โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พบ ‘ชิมแปนซี’ ยูกันดา แตกเป็น 2 ฝ่าย ทำสงครามกลางเมืองกันมา 8 ปี

SpringNews

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทีมนักวิจัย เปิดเผยว่า กลุ่มชิมแปนซีป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในโลกได้แตกออกเป็น 2 ฝ่ายและตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองที่รุนแรงต่อเนื่องมานานกว่า 8 ปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดฝูงชิมแปนซีเอ็นโกโก (Ngogo) ที่เคยผูกพันกันแน่นแฟ้นในอุทยานแห่งชาติคิบาเล (Kibale National Park) ของยูกันดา จึงแตกแยกขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แต่นักวิทยาศาสตร์บันทึกเหตุการณ์การฆ่ากันเองไว้ 24 ครั้ง รวมถึง ลูกลิง 17 ตัว นับตั้งแต่ปี 2018 ที่ผ่านมา

“แอรอน แซนเดล” (Aaron Sandel) ผู้เขียนหลักของงานวิจัย ระบุว่า ชิมแปนซีเหล่านี้เคยจับมือปรองดองกัน แต่ตอนนี้กลับพยายามฆ่ากันเอง งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า ความรุนแรงและระยะเวลาของการใช้ความรุนแรงอาจให้ข้อมูลและความเข้าใจที่ดีขึ้นว่าความขัดแย้งของมนุษย์ในยุคแรกเริ่มพัฒนาขึ้นอย่างไร
จากกลุ่มเดียวกันสู่การแบ่งฝ่าย

“แซนเดล” นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสในสหรัฐอเมริกา และผู้อำนวยการร่วมของโครงการชิมแปนซีเอ็นโกโก (Ngogo Chimpanzee Project) กล่าวว่า ชิมแปนซีเป็นสัตว์ที่มีความหวงอาณาเขตสูงและมักมีปฏิสัมพันธ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับชิมแปนซีจากกลุ่มอื่น
อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชิมแปนซีเกือบ 200 ตัว เคยอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยที่นักวิจัยเรียกว่า กลุ่มตะวันตก (Western) และกลุ่มกลาง (Central) แต่ยังคงเป็นชุมชนเดียวกันในภาพรวม

“แซนเดล” เริ่มสังเกตเห็นสัญญาณการแบ่งขั้วในเดือนมิถุนายน ปี 2015 เมื่อชิมแปนซีฝั่งตะวันตกวิ่งหนีและถูกกลุ่มกลางไล่ล่า
ตามปกติแล้ว ชิมแปนซีค่อนข้างชอบแสดงออกเกินจริง เนื่องจากเมื่อชิมแปนซีทะเลาะกัน มักจะมีการส่งเสียงกรีดร้องและไล่ล่า จากนั้นในภายหลัง พวกมันก็จะกลับมาดูแลทำความสะอาดขนให้กันและร่วมมือกันเหมือนเดิม
แต่หลังเหตุการณ์ปี 2015 นักวิจัย พบว่า ชิมแปนซีทั้ง 2 กลุ่มหลีกเลี่ยงกันเป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์และมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง
เมื่อมีการพบกันอีกครั้ง ความตึงเครียดกลับรุนแรงขึ้นและก้าวร้าวมากขึ้น

การโจมตีและการบาดเจ็บล้มตายหลังจากชิมแปนซีทั้ง 2 กลุ่มแยกตัวชัดเจนในปี 2018 สมาชิกของกลุ่มตะวันตกเริ่มโจมตีกลุ่มกลาง การศึกษาพบว่า นับตั้งแต่การแตกแยก มีการโจมตีแบบเจาะจง 24 ครั้ง ส่งผลให้ชิมแปนซีตัวผู้ที่โตเต็มวัยอย่างน้อย 7 ตัว และลูกลิงชิมแปนซี 17 ตัวจากกลุ่มกลาง ตายลง แต่นักวิจัยเชื่อว่า ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้น

นักวิจัย เชื่อว่า ปัจจัยหลายประการ เช่นขนาดของฝูงและการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากร รวมถึง การแข่งขันระหว่างตัวผู้เพื่อโอกาสในการสืบพันธุ์ อาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง
3 ปัจจัยสำคัญที่อาจจุดชนวนความขัดแย้ง
นักวิจัยระบุปัจจัยหลักที่อาจเป็นตัวเร่งให้เกิดความแตกแยก ได้แก่

ประการแรก คือ การตายของชิมแปนซีตัวผู้โตเต็มวัย 5 ตัว และตัวเมียโตเต็มวัย 1 ตัว ด้วยสาเหตุที่ไม่ทราบแน่ชัด ในปี 2014 ซึ่งอาจทำให้เครือข่ายทางสังคมหยุดชะงักและทำให้ความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกลุ่มย่อยอ่อนแอลง

ประการที่ 2 คือ ในปีต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งจ่าฝูงตัวผู้ ซึ่งการศึกษาชี้ว่า เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาแรกของการแยกตัวระหว่างชิมแปนซีกลุ่มตะวันตกและกลุ่มกลาง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในลำดับชั้นการครองอำนาจ สามารถเพิ่มความก้าวร้าวและการหลีกเลี่ยงในชิมแปนซีได้

ประการที่ 3 คือ โรคระบาดทางเดินหายใจที่คร่าชีวิตชิมแปนซี 25 ตัว รวมถึง ตัวผู้โตเต็มวัย 4 ตัว และตัวเมียโตเต็มวัย 10 ตัวในปี 2017 ราว 1 ปีก่อนการแยกกลุ่มอย่างถาวร และหนึ่งในตัวผู้โตเต็มวัยที่ตายจากโรคระบาดนั้นยังเป็นหนึ่งในตัวสุดท้ายที่เชื่อมชิมแปนซีทั้ง 2 กลุ่มด้วย
บทเรียนต่อความขัดแย้งของมนุษย์

“แซนเดล” และทีมนักวิจัย ระบุว่า ผลการค้นพบนี้อาจช่วยกระตุ้นให้ผู้คนต้องทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับความขัดแย้งและสงครามของมนุษย์

นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ในกรณีของการแตกกลุ่มของเอ็นโกโก สมาชิกที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกัน กินอาหาร ดูแลทำความสะอาดขน และลาดตระเวนร่วมกันมานานหลายปี กลับกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตีที่ร้ายแรงถึงตาย เพียงเพราะการสังกัดกลุ่มใหม่
ทีมนักวิจัย ระบุว่า หากชิมแปนซี ซึ่งเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด สามารถเกิดความขัดแย้งรุนแรงได้โดยปราศจากโครงสร้างของมนุษย์ เช่น ศาสนา ชาติพันธุ์ และอุดมการณ์ความเชื่อทางการเมืองแล้วนั้น พลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอาจมีบทบาทเชิงสาเหตุในความขัดแย้งของมนุษย์มากกว่าที่เคยคิดกัน
ด้าน “เจมส์ บรูคส์” (James Brooks) นักวิจัยจากศูนย์ไพรเมตในเยอรมนี (German Primate Center) ระบุว่า งานวิจัยนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายที่การแบ่งแยกเป็นกลุ่มอาจก่อให้เกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์
“บรูคส์” เขียนในบทวิจารณ์ของวารสาร Science ว่า มนุษย์ต้องเรียนรู้จากการศึกษาพฤติกรรมแบบกลุ่มของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ทั้งในยามสงครามและยามสงบ โดยต้องจำไว้ว่า อดีตทางวิวัฒนาการไม่ได้เป็นตัวกำหนดอนาคตของมนุษย์เสมอไป

ที่มา: BBC
https://www.bbc.com/news/articles/cr71lkzv49po
Credit ภาพ: Reuters

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...