อย่าด่วนสรุป ‘แบงก์พัน’ เก่า 2 รุ่นไม่หมุนในระบบอาจเป็น ‘เงินเทา’ ถ้ายังไม่ได้พิสูจน์ให้ชัด!
เมื่อวันที่ 24 ส.ค.69 ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และอดีตรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ระบุว่าธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทรุ่นเก่า 2 รุ่น ซึ่งมีอายุประมาณ 20–30 ปี มูลค่ารวมราว 140,000 ล้านบาท (คิดเป็น 5.1% ของมูลค่าธนบัตรหมุนเวียนทั้งหมดในปัจจุบัน 2.764 ล้านล้านบาท) ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารตามที่ควรจะเป็น ทำให้มีผู้เสนอว่ารัฐบาลไทยควรยกเลิกธนบัตร (demonetization) 1,000 บาท 2 รุ่นนั้น เพื่อบีบให้เงินจากการคอร์รัปชัน ทุนสีเทา และธุรกิจผิดกฎหมายกลับเข้าสู่ระบบ ว่า
1.ตนไม่เห็นด้วย เพราะการที่ธนบัตรเก่าไม่กลับเข้าสู่ระบบธนาคาร ไม่ได้พิสูจน์ว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินคอร์รัปชันหรือเงินจากอาชญากรรม เงินบางส่วนอาจถูกประชาชนเก็บออมไว้นอกธนาคาร อยู่ในระบบการค้าที่ยังใช้เงินสด สูญหาย ชำรุด ถูกนำออกนอกประเทศ หรืออยู่ในมือของผู้ที่ไม่สะดวกเข้าถึงระบบการเงิน ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปว่าเงิน 140,000 ล้านบาททั้งหมดเป็น “เงินสีเทา” หากหลักฐานแยกประเภทยังไม่ชัดเจน
2.บทเรียนที่เจ็บปวดจากอินเดีย เมื่อวันที่ 8 พ.ย.59 รัฐบาลนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศให้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปีเดิม สิ้นสภาพการเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ธนบัตร 2 ชนิดนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 86% ของเงินสดที่หมุนเวียนอยู่ในขณะนั้น การตัดสินใจอย่างฉับพลันทำให้เงินสดที่ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ลดลงอย่างรุนแรงในชั่วข้ามคืน ในช่วงนั้นตนอยู่ที่รัฐปัญจาบ อินเดีย จึงเห็นด้วยตนเองว่า ประชาชนในชนบท คนยากจน เกษตรกร ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการรายเล็ก ต้องเสียเวลามายืนต่อแถวยาวหน้าธนาคารเป็นเวลาหลายวันและหลายสัปดาห์ เพื่อแลกธนบัตรที่ถูกยกเลิกเป็นธนบัตรใหม่ หลายคนมีเงินที่หามาโดยสุจริต แต่ขาดเอกสาร ไม่มีบัญชีธนาคาร หรืออยู่ห่างไกลจากสาขาธนาคาร จึงได้รับความเดือดร้อนมาก
3.ในทางตรงกันข้าม ผู้มีอำนาจ ผู้มีเส้นสาย และขบวนการที่มีเครือข่ายทางการเงินกลับมีช่องทางกระจายเงินผ่านบุคคลอื่น ซื้อทรัพย์สิน หรือเปลี่ยนเงินได้ง่ายกว่าคนธรรมดา มาตรการที่ตั้งใจเล่นงานคนโกง จึงกลับสร้างภาระแก่ประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก เปรียบเสมือน “ขี่ช้างจับตั๊กแตน”
4.ผลสุดท้าย ธนาคารกลางอินเดียรายงานว่าธนบัตรที่ถูกยกเลิกมากกว่า 99% ถูกนำกลับแลกคืน แสดงว่าเงินที่รัฐบาลคาดว่าจะสูญสภาพ เพราะเจ้าของไม่กล้านำมาแสดงตนนั้น มีสัดส่วนน้อยมาก การยกเลิกธนบัตรจึงไม่ได้ทำให้เงินผิดกฎหมายหายไป ตามที่รัฐบาลบอกประชาชนไว้ แต่กลับทำให้ประชาชนและนักลงทุนทั่วโลกไม่เชื่อมั่น ไม่ไว้วางใจรัฐบาล
5.เศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบ งานศึกษาของ Gabriel Chodorow-Reich, Gita Gopinath, Prachi Mishra และ Abhinav Narayanan พบว่า การขาดแคลนเงินสดจากมาตรการดังกล่าว ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของอินเดียลดลงประมาณ 3 percentage points ในเดือนพ.ย.-ธ.ค.59 และทำให้อัตราการเติบโตในไตรมาสที่ได้รับผลกระทบต่ำกว่ากรณีที่ไม่มีมาตรการประมาณ 2 จุด-เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังทำให้การจ้างงานและการขยายตัวของสินเชื่อลดลงด้วย
สิ่งที่ลดลงอย่างรุนแรงคือ “เงินสดที่ใช้ชำระได้ในขณะนั้น” งานวิจัยระบุว่าเงินสดที่ใช้ได้ลดลงประมาณ 75% ในช่วงแรก แต่ปริมาณเงินตามความหมายกว้าง เช่น M3 ไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน
6.ศาสตราจารย์อมาตยา เซน (Amartya Sen) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ วิจารณ์มาตรการนี้ว่าเป็นการใช้อำนาจที่กระทบต่อรากฐานของ “ระบบเศรษฐกิจแห่งความไว้วางใจ” เพราะธนบัตรคือคำมั่นของรัฐต่อประชาชน เมื่อรัฐทำให้คำมั่นนั้นสิ้นผลอย่างฉับพลัน ความเชื่อมั่นในระบบเงินตราและสถาบันของรัฐย่อมเสียหาย
7.การยกเลิกแบงก์พันไม่ลดคอร์รัปชัน ผู้ที่คอร์รัปชันหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมายไม่ได้เก็บทรัพย์สินทั้งหมดเป็นธนบัตร เงินเหล่านี้อาจถูกเปลี่ยนเป็นทองคำ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล เงินตราต่างประเทศ บริษัทบังหน้า หรือถูกโอนไปต่างประเทศแล้ว การยกเลิกธนบัตรจึงเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ยิ่งประกาศมาตรการล่วงหน้านาน ผู้กระทำผิดก็ยิ่งมีเวลาย้ายทรัพย์สิน แต่ถ้าประกาศฉับพลัน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ธุรกิจรายย่อย และเศรษฐกิจนอกระบบที่ยังต้องพึ่งเงินสด ก็จะได้รับความเสียหาย
8.ต้องปราบคอร์รัปชันที่ต้นเหตุ หัวใจของการปราบคอร์รัปชันไม่ได้อยู่ที่ขนาดของธนบัตร แต่อยู่ที่ความสุจริตและเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำ ตลอดจนความเข้มแข็งของสถาบันตรวจสอบ บทเรียนจากสิงคโปร์ในยุคลี กวน ยู แสดงให้เห็นว่า ผู้นำที่ไม่ยอมรับการทุจริต ประกอบกับกฎหมายที่บังคับใช้จริง ระบบราชการที่มีคุณภาพ การตรวจสอบทรัพย์สิน และองค์กรปราบปรามคอร์รัปชันที่ทำงานได้อย่างเป็นอิสระ สามารถลดคอร์รัปชันได้อย่างมาก ส่วนการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันในจีนสมัยประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง แสดงให้เห็นว่า หากฝ่ายการเมืองเอาจริง เจ้าหน้าที่ระดับสูงก็สามารถถูกสอบสวนและลงโทษได้
9.การพึ่ง “ผู้นำที่เข้มแข็ง” เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยต้องสร้างระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้นำหรือผู้มีอำนาจคนใดแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบได้ด้วยมาตรการที่ควรดำเนินการ ได้แก่ (1) ตรวจสอบเส้นทางการเงินโดยใช้ข้อมูลจากธนาคาร ภาษี ศุลกากร ที่ดิน ทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมกัน (2) บังคับเปิดเผยผู้เป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงของบริษัทและนิติบุคคล (3) ตรวจสอบทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง (4) เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและสัญญาของรัฐให้ประชาชนตรวจสอบได้ (5) คุ้มครองผู้เปิดโปงการทุจริตและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสที่นำไปสู่การยึดทรัพย์ (6) ใช้กฎหมายฟอกเงินและมาตรการยึดทรัพย์กับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง โดยต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม และ (7) กำกับธุรกรรมเงินสดขนาดใหญ่แบบมุ่งเป้า แทนการลงโทษประชาชนทั้งประเทศ
10.ข้อเสนอสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย ควรมีการตรวจสอบธนบัตร 1,000 บาทรุ่นเก่ามูลค่า 140,000 ล้านบาท อย่างละเอียด และเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชนทราบว่า ตัวเลขดังกล่าวคำนวณอย่างไร เป็นธนบัตรรุ่นใด ออกใช้จำนวนเท่าใด และมีหลักฐานเพียงใดที่เชื่อมโยงกับเงินผิดกฎหมาย หากต้องการนำธนบัตรเก่าออกจากระบบด้วยเหตุผลด้านอายุหรือความปลอดภัย ควรใช้วิธี “ทยอยเรียกคืน” ผ่านธนาคาร โดยไม่ทำให้ธนบัตรสิ้นสภาพทันที ให้ประชาชนมีเวลานำมาแลกอย่างเพียงพอ ไม่มีค่าธรรมเนียม และรับรองสิทธิของผู้ถือธนบัตรโดยสุจริต วิธีนี้แตกต่างอย่างสำคัญจากการยกเลิกธนบัตรแบบอินเดีย
11.การปราบทุนสีเทาและคอร์รัปชัน เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างเด็ดขาด แต่ต้องจับคนผิดด้วยข้อมูล เส้นทางเงิน และกระบวนการยุติธรรม โดยไม่ทำให้คนสุจริตเดือดร้อน จึงไม่ควรยกเลิกธนบัตร 1,000 บาท เพียงสงสัยว่าเงินสดบางส่วนอาจเป็นเงินสีเทา เพราะท้ายที่สุด คนจนและประชาชนทั่วไปอาจต้องต่อคิวรับความลำบาก ขณะที่คนโกงตัวจริงใช้เส้นสายและช่องทางอื่นหลบหลีกได้เหมือนเดิม