ขึ้นภาษีน้ำมันกันเถอะเพื่อแบ่งเบาภาระประชาชน ตามรอย'ยุโรปโมเดล'ที่ไทยควรทำบ้าง
ขณะที่ประเทศอื่นเขาลดภาษีน้ำมันกันโครมๆ มี 5 ประเทศในยุโรปกลับจะเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มเติมเสียอย่างงั้น
หากเป็นประเทศไทยผมเกรงว่า รัฐบาลเหล่านี้คงจะเจอม็อบไล่ตั้งแต่ก่อนจะเข้าทำเนียบอย่างเป็นทางการเสียอีก
รัฐบาลประเทศต่างๆ ในยุโรปกลับประกาศอย่างไม่เกรงใจประชาชนว่า "จะขึ้น"
ใครจะทำไม?
แต่เดี๋ยวก่อน ข้อเสนอขึ้นภาษีน้ำมันประเทศในยุโรปเหล่านี้ไม่ได้เล็งเป้าไปที่ประชาชน ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ต้องกลัวว่าประชาชนจะรุมประชาทัณฑ์
นั่นเพราะภาษีที่เขาจะขึ้นไม่ได้เรียกเก็บจากผู้บริโค แต่เรียกเก็บจากบริษัทน้ำมันที่ได้กำไรจากราคาน้ำมันแพง ประเทศเหล่านี้ประกอบไปด้วย ออสเตรีย สเปน เยอรมนี โปรตุเกส และอิตาลี
รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและกระทรวงการคลังของประเทศเหล่านี้ยื่นจดหมายส่งถึงวอปเกอ ฮุกสตรา กรรมาธิการยุโรปด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน เรียกร้องให้มีการเก็บภาษีจากกำไรพิเศษของบริษัทพลังงาน เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
เนื้อหาของจดหมายที่เสนอมาตรการดังกล่าวมีดังนี้
"ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น สร้างภาระอย่างมากต่อเศรษฐกิจยุโรปและประชาชนชาวยุโรป จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องแน่ใจว่าภาระนี้ได้รับการกระจายอย่างเป็นธรรม
ในการประชุมกลุ่มยูโรเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2026 เราได้สนับสนุนมาตรการในการเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงาน เครื่องมือที่คล้ายคลึงกันได้ถูกนำมาใช้แล้วในปี 2022 ผ่านการสนับสนุนความช่วยเหลือชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นโดยระเบียบ (EU) 2022/1854 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2022 ว่าด้วยการแทรกแซงฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
แนวทางแก้ไขปัญหาในระดับยุโรปเช่นนี้ จะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความสามัคคีและความสามารถในการดำเนินการแก่ประชาชนในประเทศสมาชิกและภาคเศรษฐกิจโดยรวม นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากผลกระทบของสงครามจะต้องมีส่วนร่วมในการบรรเทาภาระของประชาชนทั่วไปด้วย
การทำงานร่วมกันและการหาทางออกในระดับยุโรปเป็นแนวทางที่ถูกต้อง วิธีนี้จะช่วยให้สามารถจัดหาเงินทุนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภค และควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับงบประมาณของรัฐ
เรายินดีที่คณะกรรมาธิการยุโรปให้คำมั่นว่าจะทบทวนเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว ในบริบทนี้ จึงควรพิจารณาถึงคำถามที่ว่า จะสามารถรวมกำไรจากต่างประเทศของบริษัทน้ำมันข้ามชาติในลักษณะที่เจาะจงมากขึ้นกว่ากรณีการบริจาคเพื่อความสามัคคีในปี 2022 ได้หรือไม่ และอย่างไร
จบเนื้อหาของจดหมาย
หลักใหญ่ใจความมีอยู่ 4 ข้อ
ข้อหนึ่ง เรียกร้องให้เก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงาน และ/หรือ ภาษีจากกำไรจากต่างประเทศของบริษัทน้ำมันข้ามชาติ
ข้อสอง ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากผลกระทบของสงคราม คือบริษัทน้ำมัน จะต้องมีส่วนร่วมในการบรรเทาภาระของประชาชนทั่วไปด้วย นั่นคือ กำไรจากลาภลอยของสงครามจะต้องนำมาแบ่งปันให้สาธารณะ
ข้อสาม เงินที่ปันมาให้สาธารณะนั้น จะเป็นเงินทุนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภค และควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมให้กับงบประมาณของรัฐ
ข้อสี่ มาตรการคล้ายๆ กันเคยทำมาแล้วเมือปี 2022 แต่คราวนี้ควรจะเป็นมาตรการที่เจาะจวงมากกว่า นั่นหมายความสถานการณ์ย่ำแย่กว่าคราวนั้น
ดังนั้น สมควรจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับ 'ข้อที่สี่' กันก่อน
ในปี 2022 ภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้กำไรมหาศาลเนื่องจากราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจากผลของการรุกรานยูเครน เพื่อเป็นการกระจายผลกระทบ (ต่อประชาชน) กับผลกำไร (ของภาคพลังงาน) ให้เท่าเทียมกัน สหภาพยุโรปจึงใช้มาตรการเก็บภาษี "เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกัน" โดยเก็บ 33% จากกำไรส่วนเกินของบริษัทน้ำมันและก๊าซ จากเงินที่เก็บได้นี่สหภาพยุโรปได้สร้างกลไกที่เรียกว่า "เงินสนับสนุนเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันคราว" จากรายงานการวิเคราะห์ของคณะกรรมาธิการยุโรปที่เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม 2025 มาตรการนี้สร้างรายได้เกือบ 2.8 หมื่นล้านยูโรภายในสิ้นปี 2023 ประเทศสมาชิกใช้เงินทุนดังกล่าวเป็นหลักสำหรับมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้บริโภคพลังงาน โดยเฉพาะครัวเรือนที่เปราะบาง (จากการรายงานของL'Express)
สรุปก็คือ มาตรการนี้คล้ายกับการนำเอาส่วนเกินของราคามาทำเป็น 'กองทุนน้ำมัน' แบบเมืองไทย ต่างกันตรงที่กองทุนนี้เก็บจากภาคอุตสาหกรรมพลังงาานที่ได้ส่วนต่างมหาศาลจากลาภลอยของสงคราม (ยูเครนในปี 2022) เมื่อที่เก็บได้จากส่วนต่างนี้นำมาเป็นกองทุนแบ่งเบาภาระของประชาชนด้านต่างๆ เช่น อาจจะนำไปอุดหนุนราคาพลังงานหรือมาตรการลดราคาสินค้า (เงินเฟ้อ) รูปแบบอื่นๆ
หลักการนี้คือเน้น 'ความเป็นหนึ่งเดียวกัน' หรือ Soidarity นั่นคือเมื่อทั้งโลกเจ็บปวดเพราะผลจากสงคราม มันไม่ควรจะมีใครที่ได้ประโยชน์จากความเจ็บปวดนั้น และควรจะกระจายผลกระทบให้เท่ากัน
แน่นอนว่า ภาคพลังงานก็มีสิทธิ์ที่จะได้ผลกำไรจากการทำธุรกิจและจากสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ แต่ในยุโรปนั้นไม่ได้ปล่อยให้ตลาดลอยตัวเสรีจนนักธุรกิจมีแต่ได้อย่างเดียว ยุโรปยังอิงกับหลักการสวัสดิการแห่งรัฐและนโยบายสังคมนิยมในดีกรีต่างๆ ซึ่งมองทุกคนเป็นกลไกทางเศรษฐกิจเท่าๆ กันไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้บริโภค
หากภาคธุรกิจได้กำไรมากเกินไปบนความเสียหายของผู้บริโภค ความบิดเบี้ยวในระบบก็จะเกิดขึ้น นั่นคือ เงินจากผู้บริโภคจะถูกดูดไปสู่ภาคธุรกิจภาคเดียว แล้วความมั่งคั่งจะกระจุกตัวในภาคนั้น ไม่เพียงทำลายอำนาจการใช้จ่ายของประชาชน แต่ทำลายธุรกิจภาคอื่นๆ ด้วย เพราะผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้ออีกหลังจากเงินเฟ้อสูงและอำนาจการใช้จ่ายถูกโยกไปที่ธุรกิจภาคเดียว
กลไกมันบืดเบี้ยว ภาครัฐจึงต้องแทรกแซงแบบนี้ เพื่อ "ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย"
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจและรัฐมนตรีคลังของประเทศใหญ่ๆ ต้องออกโรงเรียกร้องมาตรการพวกนี้ แม้แต่รัฐมนตรีจากรัฐบาลที่มีแนวคิดฝ่ายขสา (ทุนนิยมจ๋าและตลาดเสรีจัด) ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ หากรัฐส่วนกลางไม่แทรกแซงด้วยการขึ้นภาษี
โดยที่ภาษีนี้ไม่ใช่ตัวเรียกเงินเข้ารัฐ แต่เป็นตัวกระจายผลกระทบและเกลี่ยอำนาจทางเศรษฐกิจให้เท่าเทียมกันเพื่อรักษาดุลยภาพของระบบ
นอกจาก ห้าประเทศที่เอ่ยถึงแล้ว ยังมีฝรั่งเศสอีกประเทศที่มีแนวคิดแบบเดียวกัน แต่อาจจะทำแบบเดี่ยวๆ
สำนักงานของนายกรัฐมนตรีเซบาสตียง เลอคอร์นู แจ้งกับสำนักข่าว AFP เมื่อวันพุธว่า เลอคอร์นูได้สั่งการให้รัฐบาลพิจารณาใช้รายได้ภาษีส่วนเกิน (surplus) ที่เกิดจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เพื่อเป็นทุนในการดำเนินมาตรการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซของประเทศ
แต่รายได้ภาษีส่วนเกินนี้มาจากรัฐ หากรัฐบาลพิจารณาเห็นแล้วงว่ามีส่วนเกิน "ก็อาจจะ" นำเงินส่วนเกินนี้มามาช่วย "ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซของประเทศ"
แบบนี้ไม่ได้เก็บจากบริษัทพลังงาน แต่รัฐกลับจะถูกเรียกเก็บเสียเอง
ทำไมจึงเป็นแบบนั้น?
เพราะในฝรั่งเศสมีความสงสัยในหมู่สาธารณชนและจากพรรคฝ่ายค้านว่า รัฐได้กำไรจากวิกฤตน้ำมันแพงโดยมารีน เลอ เแปน ผู้นำพรรคขวาจัด Rassemblement national ซึ่งเป็นฝ่ายค้านจึงเรียกร้องให้ใช้เงินส่วนเกินใดๆ ก็ตามไปลดภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง
ในการให้สัมภาษณ์ทางวิทยุสาธารณะของฝรั่งเศสเมื่อวันพุธ ลอรองต์ วอคีเอซ จากพรรค Les Républicains ฝ่ายอนุรักษ์นิยม อ้างว่าเงินส่วนเกินมีจำนวน "ระหว่าง 2,000 ถึง 3,000 ล้านยูโร" นับตั้งแต่เริ่มสงคราม และเรียกร้องให้ "คืนเงินส่วนเกินนั้นให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ในรูปแบบของการลดภาษี"
ความกังขาของประชาชนว่ารัฐกินกำไรจากลาภลอยขชองสงครามและเสียงเรียกร้องจากฝ่ายค้าน (ที่เล่นตามน้ำกับกระแสประชาชน) จึงทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสต้องขยับ
แม้ว่าศูนย์สังเกตการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจแห่งฝรั่งเศส (OFCE) ที่ชี้ว่า ความคิดที่ว่ารัฐบาลได้รับผลประโยชน์จากวิกฤตน้ำมันนั้นเป็นความเข้าใจผิด เพราะค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของรัฐบาลเองจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังส่งผลสะเทือนต่อการคลังของประเทศ เพราะเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น จะส่งผลต่อดัชนีที่ใช้กำหนดเงินบำนาญและสวัสดิการสังคม นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่ง "ลดฐานภาษีและรายได้จากภาษี"
พูดง่ายๆ คือ รัฐก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มแถมเงินเข้ารัฐก็ยังจะลดลงอีก
นี่คือความยอกย้อนคล้ายๆ กับที่ประเทศไทยกำลังประสบ
สิ่งที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสนั้น แม้ข้อสังเกตของฝ่ายค้านจะสมเหตุผล แต่มันถูกทำให้เป็นแรงเหวี่ยงทางการเมืองต่อรัฐบาลไป ดังนั้น รัฐบาลจะแก้หรือไม่แก้ก็จะต้องเผชิญกับรงกระแทกอยู่ดี
ในประเทศไทยมีเสียงเรียกร้องให้ลดภาษีน้ำมันเพื่อดึงให้ราคาน้ำมันต่ำลง แต่รัฐบาลไม่กล้าทำแบบนั้นเพราะเกรงว่ารายได้เข้ารัฐจะลดลง
โปรดทราบว่าภาษีน้ำมันมีหลายชั้นขั้นตอนมากไม่ใช่ภาษีที่เก็บชั้นเดียว แต่มันเหมือนกับ'ด่านเก็บส่วย'หลายด่านคอยดักเก็บส่วยกว่าจะไปถึงเป้าหมาย หรือพุดอีกอย่างก็คือน้ำมันมีภาษีหลายตัวรวมอยู่ในสินค้าตัวเดียว
เพราะเหตุนี้น้ำมันจึงเป็นตัวทำรายได้เข้ารัฐอย่างเป็นกอบเป็นกำ
ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า รัฐไม่ควรจะขูดรีดเอาจากประชาชนในเวลานี้ แต่รัฐก็มีเหตุผลของเขาในฐานะผู้รวบรวมรายได้มาพัฒนาประเทศ
ผมจะไม่บอกว่าใครถูกกว่ากัน แต่จะบอกว่าในโลกของเราเวลานี้มีทั้งประเทศที่ลดภาษีน้ำมัน ประเทศที่ไม่ทำอะไรกับมันเลย และประเทศที่ดันขึ้นภาษีน้ำมันเสียอย่างนั้น
แต่เขาขึ้นกันแบบฉลาด หรือถ้าไม่เรียกว่าขึ้นก็ควรเรียกว่า 'กระจายความมั่งคั่ง' หรือ 'กระจายความลำบาก' ให้เท่าเทียมกันบ้าง
เพราะเขามองเศรษฐกิจแบบองค์รวมที่ทุกตัวละครในระบบมีค่าเท่ากัน
ถ้ามองว่าเดี๋ยวขึ้นภาษีแล้วจะกระทบธุรกิจ แต่ถ้าไม่เก็บเพิ่มเสียบ้าง (แล้วนำส่วนต่างมาอุดหนุนระบบ) ประชาชนก็จะหมดพลังทางเศรษฐกิจ
แต่ถ้าลดภาษีตามแรงเหวี่ยงทางการเมืองมากเกินไปโดยไม่ตีรองผลกระทบให้ดี ประเทศก็ขาดความสมดุลด้านการคลัง
ดังนั้น ผมเห็นว่าการที่สหภาพยุโรปใช้คำว่าภาษีแห่ง 'ความน้ำหนึ่งใจเดียวกัน' ถือเป็นการนิยามที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าอกเข้าใจกัน
รัฐบาลและคนไทยมองไปรอบๆ โลกของเรามากขึ้นหน่อย แล้วเราจะพบวิธีแก้ปํญหาในบ้านเราได้เองครับ
บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ภาพถ่ายนี้แสดงให้เห็นสถานีบริการน้ำมันที่ว่างเปล่าเนื่องจากน้ำมันหมดสต็อก ในเมืองลุตเตอร์บัค ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานและตลาดหุ้นทั่วโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นหลังจากที่เตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญ (ภาพโดย SEBASTIEN BOZON / AFP)