เมื่อคนขวางคูหา ชนะคนกากบาท 21 มีนาคม 2557 ศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มรดกคณะรัฐประหาร คือรัฐธรรมนูญที่ตกค้างถึงวันนี้
ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาว่าการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 ที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
เนื่องด้วยประชาชนผู้ยื่นคำร้องกังขาว่ารหัสเหล่านี้อาจขัดหลักการลงคะแนนโดยลับ เพราะอาจถูกนำไปตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าแต่ละคนลงคะแนนให้ใคร จนเกิดข้อวิจารณ์ว่าการเลือกตั้งปีนี้อาจลงเอยด้วยการเป็นโมฆะ
หากย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทย การเลือกตั้งที่ถูกประกาศให้เป็นโมฆะอย่างเป็นทางการด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 12 ปีก่อน ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เช่นเดียวกัน นั่นคือการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
ภาพจำอันขมขื่นของประชาชนที่ต้องปีนรั้ว ฝ่าดงเสียงนกหวีด และเอาชีวิตเข้าแลก เพียงเพื่อจะได้เดินเข้าคูหาไปกากบาทลงคะแนนเสียง ยังคงเป็นรอยด่างพร้อยที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของหลายคน
คำตัดสินในวันนั้นได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันขัดขวางการเลือกตั้ง สามารถสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การล้มล้างเสียงของประชาชนกว่า 20 ล้านคนที่ออกไปใช้สิทธิได้อย่างเบ็ดเสร็จ
นี่คือจุดเริ่มต้นของทางตันที่ปูทางไปสู่การรัฐประหาร และทิ้งกลไกสำคัญอย่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไว้จนถึงปัจจุบัน
ย้อนรอย “นิรโทษกรรมสุดซอย” สู่ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
ชนวนความโกรธแค้นถูกจุดขึ้นเมื่อรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจผลักดันร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง กลายเป็นข้ออ้างปลุกระดมมวลชนชนชั้นกลางและกลุ่มอนุรักษนิยมให้ลุกฮือลงสู่ท้องถนน
นำไปสู่การก่อตั้ง กปปส. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยกระดับการชุมนุมเป็นการต่อต้านรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด แม้นายกรัฐมนตรีจะยอมถอยร่นด้วยการประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคม 2556 คืนอำนาจให้ประชาชนตามกลไกประชาธิปไตย แต่กลุ่ม กปปส. กลับปฏิเสธการเข้าสู่สนามเลือกตั้ง พร้อมกับการถือกำเนิดของข้อเรียกร้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
วาทกรรมดังกล่าวถูกสร้างขึ้นบนความเชื่อที่ว่า ระบบการเลือกตั้งในขณะนั้นไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นเพียงเครื่องมือฟอกขาวให้กับระบอบทักษิณ ความเชื่อนี้ทำให้ผู้ชุมนุมเชื่อมั่นว่า การล้มล้างการเลือกตั้งคือทางออก และประเทศไทยต้องได้รับการจัดระเบียบโดยคนดีเสียก่อน จึงจะอนุญาตให้มีการเลือกตั้งได้
ปิดสถานที่สมัคร สส. ล้อมคูหาเลือกตั้ง กั้นประชาชนผู้ใช้สิทธิ
ภาพความวุ่นวายปรากฏขึ้นตั้งแต่มวลชนเข้าปิดล้อมสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น (ดินแดง) สกัดกั้นไม่ให้พรรคการเมืองเข้าไปสมัคร ส.ส. ไปจนถึงการนำโซ่เหล็กขนาดใหญ่ไปคล้องล็อกประตูหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้า สกัดกั้นเส้นทางขนส่งหีบบัตร และกดดันข่มขู่ประชาชนมือเปล่าที่พยายามจะก้าวเท้าเข้าไปใช้สิทธิของตนเอง
อีกฝั่งหนึ่งประกอบด้วยกลุ่มเสื้อขาวก็ได้ออกมารณรงค์จุดเทียนส่องสว่าง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในกติกา จนเกิดเป็นแคมเปญ "Respect My Vote" หรือ "เคารพเสียงของฉัน" คู่ขนานขึ้นมา
บรรยากาศทางสังคมในเวลานั้นเต็มไปด้วยความเห็นต่างสุดขั้ว ประชาชนที่ต้องการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งถูกตีตราว่าเป็นผู้สนับสนุนคนโกง หรือถูกลดทอนคุณค่าว่าเป็นกลุ่มคนที่รู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมนักการเมือง
20 ล้านเสียงที่สูญเปล่า กับบรรทัดฐานใหม่ในการเมืองไทย
ท้ายที่สุด 21 มีนาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวางฐานเหตุผลไว้ว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดเจตนารมณ์ให้การเลือกตั้งทั่วไปต้อง “จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในวันเดียว” เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยเสรี ปราศจากการบังคับ กดดัน หรืออิทธิพลใดๆ ที่มีผลต่อการลงคะแนน
แต่เนื่องจากการชุมนุมขัดขวางของ กปปส. ทำให้เขตเลือกตั้ง 28 เขตในพื้นที่ภาคใต้ไม่มีแม้แต่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงถือว่ายังไม่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปมาก่อน และไม่อยู่ในอำนาจของ กกต. หรือศาลฎีกาที่จะสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ได้
การจะจัดเลือกตั้งในพื้นที่เหล่านั้นจึงต้องกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นใหม่อีกวันหนึ่ง ซึ่งขัดต่อหลักการที่ต้องจัดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่า เมื่อไม่สามารถจัดการให้เป็นวันเดียวกันทั่วประเทศได้ ตามที่กำหนดวันไว้ในพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร จึงถือว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและตกเป็นโมฆะ
คำวินิจฉัยนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ในอนาคตหากมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งเพียงแค่ไปขัดขวางไม่ให้เกิดการลงคะแนนในบางหน่วย จนต้องงดและเลื่อนไปลงคะแนนภายหลัง ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้การเลือกตั้งทั้งประเทศยุติลง แม้ศาลจะระบุข้อยกเว้นเรื่องเหตุสุดวิสัย ภัยพิบัติ หรือการทุจริตไว้ แต่ข้ออ้างจากการขัดขวางทางการเมืองก็มากพอที่จะทำให้เป็นโมฆะได้
โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) มองว่า แนวการวินิจฉัยนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องเสียงของคนที่ต้องการออกไปเลือกตั้ง แต่กลับเป็นการให้คุณค่าและรับรองความสำเร็จของขบวนการล้มล้างการเลือกตั้งไปโดยปริยาย
มรดกรัฐประหารที่ตกค้างในรูปแบบรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ความขัดแย้งบนท้องถนนก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนไม่อาจหาทางออกตามกติกาได้อีกต่อไป กลายเป็นความชอบธรรมให้กองทัพภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าทำการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
12 ปีล่วงผ่านนับจากเหตุการณ์วันนั้น ราคาค่างวดที่สังคมไทยต้องจ่ายจากการยอมให้คนกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำลายสิทธิการเลือกตั้ง คือการสูญเสียเวลาและพัฒนาการทางประชาธิปไตยไปยาวนานกว่าทศวรรษ
มรดกที่เป็นรูปธรรมที่สุดของยุคสมัยนั้น ที่ตกทอดมาจนถึงวันนี้ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่ยังคงบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีความพยายามแก้ไขทั้งบางมาตรา หรือทั้งฉบับ ภายใต้รัฐบาลหลายสมัย แต่ก็ไม่อาจฝ่าด่านกลไกที่ถูกวางไว้ได้
จนกระทั่งเกิดความหวังครั้งใหม่จากการทำประชามติล่าสุดในปี 2569 ซึ่งผลปรากฏว่าประชาชนกว่า 21.62 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในขณะที่มีผู้ไม่เห็นชอบ 11.24 ล้านเสียง
แต่ล่าสุดสื่อหลายสำนักรายงานว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลและกุมบัลลังก์ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ออกมาเปิดเผยทิศทางเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบผลักดันในขณะนี้ โดยขอทุ่มเทสรรพกำลังไปที่การแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก
เราจึงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไปว่า ภายหลังที่เราได้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่แล้ว สังคมไทยจะได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเจตนารมณ์ 21 ล้านเสียงประชามติเมื่อใด
อ้างอิง iLaw
#ThairathPlus #ไทยรัฐพลัส
บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อคนขวางคูหา ชนะคนกากบาท 21 มีนาคม 2557 ศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มรดกคณะรัฐประหาร คือรัฐธรรมนูญที่ตกค้างถึงวันนี้
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath