‘เอกนัฏ’ลั่นมติ กบง. สั่งโรงกลั่นลดค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร
'เอกนัฏ' ลั่นมติ กบง. สั่งโรงกลั่นลดค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร และรอประกาศในราชกิจจาฯ พร้อมบังคับใช้ทันที 9 เม.ย. นี้ พร้อมจ่อหารืออีกรอบกลางเดือนหวังลดราคาได้อีก ย้ำไม่ใช่รัฐอนาถาที่ต้องรอรับเงินบริจาคจากเอกชน
7 เม.ย. 2569 - นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร นโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2569 ว่าได้มีการหารือร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นในประเทศไทย โดยที่ประชุมมีมติให้ลดราคาค่าการกลั่น B7 และ B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตรทันที ซึ่งจะลดราคาโดยอ้างอิงจากราคาตลาดสิงคโปร์ โดยจะมีการร่างประกาศกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเร็วที่สุด ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ในวันที่ 8 เม.ย. นี้คาดว่าจะประกาศได้อย่างเป็นทางการ และกำหนดใช้ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ ซึ่งหากมีการประกาศไปแล้ว ราคาหน้าปั๊มก็จะมีแนวโน้มลดลง โดยหากส่งผ่านราคา 100% ราคาหน้าปั๊มก็จะลดลง 2.14 บาท(เมื่อรวมภาษีแล้ว)
"ตัวเลข 2 บาทที่สั่งลดลง เนื่องจากเป็นราคาที่อ้างอิงจากเดือน มี.ค. ที่ราคาค่าการกลั่นสูงขึ้นไป ถึง 7 บาทต่อลิตร จากปกติอยู่ที่ประมาณ 2-4 บาทต่อลิตร ซึ่งในตัวเลขที่เราดูแล้ว และไม่ใช่ว่าประกาศไปเสร็จโรงกลั่นจะขาดทุนทันที เพราะมุมมองในปัจจุบันที่ความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งโรงกลั่นผลิตเยอะ ขายได้เยอะ ก็จะยิ่งทำกำไรได้อยู่ดี แต่อาจจะกำไรลดลง แต่ก็จะยังเป็นกำไรที่เรียกว่าขาดทุนกำไร ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้ประกอบการโรงกลั่น เมื่อหารือแล้วและมีบางแห่งที่จะให้ความร่วมมือทันที โดย กบง. ยืนยันจะไม่ให้เกิดความขาดแคลน หรือมีผลกระทบต่อรายได้ในส่วนของการนำเงินไปใช้นำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นแน่นอน"นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวมีพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ที่ให้อำนาจ กบง. กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อลดภาระประชนชน และราคาหน้าปั๊ม ซึ่งเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย โดยจะสามารถนำไปลดราคาหน้าปั๊มทั้งหมด หรือดึงไปในลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ โดยจะมีการหารืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีการหารืออีกครั้งในช่วงกลางเดือน เม.ย. เพื่อนำตัวเลขมาพิจารณาในรอบต่อไป ว่าจะกำหนดให้ลดมากยิ่งขึ้นกว่า 2 บาทหรือไม่ ตั้งแต่ 2-5 บาท และเป็นมาตรการในระยะนี้เพื่อติดตามความยืดเยื้อของสถานการณ์ราคาพลังงานต่อไป
ขณะที่แนวทางการขอเงินบริจาคจากเอกชน เช่น เดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคจากเอกชน ครั้งนี้ แต่ก็อยู่ในมุมของความรับผิดชอบต่อสังคมหากหน่วยงานนั้น ๆ ต้องการที่จะช่วยเหลือหรือส่งคืนเงินเข้ารัฐ แต่ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค ซึ่งเมื่อมีการประกาศพระราชกิจจาฯแล้ว น้ำมันทุกหยดที่ออกจากประเทศไทยจะต้องใช้ตามมาตการนี้เท่านั้น หากใครไม่ทำตามจะมีโทษถึงจำคุก ซึ่งในอนาคตเราพร้อมเปิดให้มีการหารืออยู่ตลอดเวลาถ้าลดลง 2 บาทแล้วมีปัญหา ก็มาคุยกันได้ว่าติดอะไร
"ในเรื่องการรับเงินจากเอกชนนั้น หากยกตัวอย่างว่ามีบางกลุ่มที่พร้อมจะที่จะช่วยเหลือ และมีบางกลุ่มที่ไม่พร้อม การเอาเงินของกลุ่มผู้ที่เห็นแก่ประเทศ มีความรับผิดชอบ ยินดีที่จะช่วย มารับผิดชอบภาระของกลุ่มที่ไม่เห็นใจใยดีได้หรอเพราะฉะนั้นการดำเนินมาตรการนี้ เหมาะสมสุดแล้ว เพราะทุกกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกัน แต่ยืนยันว่าต้องดูถึงศักยภาพของโรงกลั่นในการดูแลรายได้ในการซื้อน้ำมันดิบมากลั่น"นายเอกนัฏ กล่าว
นอกจากนี้ได้ประสานงานไปที่สถานีบริการ เพื่อติดตั้งหัวจ่าย B20 ให้รถบรรทุกสามารถเติมได้ เพื่อลดต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภค โดยจะมีการเร่งให้เปิดในปั๊มประมาณ 100 แห่งในถนนเส้นหลัก ให้มีปริมาณเพียงพอและให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เม.น.นี้ รวมถึงยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อกำหนดราคา B20 ให้ชดเชยให้มากกว่า B7 เพื่อสนับสนุนกลุ่มรถบรรทุก และยังเป็นการสนับสนุนผลผลิตจากภาคเกษตรกรไทยผ่านการใช้ B20 และยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน.