพ การแชร์ข้อมูลระหว่างกัน และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
ในส่วนของ ธปท. มีพันธสัญญาที่จะยกระดับมาตรฐาน และสร้างกฎเกณฑ์ที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล แบ่งปันข้อมูล และประสานงานระหว่างอุตสาหกรรมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจ ขณะที่สมาคมต่างๆ ทั้งธนาคารรัฐ ธนาคารพาณิชย์ นอนแบงก์ และ Money Changer ต่างมีพันธสัญญาที่จะร่วมมือกันดำเนินการ

สุดท้ายแล้ว ธปท.เชื่อว่าแม้จะไม่สามารถทำให้อาชญากรรมหมดไปได้ในทันที แต่ถ้าธุรกรรมเหล่านี้ทำได้ยากขึ้น จำนวนอาชญากรรมก็จะทยอยลดลงในระยะข้างหน้า

  • อาชญากรรมทางการเงินไทยยังสูง

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือสแกมเมอร์ที่มีความซับซ้อน และข้ามพรมแดน โดยช่วงเดือนม.ค.-ก.ค.ที่ผ่านมา มีการแจ้งเหตุทางเทคโนโลยีกว่า 1.9 ล้านเคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 9,000 ล้านบาท
แม้จำนวนการรับแจ้งเหตุเฉลี่ยต่อวันจะลดลงเหลือประมาณ 902 เคส แต่ระดับความเสียหายยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนกลวิธีให้มีความแยบยล และซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพยายามนำเงินไปฟอกหรือแปรสภาพให้ถูกกฎหมาย

ดังนั้นภายใต้กรอบความร่วมมือครั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือ “Reinvent Thailand” เพื่อสร้างความไว้วางใจ และความเชื่อมั่น หรือ Trust and Confidence ให้ประเทศไทยอยู่ในระดับสากล

โดยสมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกพร้อมสนับสนุนมาตรการป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิดกฎหมาย ผ่าน 5 กลไกสำคัญ
กลไกแรก คือการยกระดับการยืนยันตัวตน KYC, CDD และ EDD โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากภาครัฐ กลไกที่สอง คือการจัดทำมาตรฐานกลางของอุตสาหกรรม หรือ Industry Standard เพื่อจัดการบัญชีที่มีความเสี่ยง กลไกที่สาม คือการยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินสด เพื่อลดความเสี่ยงที่เงินสดจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย

กลไกที่สี่ คือการใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อให้สามารถตรวจจับความผิดปกติได้รวดเร็วและป้องกันความเสียหายก่อนขยายวงกว้าง

กลไกที่ห้า คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงาน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาคธนาคาร ภาครัฐ และภาคเอกชน เพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นเส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

  • ชู 3ยกระดับ

นายยอด ชินสุภัคกุล นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ผู้ให้บริการชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-bank พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยวางหลักการสำคัญไว้ที่ “3 ย” ได้แก่ ยกระดับ ยากลำบาก และอย่างรวดเร็ว
“ยกระดับ” หมายถึงการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบต่างๆ ให้มีความเข้มงวด และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามมาตรฐานสากล

ส่วน “อย่างรวดเร็ว” เน้น 2 เรื่อง คือ การแบ่งปันข้อมูล หรือ Information Sharing ระหว่างกัน และการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมหรือระบบให้เท่าทันเทคนิคการหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งการยกระดับ KYM หรือ Know Your Merchant โดยจะตรวจสอบตัวตนของร้านค้าตลอดช่วงเวลาที่ให้บริการ การยกระดับ KYC และ CDD สำหรับผู้บริโภคหรือผู้ใช้งาน โดยเพิ่มมาตรฐานการพิสูจน์ตัวตน การนำส่งข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์

โดยสมาคมฯจะนำส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่องให้ ธปท.นำไปวิเคราะห์ความเชื่อมโยง หรือ Link Analysis ของเส้นทางการเงินและพฤติกรรมที่ผิดปกติ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่มีอยู่ให้เข้มข้นและต่อเนื่องมากขึ้น และการจัดตั้ง Fraud and Risk Working Group เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาการหลอกลวง

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...