ตรวจสอบทุจริตอาหารกลางวัน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ คลิปเสียงโผลเจรจาขอนำเงินส่วนต่างไปบริหารโรงเรียน
ก่อนระบุว่า จะนำไปใช้จ่ายการบริหารโรงเรียน โดยให้หักจากเงินส่วนต่างโครงการอาหารกลางวัน หลังผ่านมา 1 ปี วิสาหกิจฯต้องเสียภาษีนับล้านบาทจากเงินส่วนต่าง
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรธรรมชาติปลอดภัยแม่ปาน-สันเกี๋ยง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ได้ร้องเรียนกับไทยพีบีเอส ว่าทางกลุ่มฯได้รับผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษี เป็นมาจากการเรียกรับเงินส่วนต่างเกี่ยวกับโครงการอาหารกลางวัน
นายพรหมเมศร์ ถาวร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรธรรมชาติปลอดภัยแม่ปาน-สันเกี๋ยง เปิดเผยกับไทยพีบีเอส ว่าทางกลุ่มได้จัดส่งวัตถุดิบปรุงอาหารให้กับโรงเรียนประจำในพื้นที่ เริ่มจัดส่งตั้งแต่ปี 2558 โดยจัดส่งวัตถุดิบให้กับโรงเรียนวันละ 3 มื้อ เฉลี่ยแต่ละวัน 5-8 หมื่นบาท เพราะเป็นโรงเรียนประจำพักภายในโรงเรียนฯ
นายพรหมมินทร์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ย้ายมาดำรงตำแหน่งปี 2567 ได้ขอติดต่อยืมเงินกับกลุ่มวิสาหกิจฯ 1.3 ล้านบาท ซึ่งให้ทางกลุ่มฯถอนเป็นเงินสดนำไปให้กับโรงเรียน และมีหลักฐานคลิปเสียงสนทนา ความยาวประมาณ 24 นาที ระบุว่าจะนำเงินส่วนต่างค่าอาหารไปใช้ในการบริหารโรงเรียน
ข้อความระบุเจรจากับ ผู้อำนวยการโรงเรียน :
อยากให้วิสาหกิจฯเข้าใจ เพราะว่า ผอ.ไม่มีเงินไปบริหาร ไม่มีเงินบริหาร ถามว่าวางแผนต้องมีเงินเหลือเท่านี้ เงินส่วนต่างรวมเหลือเท่านี้ ครูหวาย ครูไก่ ทำเมนูอาหารให้เงินเหลือ สัก5000 -10000 บาท เก็บไว้เป็นเงินกองกลาง สุดท้ายไม่เหลือ พอไม่เหลือก็เดินไปไม่ได้ ผอ.รองพู่ อยู่โรงเรียนก็มีแขก ต้องใช้เงินพูดตรงๆเราเอื้อให้กัน
ส่วนรูปแบบการคืนเงิน นายพรหมมินทร์ กล่าวว่า โรงเรียนได้คุยกับกลุ่มว่าจะคืนเงินในรูปแบบส่วนต่างจากการซื้อขายจริง ซึ่งมีการหักส่วนต่างหนี้ให้กับทางกลุ่มฯ ตลอดปีการศึกษา 2567 โดยมีหลักฐานสำคัญคือ การคุยกันผ่านแอปพลิเคชัน ไลน์ ของครูที่รับผิดชอบ
เช่นหลักฐานปรากฏชื่อ "ครู ก." ทำหน้าที่ทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย โดยมีข้อความพูดคุยกับกลุ่มวิสาหกิจ ระบุ "ส่งยอดส่วนต่าง" ซึ่งมีจำนวน 12 งวด โดยมี "ครู ข." เป็นผู้โอนเงิน ซึ่งทางกลุ่มวิสาหกิจฯระบุว่าหลักฐานข้างต้น เป็นหลักฐานชี้ให้เห็นว่าถึงกระบวนการทำงาน เงินที่โรงเรียนฝากยอด เพื่อใช้ยอดฝากไปชำระหนี้
นายพรหมมินทร์ กล่าวว่าอีกว่า หลังจากที่โรงเรียนได้ชำระหนี้ทั้งหมดแล้วภายในภาคเรียนที่ 2 ปี 2567 ทางโรงเรียนได้เปิดประมูลจัดซื้อวัตถุดิบ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2568 หลังจากจบประมูลทาง กลุ่มวิสาหกิจฯ ได้ชนะการประมูลวัตถุดิบบางรายการ ซึ่งโรงเรียนฯระบุว่าไม่อยากทำการค้าผูกขาดกับทางกลุ่ม
แต่ยังมีการเรียกรับเงินส่วนต่างกับทางกลุ่ม และเมื่อถึงเวลายังต้องเสียภาษี แม้จะหักร้อยละ10 กับยอดทางโรงเรียนฯ แต่ก็พบว่าเงิน ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นจำนวนมา โดยทางกลุ่มฯระบุว่า ตั้งแต่ปี 2558 - 2567 เสียภาษีเพียง 2-3 แสนบาท แต่หลังจากมีเงินส่วนต่างในปี 2567 ทางกลุ่มต้องจ่ายภาษีปีล้านกว่าบาท จนเป็นที่มาของความขัดแย้ง และเจรจาพูดคุยกับโรงเรียน
ราคาผักยังซื้อขายตามปกติ แต่ละวันจะมีบิล 2 บิล ที่จะส่งจริงกับ ทางโรงเรียนบอกให้กลุ่มบวกจำนวนตามยอดบิลที่แต่ละวัน สมมุติว่าจ่ายกันจริง 5 หมื่น โรงเรียนจะบอกในกลุ่มบวก 2 หมื่นเป็น 7 หมื่นบาท หรือ 3 หมื่นบาท จะเป็น 8 เหมือนแล้วแต่ละวัน ซึ่งทางกลุ่มลำบากใจ พนักงานก็ลำบากใจ บอกว่าไม่ถูกต้อง รู้สึกกลัว
ด้านนายวิโรจน์ หมอกใหม่ ผู้ใหญ่บ้านสันเกี๋ยง ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าทางกลุ่มวิสาหกิจฯได้เจรจากับผู้อำนวยการ และคณะครูที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะประเด็นเงินสดส่วนต่าง ที่ถอนออกมาเป็นเงินสดให้ทางโรงเรียน การถอนเงินจำนวนมาก ส่งผลให้กลุ่มฯต้องแบกรับภาษี เนื่องจากเอกสารทางบัญชีแสดงยอดมากกว่าความเป็นจริง
ทางกลุ่มต้องเสียภาษีให้กับสรรพากรภาษีโผล่มาล้านกว่าบาท จึงต้องเช็คว่ายอดมาจากไหน มีเงินที่เป็นส่วนเกินไม่ได้จริง เหมือนโอนเงินผ่านบัญชี ถือเป็นรายได้กลุ่ม ซึ่งเป็นเงินส่วนต่างที่คืนให้โรงเรียนไป
ทีมข่าวได้พยายามติดต่อไปที่โรงเรียน เพื่อข้อมูลอีกด้าน โดยรองผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ระบุว่าทางโรงเรียนยังไม่พร้อมให้ข้อมูล เพราะผู้อำนวยการติดภารกิจประชุมที่เชียงใหม่ และเดินทางไปราชการต่างจังหวัดในสัปดาห์นี้ ซึ่งตอนนี้ได้เตรียมเอกสารและพร้อมให้ข้อมูลในสัปดาห์หน้า
ขณะเดียวกันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรธรรมชาติปลอดภัยแม่ปาน-สันเกี๋ยง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ได้ยื่นร้องทุกข์กับ สำนักงาน ปปช.ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เพื่อตรวจสอบการเรียกรับเงินและผลประโยชน์ กับผู้อำนวยการโรงเรียนและครู รวม 12 คน ซึ่งทีมข่าวสอบถามไปยัง ปปช.เชียงใหม่ ระบุว่าอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและเรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล
และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ยังได้ร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม อ.แม่แจ่ม เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่าน ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียน ก็ยังไม่ได้ไปให้ข้อมูล มีเพียงกลุ่มวิสาหกิจฯเข้าไปให้ข้อมูลจึงยังไม่สามารถสรุปความเห็นได้