แนะ! ออกแบบพอร์ตอย่างไร ให้ต่อยอดไปสู่การลงทุนต่างประเทศ
สำหรับใครที่สนใจการบริหารจัดการเงินและต้องการสร้างความมั่นคงในระยะยาวแล้วล่ะก็ การจัดพอร์ตเพื่อการลงทุนนับเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจลำดับต้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งการออกแบบพอร์ตน่าเชื่อถือ จะส่งผลต่อความสามารถในการลงทุนต่างประเทศด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมีคำแนะนำสำหรับการออกแบบพอร์ต เพื่อนำไปใช้ในการลงทุนต่างประเทศ หรือ ต่อยอดสิ่งอื่นได้สะดวกขึ้น ดังนี้
- อย่ามองข้ามเรื่องความเสี่ยง
การจัดการกับความเสี่ยงเป็นปัญหาที่นักลงทุนทั้งมือใหม่และมือเก่าพลาดกันไม่น้อย โดยมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งอายุ ทรัพย์สิน รวมถึงความรู้ความสามารถในการลงทุน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความผันผวนของเศรษฐกิจสูงเกินกว่าที่เคยเป็นตามกลไกตลาดโลก ดังนั้นก่อนออกแบบพอร์ต ถ้าอยากได้พอร์ตที่ดูดีสำหรับการลงทุนต่างประเทศได้ด้วย ควรประเมินความเสี่ยงทุก 6 เดือนก่อนจัดพอร์ต และปรับพอร์ตแต่ละครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนที่กำลังดำเนินอยู่เหมาะกับคุณ
- พอร์ตควรมีความหลากหลาย แยกพอร์ตตามเป้าหมายการลงทุน
การออกแบบพอร์ตที่ดี เพื่อนำไปลงทุนต่างประเทศไม่ใช่การโฟกัสการวางแผนไปที่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นการจัดการให้มีความสมดุลทั้งในแง่ของการจัดการความเสี่ยง และการทำกำไร ในการลงทุนทรัพย์สินอื่นซึ่งมีความโดดเด่นแตกต่างกันออกไป โดยสามารถแยกพอร์ตตามเป้าหมายการลงทุนได้ ดังนี้
- เป้าหมายระยะสั้น ควรให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำเป็นส่วนใหญ่ เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือเน้นการออมเงินแบบฝากประจำกับธนาคาร เพื่อความสามารถในการเก็บออมและการสำรองเงินที่พอเหมาะ ทำให้พอร์ตมีสภาพคล่องสูง
- เป้าหมายระยะกลาง สำหรับเป้าหมายที่ใช้เวลาเก็บ 1 ปีขึ้นไป ควรผสมผสานการลงทุนเพิ่มเติมลงในกองทุนรวมหุ้นและกองทุนผสมต่าง ๆ
- เป้าหมายระยะยาว สิ่งสำคัญ คือ การดูความคุ้มค่าในการลงทุนรวมถึงผลตอบแทนเช่น การออมเพื่อการเกษียณ การลดหย่อนภาษีอย่างกองทุน SSF และ RMF รวมกับกองทุนที่มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนสูง
- ติดตามเทรนด์ลงทุนอยู่เสมอ
ถึงแม้ว่าในการซื้อกองทุนจะทำให้คุณไม่ต้องคอยมาจัดการดูแลหุ้นทีละตัว แต่การติดตามเทรนด์การลงทุนเป็นระยะก็จะทำให้รู้ว่ากองทุนตัวไหนที่ดี และน่าสนใจ เพื่อให้รู้ว่าเทรนด์การลงทุนแบบไหนที่กำลังจะมา และนำไปออกแบบพอร์ตในครั้งต่อไป เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือในการลงทุนต่างประเทศได้อีก
- ปรับพอร์ตตามสถานการณ์
ไม่ควรปล่อยพอร์ตนิ่งนานโดยไม่มีความเปลี่ยนแปลง หรือขาดการจัดเพิ่มเติม การปรับแต่งพอร์ตเรื่อย ๆ จะทำให้เห็นว่าเราติดตามเทรนด์ และมีการปรับตัวพร้อมปรับเปลี่ยนพอร์ตให้เท่ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งนอกจากการ Take Profit แล้ว การเลือก Rebalance พอร์ตเมื่อถึงจังหวะสำคัญหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเงินต่าง ๆ ก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน