โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทุนนอกแห่เข้าเวียดนามหมื่นล้าน 5เดือนแรก “LEGO-Pandora” ปักหมุด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 มิ.ย. 2565 เวลา 08.00 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2565 เวลา 00.55 น.

ทุน “สิงคโปร์-เกาหลี-เดนมาร์ก” แห่เข้าเวียดนาม 5 เดือนแรกยอดพุ่งเฉียดหมื่นล้านเหรียญ “LEGO” นำร่องก่อน ตามด้วยบิ๊กธุรกิจเครื่องประดับโลก “Pandora” ขยายฐานจากไทยไปปั๊มกำลังการผลิตเพิ่ม 60% อาศัยข้อได้เปรียบต้นทุนค่าแรงงานถูกกว่า 3 เท่า ทั้งยังส่งออก 53 ประเทศคู่ค้าเอฟทีเอเปิดตลาดลดภาษีให้ ด้านสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม แนะรัฐเร่งปรับมาตรการเสริมเสน่ห์ดึงลงทุน เจรจาเอฟทีเอ เร่งเครื่องโครงสร้างพื้นฐาน

รายงานข่าวจากสํานักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก ระบุว่า บริษัท แพนดอร่า ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องประดับเงินรายใหญ่สัญชาติเดนมาร์ก ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับเวียดนามเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม 2565 เพื่อเตรียมสร้างโรงงานผลิตเครื่องประดับในนิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม-สิงคโปร์ 3 ในจังหวัดบิ่ญเซือง (Binh Duong) ของเวียดนาม ซึ่งอยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางเหนือ ประมาณ 40 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยโรงงานแห่งใหม่นี้จะสร้างขึ้นตามมาตรฐาน LEED Gold ซึ่งเป็นใบรับรองอาคารสีเขียวและใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งสิ้น

ทั้งนี้ โรงงานใหม่ของแพนดอร่าจะเริ่มก่อสร้างปี 2565 มีกำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2567 จะจ้างงานประมาณ 6,000 ราย ซึ่งจะช่วยเพิ่มกําลังการผลิต 60 ล้านชิ้นต่อปี

ในขณะเดียวกัน แพนดอร่าจะขยายโรงงานตามแผนที่วางไว้ที่โรงงานในจังหวัดลําพูน ซึ่งการเพิ่มกําลังการผลิตทั้ง 2 แห่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตโดยรวมได้ถึง 60% การขยายการผลิตไปยังประเทศใหม่จะช่วยให้แพนดอร่ามีความยืดหยุ่นมากขึ้นต่อสถานการณ์ผันผวนของห่วงโซ่อุปทานในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลจากค่าแรงงานเวียดนามถูกกว่าไทย 3 เท่า จึงเป็นผลให้ไทยต้องสูญเสียการจ้างงานคนไทยเกือบ 6,000 คนให้เวียดนาม

ทั้งนี้ บริษัทแพนดอร่า เป็นบริษัทผลิตและจําหน่ายเครื่องประดับระดับโลก ที่มีการจำหน่าย 102 ล้านชิ้นในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 23.4% หรือคิดเป็นยอดจําหน่ายสูง 3,559 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแยกออกเป็นยอดขายผ่านร้านค้าปลีก 1,513 ล้านเหรียญสหรัฐ ยอดขายผ่านทางออนไลน์ 909 ล้านเหรียญสหรัฐ และยอดขาย ช่องทางค้าส่ง 1,137 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจุบันแพนดอร่ามีจุดขายมากกว่า 7,800 แห่ง และมีพนักงานกว่า 27,000 คนทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ โดย “ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งเดียวของแพนดอร่า” ซึ่งเข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย 2 แห่งที่กรุงเทพฯและจังหวัดลําพูนเมื่อประมาณปี 2561 มีกำลังการผลิต 130 ล้านชิ้นต่อปี

“หลังจากนี้ แพนดอร่ามีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิต 60% หรือ 80 ล้านชิ้น โดยจํานวน 60 ล้านชิ้นจะไปผลิตที่โรงงานใหม่ที่เวียดนาม และอีก 20 ล้านชิ้นจะเพิ่มการผลิตที่โรงงานที่จังหวัดลําพูน แสดงให้เห็นว่าแพนดอร่ายังผลิตเครื่องประดับส่วนใหญ่ในไทยและผลิตเพิ่มขึ้น และมูลค่าการส่งออกเครื่องประดับจะเพิ่มขึ้น แต่อาจจะอยู่ในระดับต่ำ หรือขยายตัวในอัตราถดถอย เพราะเวียดนามได้เข้ามาแย่งสัดส่วนตลาดไปในอีก 2 ปีข้างหน้า”

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่ได้รับรายงานเรื่องแรกโรงงาน Pandora จากเดนมาร์กได้ไปลงทุนที่เวียดนามเป็นโรงงานแห่งที่ 3 ด้วยเงินลงทุน 100 ล้านเหรียญ โรงงาน 2 แห่งแรกตั้งอยู่ที่ไทย คือ กรุงเทพฯและลำพูน เหตุผลที่ไปลงทุนที่เวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีช่างฝีมือจำนวนมาก และต้นทุนแรงงานต่ำกว่าไทยเกือบ 3 เท่าตัว

ซึ่งเท่าที่ติดตามขณะนี้สถานการณ์การเคลื่อนย้ายการลงทุนใหม่ไปในเวียดนาม 5 เดือนแรก FDI มีการเพิ่มเงินลงทุน 7.8% (ปีต่อปี) เป็นจำนวนเงิน 7,710 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยประเทศที่ไปลงทุนมากที่สุด คือ สิงคโปร์ ลงทุน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 25% ของจำนวน FDI ทั้งหมด หลัก ๆ เป็นการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ รองลงมา คือ เกาหลีใต้ เงินลงทุน 2,060 ล้านเหรียญ สัดส่วน 17% ของ FDI ทั้งหมดในด้านอุตสาหกรรม และประเทศเดนมาร์ก เงินลงทุน 1,320 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11% ของ FDI ทั้งหมด ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ของโรงงาน LEGO

“ปัจจัยที่หนุนให้นักลงทุนสนใจเวียดนาม ประกอบด้วยหลัก ๆ มาจากปัจจุบันเวียดนามมีการทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) 16 ฉบับ ครอบคลุม 53 ประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) หรือที่เรียก EVFTA และความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP”

อีกทั้งเวียดนามยังมีปัจจัยต้นทุนค่าแรงที่ต่ำ อีกทั้งมีแรงงานวันทำงานจำนวนมาก จึงไม่ใช่เพียงฐานผลิตแต่ะยังเป็นตลาดสำคัญด้วย เพราะภายในประเทศเวียดนามกำลังเติบโตด้วยประชากรเกือบ 100 ล้านคน และสุดท้ายสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพ รัฐบาลมีการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีอากรและด้านอื่น ๆ อย่างมาก

นายสนั่นกล่าวว่า ในส่วนของไทยควรปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเน้น 1.การทำความตกลง FTA เพิ่ม โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ EU หรือ EV FTA และ CPTPP 2.ไทยควรเน้นดึงการลงทุนใน segment ที่แตกต่างจากประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเช่นอุตสาหกรรม new S-curve ในโครงการ EEC ของไทย

“ตอนนี้ไทยมีจุดเด่น เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) เราจะต้องพยายามรักษาจุดแข็งนี้ เพราะในอนาคตเวียดนามอาจจะตามทัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...