โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระแท่นมนังคศิลา กับ บัลลังก์ราชาภิเษกของอังกฤษ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 มิ.ย. 2565 เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2565 เวลา 11.04 น.
อนุสาวรีย์พ่อขุนรมคำแหงประทับบน

ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จารึกของพ่อขุนรามคำแหง” ตอนหนึ่งบอกว่า

“1214 ศกปีมะโรงพ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยนี้ปลูกไม้ตาลนี้ได้สิบสี่เข้าจึงให้ช่างฟันขดานหินตั้งหว่างกลางไม้ตาลนี้”

“1214 ศก” เป็นมหาศักราช ประมาณว่าตรงกับ พ.ศ. 1835 หรือ ค.ศ. 1292

เป็นที่ยอมรับกันอย่าวกว้างขวางมาช้านานแล้วว่า ข้อความตอนนี้ระบุปีที่สร้าง “ขดานหิน” พระแท่นมนังคสิลาบาตรเมื่อ พ.ศ. 1835 และอาจคำนวณย้อนกลับไปได้อีกว่าปีที่ปลูกต้นตาลคือ พ.ศ. 1821-1822 ซึ่งเชื่อถือกันว่าเป็นปีที่พ่อขุนรามคำแหงครองราชย์

แต่การอ่านและตีความข้อความในจารึกมักมีปัญหาขัดแย้งกันเสมอ

ข้อความในจารึกที่ยกมานั้นอาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้อีกว่า พ.ศ. 1835 พ่อขุนรามคำแหงปลูกไม้ตาล ต่อมาอีก 14 ปี คือราว พ.ศ. 1849 จึงสร้าง “ขดานหิน”

“ขดานหิน” คืออะไร? ใช้ทำอะไร?

ในจารึกบอกว่า “ขดานหินนี้ชื่อมนังคศิลาบาตร”

ถ้าเป็นวันพระก็ใช้เป็นอาสนะพระสงฆ์เทศนา “สูดธรรม” แก่อุบาสก

ถ้าไม่ใช่วันพระ “พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยขึ้นนั่งเหนือขดานหินให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุนฝูงท่วยถือบ้านถือเมือง” ซึ่งน่าจะหมายถึงใช้เป็นบัลลังก์

ในโลกนี้มีบัลลังก์อย่าง “ขดานหิน” อยู่ที่ไหนบ้าง?

เห็นจะมีอยู่บ้างทั้งในเทพนิยายและในประวัติศาสตร์ แต่น่าจะมีน้อยเพราะพระมหากษัตริย์ย่อมโปรดประทับบนพระที่นั่งที่สง่าและหรูหรา

แต่พระราชบัลลังก์ราชาภิเษก (The Coronation Throne) ของอังกฤษในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Abbey) มีแท่งหินศักดิ์สิทธ์ประกอบอยู่ใต้แผ่นที่นั่ง

พระราชบัลลังก์องค์นี้ยังใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ พระนางเจ้าเอลิซาเบ็ธเคยประทับในวันราชาภิเษก

ส่วนหินศักดิ์สิทธิ์นั้นชื่อ 2 อย่างคือ The Stone of Destiny และ The Stone of Scone (Scone เป็นชื่อเมืองใน Scotland ซึ่งเป็นที่มาของหินแท่งนี้)

ตำนานเกี่ยวกับหินแท่งนี้อยู่ว่า แต่เดิมอยู่ตะวันออกกลางและมีความสำคัญเกี่ยวกับรรพบุรุษของชาวยิวในคัมภีร์เก่า เช่นพ่อโมเสสเคยเสกบ้าง พ่อยาค้อบเคยใช่เป็นที่นอนหรือใช้เป็นหมอน แล้วฝันเป็นนิมิตทำนายอนาคตกษัตริย์ ต่อมานักบุญรุ่นแรกๆ ในศาสนาคริสต์ได้นำมาสู่เกาะไอร์แลนด์ กษัตริย์เกาะไอร์แลนด์ได้ใช้เป็นบัลลังก์ราชาภิเษกเป็นเวลานาน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตำนานเพื่อให้ความสำคัญแก่แท่นหิน

ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 8 (ราวพุทธศตวรรษที่ 13) แท่นหินได้เข้ามาในประวัติศาสตร์ที่พอเชื่อได้กล่าวคือ ชาว Scotland ได้ปล้นเกาะไอร์แลนด์และยึดแท่นหินกลับบ้านใช้เป็นบัลลังก์ราชาภิเษกของกษัตริย์ชาว Scot ที่เมือง Scone

ในที่สุด The Stone of Scone ได้เข้ามาอยู่ในประวัติศาสตร์อังกฤษ เมื่อพระเจ้า Edwad ที่ 1 ยกทัพไปปล้น Scotland และนำ The Stone of Scone กลับมาไว้ที่กรุงลอนดอน และให้ช่างนำไปประกอบไว้ใต้แผ่นที่นั่งในบัลลังก์ราชาภิเษกใหม่ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์

The Stone of Scone เคยใช้เป็นบัลลังก์ราชาภิเษกของกษัตริย์ Scotland เป็นครั้งสุดท้าย (อภิเษกพระเจ้า John de Balliol) เมื่อ ค.ศ. 1292 (พ.ศ. 1835) ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 1296-1297 (พ.ศ. 1839-1840) พระเจ้า Edward ที่ 1 ได้ปล้นไปไว้ที่ลอนดอน และได้ใช้เป็นบัลลังก์ราชาภิเษกกษัตริย์อังกฤษเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1308 (พ.ศ. 1851) ในการราชาภิเษกพระเจ้า Edward ที่ 2 ผู้สันตติวงศ์จากพระเจ้า Edward ที่ 1

ช่างน่ามหัศจรรย์ใจเหลือกำลังเพราะ

1. กรุงสุโขทัยและกรุงลอนดอนอยู่ห่างกันครึ่งโลก แต่มี “ขดานหิน” และ The Stone of Scone เหมือนๆ กัน และอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

2. “ขดานหิน” ได้มาจากบ้านเมืองทางทิศเหนือเช่นเดียวกัน

3. มีศักราชใกล้เคียงกัน เช่น The Stone of Scone ใช้เป็นบัลลังก์ราชาภิเษกกษัตริย์อังกฤษครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1850-1851 ใกล้เคียงกับปีที่พ่อขุนรามคำแหง “ฟันขดานหิน”

หากศึกษาในรายละเอียดและใช้เกณฑ์คำนวณศักราชให้ถูกต้องกว่าที่เสนอมานี้อาจมีเรื่องราวและศักราชตรงกันอีกหลายๆ อย่าง

ทำไม? ทำไม? และทำไม?

ใครรู้ก็ขอได้โปรดช่วยไขปัญหาด้วย

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 มิถุนายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...