โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘เอกนัฏ’ลั่นมติ กบง. สั่งโรงกลั่นลดค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 เมษายน 2569 เวลา 0.53 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

'เอกนัฏ' ลั่นมติ กบง. สั่งโรงกลั่นลดค่าการกลั่น 2 บาท/ลิตร และรอประกาศในราชกิจจาฯ พร้อมบังคับใช้ทันที 9 เม.ย. นี้ พร้อมจ่อหารืออีกรอบกลางเดือนหวังลดราคาได้อีก ย้ำไม่ใช่รัฐอนาถาที่ต้องรอรับเงินบริจาคจากเอกชน

7 เม.ย. 2569 - นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร นโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2569 ว่าได้มีการหารือร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นในประเทศไทย โดยที่ประชุมมีมติให้ลดราคาค่าการกลั่น B7 และ B20 หน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตรทันที ซึ่งจะลดราคาโดยอ้างอิงจากราคาตลาดสิงคโปร์ โดยจะมีการร่างประกาศกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเร็วที่สุด ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ในวันที่ 8 เม.ย. นี้คาดว่าจะประกาศได้อย่างเป็นทางการ และกำหนดใช้ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ ซึ่งหากมีการประกาศไปแล้ว ราคาหน้าปั๊มก็จะมีแนวโน้มลดลง โดยหากส่งผ่านราคา 100% ราคาหน้าปั๊มก็จะลดลง 2.14 บาท(เมื่อรวมภาษีแล้ว)

"ตัวเลข 2 บาทที่สั่งลดลง เนื่องจากเป็นราคาที่อ้างอิงจากเดือน มี.ค. ที่ราคาค่าการกลั่นสูงขึ้นไป ถึง 7 บาทต่อลิตร จากปกติอยู่ที่ประมาณ 2-4 บาทต่อลิตร ซึ่งในตัวเลขที่เราดูแล้ว และไม่ใช่ว่าประกาศไปเสร็จโรงกลั่นจะขาดทุนทันที เพราะมุมมองในปัจจุบันที่ความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งโรงกลั่นผลิตเยอะ ขายได้เยอะ ก็จะยิ่งทำกำไรได้อยู่ดี แต่อาจจะกำไรลดลง แต่ก็จะยังเป็นกำไรที่เรียกว่าขาดทุนกำไร ซึ่งก็ต้องขอบคุณผู้ประกอบการโรงกลั่น เมื่อหารือแล้วและมีบางแห่งที่จะให้ความร่วมมือทันที โดย กบง. ยืนยันจะไม่ให้เกิดความขาดแคลน หรือมีผลกระทบต่อรายได้ในส่วนของการนำเงินไปใช้นำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นแน่นอน"นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวมีพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ที่ให้อำนาจ กบง. กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น เพื่อลดภาระประชนชน และราคาหน้าปั๊ม ซึ่งเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย โดยจะสามารถนำไปลดราคาหน้าปั๊มทั้งหมด หรือดึงไปในลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ โดยจะมีการหารืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีการหารืออีกครั้งในช่วงกลางเดือน เม.ย. เพื่อนำตัวเลขมาพิจารณาในรอบต่อไป ว่าจะกำหนดให้ลดมากยิ่งขึ้นกว่า 2 บาทหรือไม่ ตั้งแต่ 2-5 บาท และเป็นมาตรการในระยะนี้เพื่อติดตามความยืดเยื้อของสถานการณ์ราคาพลังงานต่อไป

ขณะที่แนวทางการขอเงินบริจาคจากเอกชน เช่น เดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคจากเอกชน ครั้งนี้ แต่ก็อยู่ในมุมของความรับผิดชอบต่อสังคมหากหน่วยงานนั้น ๆ ต้องการที่จะช่วยเหลือหรือส่งคืนเงินเข้ารัฐ แต่ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค ซึ่งเมื่อมีการประกาศพระราชกิจจาฯแล้ว น้ำมันทุกหยดที่ออกจากประเทศไทยจะต้องใช้ตามมาตการนี้เท่านั้น หากใครไม่ทำตามจะมีโทษถึงจำคุก ซึ่งในอนาคตเราพร้อมเปิดให้มีการหารืออยู่ตลอดเวลาถ้าลดลง 2 บาทแล้วมีปัญหา ก็มาคุยกันได้ว่าติดอะไร

"ในเรื่องการรับเงินจากเอกชนนั้น หากยกตัวอย่างว่ามีบางกลุ่มที่พร้อมจะที่จะช่วยเหลือ และมีบางกลุ่มที่ไม่พร้อม การเอาเงินของกลุ่มผู้ที่เห็นแก่ประเทศ มีความรับผิดชอบ ยินดีที่จะช่วย มารับผิดชอบภาระของกลุ่มที่ไม่เห็นใจใยดีได้หรอเพราะฉะนั้นการดำเนินมาตรการนี้ เหมาะสมสุดแล้ว เพราะทุกกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกัน แต่ยืนยันว่าต้องดูถึงศักยภาพของโรงกลั่นในการดูแลรายได้ในการซื้อน้ำมันดิบมากลั่น"นายเอกนัฏ กล่าว

นอกจากนี้ได้ประสานงานไปที่สถานีบริการ เพื่อติดตั้งหัวจ่าย B20 ให้รถบรรทุกสามารถเติมได้ เพื่อลดต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภค โดยจะมีการเร่งให้เปิดในปั๊มประมาณ 100 แห่งในถนนเส้นหลัก ให้มีปริมาณเพียงพอและให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เม.น.นี้ รวมถึงยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อกำหนดราคา B20 ให้ชดเชยให้มากกว่า B7 เพื่อสนับสนุนกลุ่มรถบรรทุก และยังเป็นการสนับสนุนผลผลิตจากภาคเกษตรกรไทยผ่านการใช้ B20 และยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...