โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาในรัสเซีย ก่อนจุดเปลี่ยนสำคัญ สู่ห้วงราชวงศ์โรมานอฟล่มสลาย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 ต.ค. 2565 เวลา 04.25 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2565 เวลา 03.40 น.
ภาพถ่าย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 และ (จากซ้ายไปขวา) Olga และ Maria / Alexandra Fyodorovna, Anastasia, Alexei และ Tatiana ที่พระราชวัง Livadia เมื่อปี 1913 (ไฟล์ public domain)

ตั้งแต่รัสเซียประกาศสงครามกับเยอรมนีเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1914 นั้น ในสังคมชาวต่างชาติภายในกรุงเปโตรกราด (ชื่อใหม่แทนเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในช่วงสงคราม – ผู้เขียน) เริ่มมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักทั้งด้านบวกและด้านลบ

สำหรับชาวยุโรปด้วยกันแล้วต่างพากันแตกตื่นและยักย้ายถ่ายเทพลเมืองของตนกลับภูมิลำเนาเดิมด้วยความหวาดกลัวภัยสงครามถ้าหากตกค้างอยู่ต่อไปในรัสเซียจนกลับบ้านไม่ได้ หรือเป็นห่วงสถานการณ์ที่บ้านเกิดซึ่งกำลังเลือกข้างว่าจะเข้าข้างฝ่ายเยอรมนี (กลุ่มมหาอำนาจกลาง) หรือถือหางฝ่ายตรงกันข้าม

แต่สำหรับชาวอเมริกันซึ่งพื้นเพเดิมอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิในยุโรปแล้ว สงครามโลกยังหมายถึงโอกาสใหม่ทางธุรกิจของประเทศคู่กรณีโดยปริยายทั้งการขายอาวุธ การจัดหาวิศวกรซ่อมสร้างเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ รวมทั้งการผลิตอาหารสำเร็จรูปและกักตุนเสบียงกรังในยามคับขัน ล้วนเป็นช่องทางหาเงินของผู้ฉวยโอกาสทั้งสิ้นในยามสงคราม ซึ่งทุกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือขนานใหญ่อยู่ดี

รัฐบาลอเมริกันดำเนินการจัดส่งเอกอัครราชทูตคนใหม่มายังรัสเซียสับเปลี่ยนแทนคนเก่าทันที เขาชื่อมิสเตอร์ฟรานซิส (David Rowland Francis) อดีตนักธุรกิจเงินล้านโดยอาชีพ และอดีตผู้ว่าการรัฐมิสซูรี ทั้งที่ไม่มีทักษะด้านการทูตต่างประเทศเลย ทว่า ในยามนี้ดูไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับสถานการณ์เท่ากับเขา

ในทางกลับกัน รัฐบาลอังกฤษซึ่งเป็นมหาอำนาจขั้วเก่าที่รัสเซียเชื่อใจยังผลักดันให้เซอร์จอร์จ (Sir George Buchanan) รักษาการราชทูตอยู่ต่อไปในกรุงเปโตรกราดในฐานะนักการทูตอาวุโสที่รัสเซียเกรงใจและน่าจะไว้ใจได้มากที่สุดในหมู่ชาวยุโรปด้วยกันในเวลานั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นคนหน้าใหม่หรือมือเก่าก็ตาม ทั้งอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็ยังเป็นชาติที่น่าเชื่อถือที่สุดในยามสงครามที่หน้าสิ่วหน้าขวานในสายตาของราชสำนักรัสเซีย ในขณะที่มีจารชนของฝ่ายศัตรูฝังตัวอยู่รอบด้านภายในเมืองหลวง

นอกจากชาวอังกฤษและชาวอเมริกันแล้ว ราชทูตยุโรปที่โดดเด่นและเป็นหัวหอกสำคัญในเวทีสงครามครั้งนี้มีเพียงฝรั่งเศสและอิตาลีเป็นหลัก ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยกันดีและมีท่าทีจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างรัสเซียตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นกลางปี 1914

โดยต่างก็เชื่อมั่นว่ารัสเซียมีความสำคัญและจะเป็นแนวร่วมที่โดดเด่นที่สุดในสมรภูมิฟากตะวันออกที่สามารถยันทัพเยอรมันไว้ได้ และถ้าไม่มีรัสเซียเป็นตัวแปรแล้วไซร้ ฝ่ายสัมพันธมิตรก็เลิกรบไปได้เลยในสงครามนี้ [7]

รากเหง้าของปัญหา

ความกดดันจากประชาชาติยุโรปให้ซาร์นิโคลาสที่ 2 ทรงยึดมั่นต่อพันธกรณีที่ทรงมีต่อชาติพันธมิตรของพระองค์ในสงครามกอบกู้ยุโรป บัดนี้ ถูกปิดกั้นโดยกำลังภายในของประชาชนรัสเซียเสียเองที่ต้องการแต่อาหารและโอกาสของการรอดชีวิตจากการสู้รบ และการบีบคั้นให้ซาร์เร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ภายในประเทศก็ได้บั่นทอนเสถียรภาพของพระองค์ลงทุกขณะ

พันธมิตรยุโรปอาจไม่เคยรับรู้ว่าซาร์ทรงกลัดกลุ้มและเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจกับปัญหามากมายภายในราชวงศ์ที่รุมเร้าพระราชหฤทัย ก่อนหน้าสงครามโลกจะอุบัติขึ้นด้วยซ้ำไป ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อการประกอบพระราชกรณียกิจและการตัดสินพระราชหฤทัย นับตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงปัญหาใหญ่โตของชาติบ้านเมืองที่ต้องการคำชี้ขาดจากพระองค์เท่านั้น

เรื่องใกล้ตัวอันได้แก่ปัญหาครอบครัวรังแต่จะบั่นทอนจิตใจและส่งผลเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยตรง ทำให้ทรงท้อถอยยิ่งขึ้น มีรากเหง้ามาจากปัญหาการสืบทอดราชวงศ์ ความทุพพลภาพขององค์รัชทายาทและการรักษาที่ไม่เป็นผล การใช้คนผิด และพระมเหสีไม่เป็นที่ยอมรับของชาวรัสเซีย เป็นต้น [4]

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกลับทรงปิดบังไว้เป็นความลับ มิฉะนั้นก็ทรงแก้ไขปัญหาตามยถากรรมอย่างไร้ผล นานเข้าปัญหาก็ระเบิดออกมามิใช่จากซาร์โดยตรง แต่จากบุคคลใกล้ชิดรอบข้างที่รายล้อมพระองค์อยู่ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก และบานปลายออกไปเมื่อมีผู้ไม่หวังดีต้องการซ้ำเติมพระองค์ และก็ทำสำเร็จเสียด้วย

1. ปัญหาการสืบทอดราชวงศ์

การสืบทอดราชสมบัติในราชวงศ์โรมานอฟเต็มไปด้วยเรื่องราวทั้งราบรื่นและเหี้ยมโหดระคนกันในประวัติศาสตร์ ซาร์ทุกรัชกาลต่างก็ทรงตื่นตัวที่จะทำให้สายพระโลหิตของพระองค์ตกทอดไปยังรัชทายาทที่ทรงแต่งตั้งเองเพื่อป้องกันการแย่งชิงราชบัลลังก์จากพระประยูรญาติหรือแม้แต่พระพี่น้องร่วมสายพระโลหิตด้วยกันเอง [4]

ซาร์ปอลในอดีตได้ทรงตราพระราชบัญญัติตายตัวไว้เมื่อ ค.ศ. 1797 กำหนดให้การสืบสันตติวงศ์เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะแก่พระราชวงศ์ฝ่ายชายที่เป็นพระราชโอรสองค์โตของซาร์องค์ก่อนเท่านั้น โดยตัดสิทธิ์ของพระราชธิดาทุกพระองค์ออกไปจนหมดสิ้น [10]

ใน 3 รัชกาลก่อนหน้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นตามกฎมนเทียรบาลที่ตั้งไว้ จนถึงสมัยซาร์นิโคลาสที่ 2 ปัญหาเริ่มเด่นชัดขึ้นเมื่อพระองค์และพระนางอเล็กซานดรามีพระราชธิดาติดต่อกันถึง 4 พระองค์ โดยไม่มีวี่แววว่าจะให้กำเนิดพระราชโอรส

สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นใน ค.ศ. 1900 เมื่อซาร์นิโคลาสที่ 2 ทรงพระประชวรหนักด้วยพระโรคไข้รากสาดอย่างน่าเป็นห่วง ถึงขั้นที่เสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ทูลแนะนำให้ตั้งแกรนด์ดยุคไมเคิล (Grand Duke Michael) พระอนุชาเป็นองค์รัชทายาทชั่วคราว แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากซาร์ อันเนื่องมาจากพระประวัติอันนอกลู่นอกทางและขาดความเหมาะสมของพระอนุชาเอง [4]

แกรนด์ดยุคไมเคิลทรงมีความดื้อรั้นแบบคนหัวแข็งมาแต่ไหนแต่ไรและไม่โปรดความเป็นหลักเป็นฐาน เพราะนอกจากจะไม่เอาพระทัยใส่ในกฎมนเทียรบาลแล้ว ยังไม่โปรดที่จะสุงสิงกับพี่น้องหรือช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจดังที่ควรจะทรงกระทำ [10]

เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ซาร์ทรงพระพิโรธอย่างมาก คือการที่แกรนด์ดยุคไมเคิลแอบไปชอบพอกับนางสนมของพระสุณิสาองค์เล็กคือ แกรนด์ดัชเชสออลก้า นางสนมคนนี้ชื่ออเล็กซานดรา (Alexandra Kossikovskaya) และควงเธอจนออกหน้าออกตา ต่อมาได้ขอพระราชทานซาร์เพื่อสมรสกับนาง ซึ่งได้รับการปฏิเสธทันที ในไม่ช้าเธอก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

ภายหลังมีข่าวลือกระฉ่อนเมืองว่านางสนมผู้นั้นได้เล็ดลอดกลับเข้ามาและแกรนด์ดยุคไมเคิลได้อุปถัมภ์เลี้ยงดูเธอจนถึงขั้นจัดพิธีสมรสอย่างลับๆ ในรัสเซีย เรื่องดังกล่าวสร้างความหมองหมางใจต่อซาร์และสมเด็จพระพันปียิ่งนัก อันเป็นเหตุให้วังหลวงหมดศรัทธา และซาร์ก็แทบจะทรงตัดขาดจากพระราชอนุชาจากเหตุการณ์นั้น [10]

เมื่อซาร์ทรงหายจากพระอาการประชวรแล้วก็บังเกิดข่าวใหญ่ในราชสำนักที่ทุกคนรอคอย คือการที่ซารีนาพระมเหสีมีพระประสูติการเป็นพระราชโอรสสมดังที่ต้องการ แต่ปัญหาก็ยังไม่จางหายไปง่ายๆ [10]

2. ความทุพพลภาพของรัชทายาท

พระราชโอรสของซาร์มีพระสูติการเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1904 ณ พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ มีพระนามว่า “มกุฎราชกุมารอเล็กซี่” (Czarevich Alexei Nicolayevich) ทรงเป็นแก้วตาดวงใจของพระราชชนกและพระราชชนนี แต่ที่แน่นอนที่สุดคือทรงเป็นความหวังว่าราชวงศ์โรนานอฟจะยืนหยัดอยู่ต่อไปได้

แต่หลังจากประสูติได้ 6 สัปดาห์ ซาเรวิชอเล็กซี่ (ต่อไปจะเรียกสั้นๆ ว่า อเล็กซี่ – ผู้เขียน) ก็มีพระอาการประชวรด้วยโลหิตไหลไม่หยุดจากพระนาภี (สะดือ) จากโรคฮีโมฟิเลีย (Hemophilia) หรือ “โรคเลือดไหลไม่หยุด” โรคดังกล่าวเป็นโรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นพระอัยยิกาของซารีนาอเล็กซานดราโดยตรง

ที่ร้ายแรงก็คือโรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้และจะทำให้ผู้ติดโรคมีสุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์จนตลอดชีวิต และบางทีจะทำให้ไม่มีชีวิตยืนยาว ซึ่งหมายความว่าอเล็กซี่จะมีพระพลานามัยอ่อนแอและทุพพลภาพไปตลอด และจะทำให้ไม่สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ได้ตามกฎมนเทียรบาล [4]

ความปริวิตกของซาร์เริ่มเป็นความกังวลใจของพระประยูรญาติผู้ใกล้ชิดเมื่ออเล็กซี่อยู่ในสภาพทุพพลภาพเกินกว่าจะรับราชบัลลังก์ อีกทั้งแกรนด์ดยุคไมเคิล (พระอนุชาของซาร์) ก็ถูกตัดขาดจากราชสมบัติจากการขัดขืนพระราชบัญชาของซาร์ในเรื่องความประพฤติ เป็นเหตุให้ราชวงศ์โรนานอฟสายอื่นเกิดความคิดที่จะให้ซาร์ทรงสถาปนาเจ้านายพระองค์อื่นไว้แทนเพื่อความไม่ประมาท

แกรนด์ดยุคจอร์จทางสายพระปิตุลาเสนอว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าจะสถาปนาพระบรมวงศ์ไปยังสายของแกรนด์ดยุคอเล็กซานเดอร์ (Grand Duke Alexander Michaelovich) ซึ่งอภิเษกกับ Grand Duchess Xenia พระสุณิสาของซาร์เอง ซึ่งมีพระโอรสด้วยกันถึง 6 พระองค์ ล้วนมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะแต่งตั้งเสียในงานฉลองราชวงศ์โรมานอฟครบ 300 ปี ใน ค.ศ. 1913 เสียเลย ทว่า เรื่องนี้ก็มิได้รับความเห็นชอบจากซาร์แม้แต่น้อย คำแนะดังกล่าวก็หมดความหมาย [10]

ความกังวลเรื่องพระพลานามัยอันไม่สมประกอบของอเล็กซี่กดดันให้ซาร์และซารีนาตัดสินพระราชหฤทัยย้ายที่ประทับจาก Winter Palace แปรพระราชฐานไปยัง Alexander Palace นอกกรุงเปโตรกราดเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกที่คาดหวังในราชวงศ์ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ [4]

3. ซารีนาไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม

การประชวรของมกุฎราชกุมารอเล็กซี่ จะเป็นช่องทางที่ชักนำชายคนหนึ่งมาสู่ราชสำนักรัสเซีย บุคคลผู้นี้มีชื่อว่า เกรกอรี่ รัสปูติน (Gregory Rasputin) เขาเป็นนักบวชจากไซบีเรีย มีประวัติที่กักขฬะและคลั่งไคล้ในกามราคะ แต่ความสามารถพิเศษของรัสปูตินในเรื่องการสะกดจิตทำให้ผู้แนะนำราชสำนักว่าเขาอาจจะรักษาอาการประชวรของอเล็กซี่ได้ รัสปูตินก้าวเข้ามาในชีวิตของพระราชวงศ์และได้สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนเห็น จนอาการประชวรของอเล็กซี่ทุเลาลงและมีสุขภาพดีขึ้น

ซารีนาทรงมอบบำเหน็จความชอบทุกอย่างที่รัสปูตินต้องการโดยเฉพาะสิทธิพิเศษในราชสำนัก ผลร้ายที่ตามมาคืออิทธิพลของซารีนาต่อซาร์พลอยทำให้องค์เหนือหัวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสปูตินไปด้วย

ซาร์และซารีนาทรงเชื่อว่ารัสปูตินเป็นคนของพระเจ้าที่สามารถแสดงปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอำนาจวิเศษในการรักษาโรคร้ายของอเล็กซี่ ทั้ง 2 พระองค์จึงทรงปฏิเสธที่จะรับฟังการตักเตือนเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของรัสปูตินในราชสำนัก [1]

อันที่จริงซารีนาอเล็กซานดราก็เป็นพระมเหสีที่ไม่ได้รับความนิยมเอาเลยในสายตาของชาวรัสเซียตั้งแต่แรก และโดยเฉพาะเมื่อสมเด็จพระพันปี (ซารีนามาเรีย) ซึ่งเป็นจักรพรรดินีองค์ก่อนเป็นที่รักและชื่นชมยกย่องของราษฎร ทำให้มีข้อเปรียบเทียบอยู่เสมอในสายตาคนภายนอก [10]

ซารีนาทรงขัดแย้งกับสมเด็จพระพันปีเริ่มตั้งแต่ทรงเร่งรัดให้มีการอภิเษกสมรสกับซาร์ในขณะไว้ทุกข์งานพระบรมศพของพระบรมราชชนก นอกจากนี้ ทั้ง 2 พระองค์มีพระอุปนิสัยและทัศนคติแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น ซารีนามาเรียโปรดเข้างานสังคม การเต้นรำและงานรื่นเริงของสังคมชั้นสูง ในขณะที่ซารีนาอเล็กซานดราทรงเก็บเนื้อเก็บตัว ตรัสน้อยและทรงขี้อายเป็นที่สุด

ประทับนิ่งเงียบและมีพระอุปลิกลักษณะเย็นชาต่อผู้อยู่รอบข้าง เรียกได้ว่าทรงขาดมนุษยสัมพันธ์จนดูบึ้งตึง และเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของชาวรัสเซียที่ชอบงานพิธีใหญ่โต มีสีสันและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา [4]

ความทุพพลภาพและโรคร้ายของอเล็กซี่กดดันให้ราชสำนักของซาร์แปรพระราชฐานจากพระราชวังฤดูหนาวกลางกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่มากด้วยงานพระราชพิธีใหญ่โตออกไปประทับอย่างถาวรนอกเมืองที่พระราชวังอเล็กซานเดอร์ ณ ซาร์สโกเยเซโล (Tsarskoe Selo) ประดุจพระราชวังไกลกังวลที่เงียบสงบและห่างไกลความวุ่นวายของสังคมเมืองหลวง และเพื่อเก็บตัวอยู่แต่กับการสวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าให้อเล็กซี่ทรงหายประชวร

แต่สิ่งที่ตามมาคือการปิดตัวของราชสำนักต่อโลกภายนอก แม้นว่าซาร์และพระเหสีจะทรงใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น แต่กลับทำให้ซาร์ทรงปรากฏพระองค์ในที่สาธารณะน้อยลง ทรงกลายเป็นคนอมทุกข์และเย็นชาไปด้วย ที่ร้ายแรงคือทรงตัดขาดจากสังคมชาวรัสเซียซึ่งต้องการความเห็นใจและเมตตาจากองค์เหนือหัวโดยเฉพาะในยามอดอยากและสงคราม

สถานการณ์เลวร้ายลงอีกใน ค.ศ. 1915 หลังจากกองทัพรัสเซียเริ่มเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามกับเยอรมนี และซาร์ทรงเห็นความจำเป็นต้องเสด็จฯ ไปบัญชาการรบที่แนวหน้าทั้งที่ไม่มีความจำเป็นเลย [1]

การที่ซารีนาทรงเป็นเจ้าหญิงเยอรมันมาแต่เดิม ทำให้คนเชื่อว่าทรงเป็นสายลับให้กับฝ่ายเยอรมนี อันเป็นปัจจัยด้านลบเรื่องใหม่ที่โจมตีความน่าเชื่อถือในตัวซาร์ ยิ่งเมื่อซาร์ทรงมอบอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินไว้กับซารีนาเมื่อเสด็จฯ ไปยังแนวหน้า ทำให้พระนางหันไปฟังคำแนะนำจากรัสปูตินจนราชการแผ่นดินตกอยู่ในสภาวะชะงักงันและเสื่อมทรามลงอย่างหนักจนเกิดการลุกฮือของประชาชนที่เรียกการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ล้มล้างอำนาจของซาร์ในที่สุด [2]

ปัญหาของซาร์นิโคลาสที่ 2 ในระยะราชวงศ์โรมานอฟตกอับจึงเป็นปัญหาที่สะสมมานานอันเกิดจากการตัดสินพระราชหฤทัยผิดพลาด การก้าวก่ายพระราชอำนาจของบุคคลรอบข้าง ปัญหาเกี่ยวกับองค์รัชทายาท และเคราะห์กรรมอันเลวร้ายในช่วงปลายรัชกาลประดังเข้ามาพร้อมกัน [1]

การหายตัวไปของซาร์นิโคลาสที่ 2

หลักฐานใหม่ๆ ที่ผู้เขียนได้มาจากทวีปยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ยืนยันเหตุการณ์และเรื่องราวบางอย่างที่หนังสือประวัติศาสตร์รัสเซียในยุคปลายรัชกาลปิดบังไว้

เหตุการณ์อันเหลือเชื่อซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีมาแล้วอาจไม่ได้รับการยืนยันโดยรัฐบาลเฉพาะกาลของคณะปฏิวัติในรัสเซียสมัยปี 1917 แต่มิได้หลุดพ้นจากการรายงานข่าวของผู้สื่อข่าวตะวันตกที่ฝังตัวอยู่ในกรุงเปโตรกราด เช่น สถานภาพที่แท้จริงของรัสปูตินและจุดเปลี่ยนของระบอบซาร์ในวันสุดท้ายล้วนมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยหลังของเรา [9]

การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 เริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ โดยผู้ใช้แรงงานและราษฎรระดับรากหญ้า ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ 1. การต่อต้านสงครามกับเยอรมนี และ 2. ความอดอยากเพราะขาดแคลนอาหาร เกิดการเดินขบวนแสดงพลังครั้งใหญ่ของผู้ประท้วงกว่า 200,000 คน ในกรุงเปโตรกราด[7]

การประท้วงที่สงบในตอนแรกเริ่มอลหม่านขึ้นเมื่อมีเสียงตะโกนโหวกเหวกว่า “ขนมปังหมดแล้ว!” จากแถวอันยาวเหยียดของคนที่เข้าคิวซื้อขนมปังอันเป็นอาหารหลักในยามยาก [7]

ขบวนประท้วงแตกฮือจากความตื่นตูมเป็นการก่อจลาจลและการปล้นสะดมร้านค้าและความโกลาหลทั่วไปจนรัฐบาลต้องหันมาใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม

ในขณะที่ประชาชนลุกฮือจนกลายเป็นจลาจลทั่วเมืองนั้น รัฐสภาดูมาพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้สงบลงโดยเร็วที่สุด ในการนี้นายร็อดเซียงโก (Rodzianko) ประธานสภาได้เรียกประชุมวาระฉุกเฉิน และได้ส่งโทรเลขด่วนไปยังซาร์ที่แนวหน้าเพื่อทรงทราบสถานการณ์และทรงจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เพื่อคลี่คลายปัญหาของประเทศเป็นการด่วน

ซาร์ตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จฯ กลับกรุงเปโตรกราดเพื่อแก้ไขสถานการณ์ด้วยพระองค์เอง แต่เส้นทางรถไฟสู่เมืองหลวงก็ถูกตัดขาดเสียแล้ว ทำให้พระองค์ต้องทรงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งไปยังเมืองปสคอฟ (Pskov) ในวันที่ 1 มีนาคม 1917 [3]

ในวันเดียวกันนั้นเองสภาดูมาก็มีโทรเลขด่วนอีกฉบับหนึ่งไปยังซาร์ว่ารัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในเมืองหลวงได้ และแนะนำให้พระองค์ทรงหาทางออกด้วยการสละราชสมบัติทันทีซึ่งอาจจะช่วยให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ได้ [7]

ทรงพิจารณาอย่างรีบด่วนบนรถไฟพระที่นั่งในวันที่ 1 มีนาคมนั้นเอง แล้วก็ทรงสละราชสมบัติหากเป็นหนทางเดียวที่จะกอบกู้ประเทศชาติไว้ได้ เมื่อสภาดูมาและสภาปฏิวัติโซเวียตทราบถึงการตัดสินพระราชหฤทัยแล้วจึงได้จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นปกครองประเทศทันที โดยให้นายเคเรนสกี (Kerenski) ผู้นำฝ่ายค้านเป็นหัวหน้ารัฐบาลคนใหม่

หลังจากนั้นรถไฟขบวนด้วยคำสั่งใหม่ของรัฐบาลเฉพาะกาลก็นำซาร์เสด็จฯ กลับไปยังเมืองโมกิเลียฟ (Mokiliev) ที่แนวหน้าและให้ประทับอยู่ที่นั่นต่ออีก 1 สัปดาห์ รอการตัดสินใจของพวกนักปฏิวัติ

จากนั้นในวันที่ 9 มีนาคม ทหารกลุ่มหนึ่งก็ได้นำพระองค์โดยรถไฟมายังพระราชวังอเล็กซานเดอร์ที่ประทับของพระราชวงศ์องค์อื่นๆ ทรงถูกถอดยศจากพระจักรพรรดิเป็นเพียง “นายนิโคลาส โรมานอฟ” อย่างน่าเศร้าใจ นับจากนี้ทุกวันก็ได้มีผู้คนจากเมืองหลวงมายืนเกาะรั้วด่าทอพระราชวงศ์อย่างน่าอเนจอนาถใจ [2]

และเพื่อความปลอดภัยของพระองค์ รัฐบาลเฉพาะกาลจึงได้เคลื่อนย้ายพระราชวงศ์ทั้ง 7 พระองค์ (ซาร์/ซารีนา/พระราชโอรสธิดาทั้งห้า) ไปควบคุมตัวที่เมืองโทบอลสค์ (Tobolsk) ในเขตไซบีเรียตะวันออก เสมือนให้ตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่ให้ใครได้พบเห็นพระองค์อีกต่อไป

นับจากนี้ทั้งซาร์และพระบรมวงศ์ก็หายหน้าไปจากการรับรู้ของประชาชนและสังคมโลก โดยทรงถูกเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งเพื่อใช้เป็นตัวประกันและเครื่องต่อรองกับพวกรัสเซียขาวซึ่งยังสนับสนุนระบอบซาร์และหวังจะช่วยเหลือพระองค์ [8]…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เอกสารประกอบการค้นคว้า :

[1] ไกรฤกษ์ นานา. “หลักฐานในหลุมศพ ‘ฟ้อง’ กรณีราชวงศ์โรมานอฟ ‘ข้อยุติ’ หรือ ‘อำพรางคดี’,” ใน สยามกู้อิสรภาพตนเอง ทางออกและวิธีแก้ปัญหาชาติบ้านเมือง เกิดจากพระราชกุศโลบายของพระเจ้าแผ่นดิน. สำนักพิมพ์มติชน, 2550.

[2] Alexandrov, Victor. The End of the Romanovs. USSR : Hutchinson Co., 1966.

[3] Halliday, E. M. Russia in Revolution. U.S.A. : Harper & Row, 1967.

[4] Massie, Robert K. The Romanovs : The Final Chapter. U.S.A. : Random House, 1995.

[5] O’Conor, John F. The Sokolov Investigation. United Kingdom : Souvenir Press, 1971.

[6] Ramer, Carole J. The Final Photo of the Romanovs : This same night God left Russia. U.S.A. : Aarenssen Publishing Company, 1998.

[7] Rappaport, Helen. Caught in the Revolution. United Kingdom : Windmill Books, 2016.

[8] Summers, Anthony. The File on the Tsar. United Kingdom : Vector Gollancz Ltd., 1976.

[9] THE ILLUSTRATED LONDON NEWS, รวมเล่มทุกฉบับประจำ ค.ศ. 1917, United Kingdom, 1917.

[10] Van der Kiste, John. Once A Grand Duchess : Xenia, Sister of Nicholas II. United Kingdom : Sutton Publishing, 2002.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “100 ปีที่ไร้ซาร์ ตอนที่ 2 ‘ภาพพระบรมศพที่หายไป’ ของซาร์นิโคลาสที่ 2” เขียนโดย ไกรฤกษ์ นานา ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2560

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 มีนาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...