เรื่องน่ารู้ : บอน
พืชล้มลุก อวบน้ำ มีหัวใต้ดิน สูง 50 – 100 ซม. ใบ รูปไข่แกมรูปหัวใจ แผ่กว้าง 20 – 35 ซม. ยาว 30 – 50 ซม. ปลายใบแหลมหรือมน โคนใบเว้าลึกรูปสามเหลี่ยม ก้านใบยาว 30 – 100 ซม. สีเขียวหรือออกม่วง ดอก สีครีมหรือเหลืองนวล ออกเป็นช่อแกน ยาว 15 – 45 ซม. ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ดอกเพศเมียอยู่ตอนล่าง ก้านช่อสั้นกว่าก้านใบ มีใบประดับสีเหลืองห่อรองรับ ผล เป็นผลสด รูปขอบขนาน เมล็ด ขนาดเล็กจำนวนมาก
บอน เป็นพืชที่มีลักษณะการขึ้นอยู่ในพื้นที่คล้ายกับผักตบนั่นคือในที่ขึ้นหรือบริเวณน้ำตื้นที่มีโคลนเลน แต่เนื่องจากบอนมีก้านใบยาวกว่าผักตบ จึงขึ้นได้ในบริเวณน้ำลึกกว่าผักตบ
บอนมีประโยชน์ที่ชาวไทยรู้จักดีที่สุดคือใช้เป็นผัก แต่ที่มีความชำนาญในการปรุงบอน เพราะบอนเป็นผักที่มีความพิเศษในตัวเอง คือมีความคัน หากนำมาปรุงอาหารโดยปฏิบัติไม่ถูกต้องแล้ว ผู้ที่กินจะเกิดอาการคันปากคันคอ และผู้ปรุงอาหารจากบอนเองก็จะคันมือด้วย
ส่วนของบอนที่นิยมนำมาเป็นผักก็คือ ก้านใบ โดยลอกเอาเปลือกที่หุ้มอยู่ออกเสียก่อน ตำรับอาหารยอดนิยมจากบอนก็คือ แกงบอน ซึ่งมีรสออกไปทางหวาน นับเป็นแกงที่แพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งในหมู่ชาวไทยภาคกลาง ส่วนประโยชน์ น้ำจากลำต้นใต้ดินเป็นยาแก้ไข้ รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการเจ็บคอและเสียงแหบแห้ง รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องเสีย หัวใช้เป็นยาระบาย ช่วยขับปัสสาวะ หัวมีรสเมาคัน ใช้เป็นยาแก้เถาดานในท้อง กัดฝ้าหนอง หัวและน้ำจากก้านใบใช้เป็นยาห้ามเลือด ลำต้นนำมาบดใช้เป็นยาพอกรักษาแผล รวมทั้งแผลจากงูกัด น้ำจากลำต้นใต้ดินใช้เป็นยาแก้พิษแมลงป่อง ก้านใบมีรสเย็นคัน นำมาตัดหัวท้ายออกแล้วนำไปลนไฟบิดเอาน้ำใช้หยอดแผลแก้พิษคางคก น้ำยางใช้เป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ยางใช้เป็นยาช่วยกำจัดหูด ไหล หัว หรือ เหง้านำมาตำผสมกับเหง้าขมิ้น กะปิ ขี้วัว และเหล้าโรงเล็กน้อย ใช้เป็นยาพอกรักษาฝีตะมอย น้ำคั้นจากก้านใบใช้เป็นยานวดแก้อาการฟกช้ำ หัวช่วยขับน้ำนมของสตรี
ไหลและหัวใต้ดินนำมาลวกหรือต้มรับประทานเป็นอาหารได้ ส่วนใบอ่อนและก้านใบอ่อน สามารถนำมาใช้ทำอาหารประเภทต้มได้ เช่น แกงส้ม แกงกะทิ แกงบอน เป็นต้น หรือจะนำมาลอกจิ้มน้ำพริกรับประทาน แต่ต้องทำให้สุกก่อนจึงจะไม่คัน โดยนำมาต้ม 2-3 ครั้ง แล้วคั้นเอาน้ำทิ้งหรือนำไปเผาไฟก่อนนำมาใช้ปรุงอาหาร (เวลาปอกเปลือกควรสวมถุงมือและสับเป็นท่อน ๆ นอกจากนี้ ก้านบอนยังนำมาดองได้อีกด้วย.