โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Birkenstock เกือบน็อค แต่ลุกขึ้นมาได้

ThaiFranchiseCenter

อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 04.44 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในโลกธุรกิจที่มีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่มีอายุยืนยาวกว่า 250 ปี ย่อมไม่ได้อยู่รอดด้วยโชคเพียงอย่างเดียว แบรนด์รองเท้าชื่อดังของโลกอย่าง Birkenstock คือหนึ่งในแบรนด์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แบรนด์ที่เก่าแก่ไม่จำเป็นต้องมีภาพลักษณ์ที่ล้าสมัย

หากองค์กรสามารถยึดมั่นในแก่นธุรกิจของตัวเอง พร้อมปรับโครงสร้างและกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป แบรนด์ที่เกิดจากช่างทำรองเท้าท้องถิ่นในเยอรมนี สู่แบรนด์รองเท้าและไลฟ์สไตล์ระดับโลก Birkenstock สร้างความแตกต่างด้วยการโฟกัสที่สุขภาพเท้าและคุณภาพมาก่อนคำว่าแฟชั่นมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของแบรนด์ก็เคยกลายเป็นข้อจำกัดเช่นกัน ในช่วงหนึ่ง Birkenstock ถูกมองว่าเป็นแบรนด์เฉพาะกลุ่ม ดีไซน์ไม่ทันสมัย และเผชิญแรงกดดันจากสินค้าลอกเลียนแบบ ต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น จนทำให้แบรนด์เข้าใกล้จุดชะงักทางการเติบโต

สิ่งที่น่าสนใจคือ Birkenstock ไม่เลือกแก้เกมด้วยการรีแบรนด์ฉาบฉวยหรือวิ่งตามเทรนด์ระยะสั้น แต่กลับเลือกตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ว่าผู้บริโภคยุคใหม่คาดหวังอะไรจาก Birkenstock จริงๆ

บทความนี้จะพาไปสำรวจเส้นทางการฟื้นตัวของ Birkenstock ในฐานะกรณีศึกษาทางธุรกิจ ตั้งแต่รากฐานแนวคิดรองเท้าเพื่อสุขภาพ นวัตกรรมที่สร้างความแตกต่าง การรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ไปจนถึงจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก

เรื่องราวของ Birkenstock จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนผ่านจากแบรนด์ดั้งเดิม สู่การเป็น Global Brand โดยไม่ทิ้งตัวตนระหว่างทาง

จุดเริ่มต้น Birkenstock

ภาพจาก https://citly.me/QiOuP

Birkenstock มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1774 ในประเทศเยอรมนี โดย Johann Adam Birkenstock บุคคลแรกของตระกูลที่เป็นช่างทำรองเท้าในยุคนั้น การทำอาชีพของเขาเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่รองเท้ายังเน้นการผลิตแบบดั้งเดิม

และให้ความสำคัญกับความทนทานมากกว่าความสบาย อย่างไรก็ตาม Johann Adam Birkenstock ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อโครงสร้างของเท้ามนุษย์ และพยายามออกแบบรองเท้าที่ช่วยรองรับเท้าได้ดีกว่ารองเท้าทั่วไปในยุคนั้น

แนวคิดดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นภายในครอบครัว Birkenstock โดยตลอดช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ธุรกิจยังคงดำเนินงานในลักษณะกิจการขนาดเล็ก แต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการทำรองเท้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตรองเท้าทั่วไปในตลาดยุโรป แนวคิดงรองเท้าที่ดีต่อเท้าจึงเริ่มฝังรากลึกในอัตลักษณ์ของแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้น

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ครอบครัว Birkenstock เริ่มพัฒนาแนวคิดรองเท้าให้สอดคล้องกับหลักกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการรองรับส่วนโค้งของเท้า การกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสม และการช่วยให้ท่าทางการยืนและการเดินเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ แนวคิดนี้นำไปสู่การพัฒนา พื้นรองเท้าแบบโค้งรับเท้า (Contoured Footbed) ซึ่งต่อมากลายเป็นหัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ Birkenstock

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะระหว่างปี ค.ศ. 1900–1930 สมาชิกสำคัญของตระกูล เช่น Konrad Birkenstock และ Carl Birkenstock ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น พวกเขาไม่เพียงปรับปรุงโครงสร้างพื้นรองเท้าให้เหมาะสมกับสรีระของเท้ามนุษย์เท่านั้น แต่ยังเริ่มผลิตแผ่นรองเท้าเพื่อใช้ในเชิงการแพทย์และการดูแลสุขภาพ ซึ่งได้รับความสนใจจากแพทย์ นักกายภาพบำบัด และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในยุโรปจำนวนมาก

นอกจากนี้ ครอบครัว Birkenstock ยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับรองเท้าเพื่อสุขภาพ ผ่านการบรรยาย การอบรม และการจัดทำเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับโครงสร้างเท้าและการรองรับน้ำหนัก

ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง กระบวนการเหล่านี้ได้วางรากฐานที่มั่นคงให้ Birkenstock เติบโตจากกิจการช่างทำรองเท้าภายในครอบครัว สู่การเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในเวลาต่อมา

การดำเนินธุรกิจและนวัตกรรมรองเท้า

ภาพจาก https://citly.me/QiOuP

รูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Birkenstock มีความแตกต่างจากผู้ผลิตรองเท้าทั่วไปอย่างชัดเจน โดยแบรนด์ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความสวยงามหรือกระแสแฟชั่นในระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงสุขภาพเป็นแก่นหลักของการออกแบบผลิตภัณฑ์

แนวคิดนี้สะท้อนผ่านทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ การออกแบบโครงสร้างพื้นรองเท้า ไปจนถึงรูปทรงที่ช่วยรองรับสรีระเท้ามนุษย์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถยืนและเดินได้อย่างเป็นธรรมชาติ ลดความเมื่อยล้าและปัญหาสุขภาพเท้าในระยะยาว

หัวใจสำคัญของนวัตกรรม Birkenstock คือ พื้นรองเท้าแบบโค้งรับเท้า (Contoured Footbed) ซึ่งถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เลียนแบบรอยเท้าบนทราย

โดยมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ส่วนรองรับอุ้งเท้า (Arch Support) ส่วนรองรับส้นเท้า และการกระจายน้ำหนักที่สมดุล แนวคิดดังกล่าวช่วยเสริมท่าทางการยืนและการเดินให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ส่งผลให้รองเท้า Birkenstock ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ แพทย์ และนักกายภาพบำบัดมาอย่างยาวนาน

ในด้านผลิตภัณฑ์ Birkenstock ได้เปิดตัวรองเท้ารุ่นสำคัญที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ในระดับโลก โดยในปี ค.ศ. 1963 ได้ออกแบบรองเท้าแตะรุ่น Madrid ซึ่งถือเป็นรองเท้าแตะรุ่นแรกที่ใช้พื้นรองเท้าแบบโค้งรับเท้าอย่างเต็มรูปแบบ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1973 รุ่น Arizona ซึ่งมีดีไซน์สายคาดสองเส้น ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและกลายเป็นรุ่นขายดีที่สุดตลอดกาลของแบรนด์ รุ่นเหล่านี้สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่เรียบง่าย แต่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นหลัก

การขยายตลาดไปยังต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1966 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ Birkenstock โดย Margot Fraser ได้นำรองเท้า Birkenstock เข้ามาจำหน่ายที่เมืองซานฟรานซิสโกในช่วงแรก แม้จะเผชิญความท้าทายด้านภาพลักษณ์

เนื่องจากรองเท้ามีรูปทรงที่แตกต่างจากรองเท้าแฟชั่นในยุคนั้น แต่กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพกลับให้การตอบรับอย่างดี ทำให้แบรนด์เริ่มสร้างฐานลูกค้าในตลาดอเมริกาได้อย่างมั่นคง

ในช่วงทศวรรษต่อมา Birkenstock ค่อยๆ เปลี่ยนภาพลักษณ์จากรองเท้าเพื่อสุขภาพไปสู่รองเท้าไลฟ์สไตล์ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ด้านความสบายและคุณภาพไว้เป็นหลัก การได้รับความนิยมในกลุ่มฮิปปี้และผู้รักธรรมชาติในช่วงปี 1970–1980 รวมถึงการเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ช่วยให้แบรนด์สามารถขยายฐานลูกค้าในวงกว้าง และปูทางสู่การเติบโตในฐานะแบรนด์ระดับโลกในเวลาต่อมา

การเผชิญปัญหาและการแก้ไข

ภาพจาก https://citly.me/QiOuP

แม้ Birkenstock จะเป็นแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานและได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่ตลอดเส้นทางการเติบโต บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน หนึ่งในปัญหาสำคัญคือประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการออกแบบรองเท้ารุ่นคลาสสิก ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งถูกลอกเลียนแบบอย่างแพร่หลายในตลาดยุโรปและตลาดโลกสมัยนั้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Birkenstock ได้ยื่นฟ้องต่อศาลในประเทศเยอรมนี เพื่อขอให้การออกแบบรองเท้ารุ่นสำคัญ เช่น Arizona และ Madrid ได้รับการคุ้มครองในฐานะงานศิลปะภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำตัดสินว่าการออกแบบดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นงานศิลปะที่มีความสร้างสรรค์เพียงพอสำหรับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ส่งผลให้ Birkenstock ไม่สามารถใช้กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันสินค้าลอกเลียนแบบได้อย่างเต็มที่ และทำให้การแข่งขันในตลาดรองเท้ายุโรปมีความรุนแรงมากขึ้น

เพื่อตอบสนองต่อข้อจำกัดทางกฎหมายดังกล่าว Birkenstock ปรับกลยุทธ์จากการพึ่งพาการคุ้มครองด้านลิขสิทธิ์ ไปสู่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในด้านคุณภาพ วัสดุ และกระบวนการผลิต

บริษัทมุ่งเน้นการสื่อสารคุณค่าของสินค้าในฐานะรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ผลิตในเยอรมนี ใช้วัสดุคุณภาพสูง และผ่านมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างสินค้าของแท้กับสินค้าลอกเลียนแบบในสายตาผู้บริโภค

นอกจากปัญหาด้านกฎหมายแล้ว Birkenstock ยังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นและอัตรากำไรขั้นต้นลดลงในบางช่วงเวลา ความท้าทายดังกล่าวส่งผลต่อการคาดการณ์รายได้และการเติบโตของบริษัทในระยะสั้น โดยเฉพาะในตลาดอเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของแบรนด์

เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุน Birkenstock ได้ดำเนินมาตรการเชิงกลยุทธ์หลายประการ อาทิ การปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การเจรจากับคู่ค้าทางธุรกิจและผู้จัดจำหน่ายเพื่อลดภาระต้นทุนร่วมกัน รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตและโลจิสติกส์

มาตรการเหล่านี้ ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระดับหนึ่ง และสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของ Birkenstock ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

การขยายตลาดและการขยายสาขา

ภาพจาก https://citly.me/QiOuP

การขยายตลาดสู่ต่างประเทศถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ Birkenstock เติบโตจากธุรกิจครอบครัวในเยอรมนีไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1966 เมื่อ Birkenstock เริ่มเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก ผ่านการจัดจำหน่ายโดยพาร์ทเนอร์ในท้องถิ่น การเข้าสู่ตลาดดังกล่าวเริ่มจากกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ก่อนจะค่อยๆ ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มไลฟ์สไตล์ในวงกว้าง

ในระยะแรก Birkenstock ใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจผ่านตัวแทนจำหน่ายและผู้นำเข้าในสหรัฐฯ เพื่อทดสอบตลาดและสร้างการรับรู้แบรนด์ อย่างไรก็ตาม เมื่อความต้องการสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้บริษัทได้ตัดสินใจซื้อกิจการเครือข่ายการจัดจำหน่ายกลับมาอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทโดยตรง

การรวมศูนย์การบริหารดังกล่าวช่วยให้ Birkenstock สามารถควบคุมคุณภาพสินค้า ภาพลักษณ์แบรนด์ และกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของบริษัท

ภายหลังจากประสบความสำเร็จในตลาดอเมริกา Birkenstock ได้ขยายการดำเนินธุรกิจไปยังประเทศในภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ Birkenstock มีจำหน่ายมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก

รวมถึงในไทย ผ่านหลากหลายช่องทาง ได้แก่ ร้านค้าของแบรนด์โดยตรง ร้านค้าปลีกพันธมิตร และแพลตฟอร์มออนไลน์ การกระจายช่องทางจำหน่ายดังกล่าวช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายธุรกิจในระดับสากล

นอกเหนือจากการขยายตลาดในเชิงภูมิศาสตร์ Birkenstock ยังมุ่งพัฒนาแบรนด์ให้ก้าวข้ามภาพลักษณ์รองเท้าเพื่อสุขภาพแบบดั้งเดิม สู่การเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก บริษัทได้นำเสนอเรื่องราวของแบรนด์ผ่านกิจกรรมทางการตลาดเชิงสร้างสรรค์ เช่น การเปิดร้าน Pop-up Store และนิทรรศการแสดงประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงแบรนด์กับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

ขณะเดียวกัน Birkenstock ยังจับมือกับพันธมิตรด้านแฟชั่นและแบรนด์ระดับสูง เพื่อขยายภาพลักษณ์สู่ตลาดพรีเมียมและแฟชั่นร่วมสมัย โดยยังคงยึดมั่นในแก่นของแบรนด์ด้านคุณภาพและความสบาย

กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้ Birkenstock สามารถรักษาสมดุลระหว่างมรดกทางแบรนด์ที่ยาวนาน กับการปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดโลก และเสริมความแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์รองเท้าระดับสากลอย่างยั่งยืน

การเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและการเติบโต

ภาพจาก https://citly.me/QiOuP

การเติบโตของ Birkenstock ในยุคปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากความนิยมด้านแฟชั่นเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญภายในองค์กร

โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจครอบครัวดั้งเดิมไปสู่การบริหารจัดการแบบมืออาชีพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้บริษัทสามารถแข่งขันและขยายตัวในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่สำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2013 เมื่อ Birkenstock แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) จากคนนอกครอบครัวเป็นครั้งแรก หลังจากดำเนินธุรกิจภายใต้การบริหารของตระกูล Birkenstock มาอย่างยาวนาน

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักขององค์กรต่อความท้าทายในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น และความจำเป็นในการนำหลักการบริหารสมัยใหม่มาปรับใช้ เพื่อรองรับการขยายตัวในระดับสากล

ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว หนึ่งในจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร คือการที่ Christian Birkenstock ได้พบและเชิญ Oliver Reichert อดีตผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมสื่อ เข้ามามีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เหตุการณ์นี้นำไปสู่กระบวนการฟื้นตัวของแบรนด์ (Brand Turnaround) ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงภาพลักษณ์เพียงผิวเผิน แต่เป็นการทบทวนแก่นแท้ของแบรนด์อย่างเป็นระบบ

ความแตกต่างของการ Turnaround ครั้งนี้ คือ Birkenstock เลือกเริ่มต้นจากงานวิจัยและพัฒนา (R&D) แทนการรีแบรนด์เชิงสัญลักษณ์ โดยร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ระดับโลกอย่าง Vivaldi เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ในเชิงลึก ผลการวิจัยทำให้บริษัทสามารถแบ่งกลุ่มผู้บริโภคออกเป็น 4 กลุ่มหลัก

  • กลุ่มที่แสวงหาความสบายอย่างจริงจัง
  • กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสไตล์และอัตลักษณ์
  • กลุ่มที่ตัดสินใจจากเสียงรีวิว
  • กลุ่มที่นิยมวิถีชีวิตเรียบง่าย

กลุ่มลูกค้าเหล่านี้ กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์ของแบรนด์ในระยะต่อมา

จากข้อมูลดังกล่าว Birkenstock ได้กำหนดแนวทางการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ออกเป็น 4 แกนหลัก ได้แก่ การนิยามอัตลักษณ์แบรนด์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Genuine Spirit” เพื่อเชื่อมโยงคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความร่วมสมัยเข้าด้วยกัน การยกระดับประสบการณ์หน้าร้านให้ทุกจุดสัมผัส สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

ตลอดจนการสร้างกิจกรรมเชิงประสบการณ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแบรนด์ และการพัฒนาบุคลากรหน้าร้านให้ทำหน้าที่เป็น “ทูตของแบรนด์” มากกว่าพนักงานขายทั่วไป

ต่อมในปี ค.ศ. 2021 Birkenstock ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนและกลยุทธ์จาก L Catterton กลุ่มการลงทุนระดับโลก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเครือ LVMH (เจ้าของ Louis Vuitton, Dior, Fendi) หนุนหลัง บริหารสินทรัพย์มากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลงทุนในกว่า 125 แบรนด์ทั่วโลก)

โดยกลุ่มดังกล่าวเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท การเข้ามาของนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ไม่เพียงช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน แต่ยังเปิดโอกาสให้ Birkenstock เข้าถึงเครือข่ายธุรกิจและความเชี่ยวชาญด้านแบรนด์ระดับโลก โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย

ภายใต้การสนับสนุนของ L Catterton บริษัทได้เร่งขยายตลาดในประเทศที่มีศักยภาพสูง เช่น จีนและอินเดีย ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางจำหน่ายออนไลน์และการลงทุนเพิ่มในกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวช่วยให้ Birkenstock สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์จากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตขององค์กร โดยในปี ค.ศ. 2023 Birkenstock สามารถสร้างยอดขายเติบโตมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภค แต่ยังเพิ่มความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนระดับโลกอีกด้วย

ต่อมาในปีเดียวกัน Birkenstock ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เพื่อระดมทุนสำหรับการขยายธุรกิจในระยะยาว การเข้าตลาดทุนครั้งนี้ถือเป็นบทสรุปของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างและเชิงกลยุทธ์ ที่เชื่อมโยงจากธุรกิจครอบครัวดั้งเดิม ไปสู่การเป็นองค์กรระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ โดยกระบวนการ Turnaround ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างมรดกของแบรนด์ในอดีตกับการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเวทีสากล

ผลการดำเนินงานและสถานะปัจจุบัน

ภาพจาก https://citly.me/QiOuP

ในปัจจุบัน Birkenstock ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์รองเท้าระดับโลก ที่มีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้รวมของบริษัทในปี ค.ศ. 2025 อยู่ที่ประมาณ 2.1 พันล้านยูโร ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดหลัก ทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา และภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นผลจากการขยายตลาดอย่างเป็นระบบ และมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสบาย และคุณภาพของสินค้า ควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ของ Birkenstock ที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างรองเท้าเพื่อสุขภาพและรองเท้าไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ส่งผลให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไปจนถึงกลุ่มแฟชั่นระดับพรีเมียม

ในด้านกลยุทธ์เชิงกายภาพ Birkenstock มีแผนขยายร้านค้าทั่วโลกเพิ่มอีกหลายสิบสาขาในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการในตลาดต่างประเทศ การขยายสาขาดังกล่าวมุ่งเน้นทั้งร้านค้าของแบรนด์โดยตรงและการร่วมมือกับพันธมิตรค้าปลีกในทำเลศักยภาพสูง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตของผู้บริโภคสูง

ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาช่องทางดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซควบคู่ไปกับการขยายหน้าร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าแบบไร้รอยต่อ (Omnichannel Experience) กลยุทธ์นี้ช่วยให้ Birkenstock สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น และลดการพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไปในระยะยาว

ปัจจุบัน Birkenstock สะท้อนถึงความสำเร็จในการรักษาสมดุลระหว่างแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 250 ปี กับการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก การเติบโตด้านรายได้ การขยายสาขา และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ล้วนตอกย้ำบทบาทของ Birkenstock ในฐานะแบรนด์รองเท้าและไลฟ์สไตล์ระดับสากล ที่ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

Timeline พัฒนาการ Birkenstock (1774 – ปัจจุบัน)

ภาพจาก https://citly.me/Kocwv

จุดเริ่มต้น

Johann Adam Birkenstock ถูกบันทึกในเอกสารศาลาวัดที่เยอรมนีว่าเป็น “ช่างทำรองเท้า” — ถือเป็นจุดกำเนิดของตระกูล Birkenstock ในวงการรองเท้า

ปี 1848 – ปี 1849

  • ยุคปฏิวัติครั้งใหญ่ของครอบครัว
  • สมาชิกครอบครัว Birkenstock เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติของเยอรมันเพื่อปรับปรุงสถานะชีวิต แม้จะไม่สำเร็จ แต่มีผลต่อวัฒนธรรมในยุคต่อมา

ปี 1896

  • คอนทรัวร์ฟุตเบดรุ่นแรก
  • Konrad Birkenstock พัฒนารองเท้าผลิตภัณฑ์ Insold แบบโค้งพอดีเท้า (contoured footbed) ซึ่งเป็นนวัตกรรมสำคัญของแบรนด์
ภาพจาก https://citly.me/Kocwv

ปี 1899

  • ออกบรรยายและขยายแนวคิด
  • Konrad เดินทางทั่วเยอรมนีและออสเตรีย เพื่อเผยแพร่แนวคิดการทำรองเท้า “โค้งรับเท้า” ให้กับช่างทำรองเท้าอื่นๆ และขายสิทธิ์ให้ผลิต

ปี 1925

  • โรงงานขยายกำลังผลิต
  • โรงงานผลิตใน Friedberg, เยอรมนี เปิดตัว และ “Blue Footbed” ถูกเพิ่มเป็นโปรแกรมผลิตหลัก เริ่มขายทั่วยุโรป
ภาพจาก https://citly.me/Kocwv

ปี 1939 – ปี 1945

  • สงครามโลกครั้งที่ 2
  • หลังสงคราม Birkenstock กลายเป็นที่นิยมโดยเฉพาะในกลุ่มทหารที่กลับบ้าน เพราะรองรับเท้าได้ดี

ปี 1954

  • Karl Birkenstock เข้าร่วมบริษัท
  • ลูกของ Carl Birkenstock เข้าร่วมผลักดันการวิจัยและผลิตเชิงนวัตกรรมมากขึ้น

ปี 1962 – ปี 1963

  • รองเท้ารุ่นแรกของแบรนด์
  • Karl Birkenstock ออกแบบและเปิดตัว “Original Birkenstock Footbed Sandal” รุ่น Madrid ซึ่งเป็น sandal แบบมีพื้นโค้งรับเท้าที่เป็นสัญลักษณ์
ภาพจาก https://citly.me/Kocwv

ปี 1966

  • เข้าสู่สหรัฐอเมริกา
  • Margot Fraser นำ Birkenstock จากเยอรมนีไปจำหน่ายที่สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก โดยเริ่มจากร้านเพื่อสุขภาพ ก่อนจะกลายเป็นวัฒนธรรมแฟชั่นในยุค 70s

ปี 1970 – ปี 1980

  • การเติบโตในวัฒนธรรมฮิปปี้
  • Birkenstock กลายเป็นรองเท้ายอดนิยมของกลุ่มฮิปปี้และคนที่ชื่นชอบศิลปะธรรมชาติ ความสบาย และการอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งส่งผลให้แบรนด์เติบโตอย่างมากในอเมริกาและยุโรป

ปี 1986

  • เข้าร้านห้างใหญ่
  • ร้าน Nordstrom กลายเป็นห้างแรกที่เริ่มวางจำหน่าย Birkenstock ในอเมริกาอย่างเป็นทางการ

ปี 1995 – ปี 2000

  • ขยายร้านในสหรัฐ
  • Birkenstock เปิดร้าน outlet และ retail หลายแห่งในมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐฯ
ภาพจาก https://citly.me/Kocwv

ปี 2005

  • เปลี่ยนชื่อบริษัทในสหรัฐฯ
  • บริษัทนำเข้าในสหรัฐฯ เปลี่ยนชื่อเป็น Birkenstock Distribution USA, Inc. เพื่อรองรับการบริหารการขายในอเมริกา

ปี 2007

  • ซื้อกิจการตัวแทนจำหน่าย
  • Birkenstock ได้ซื้อกลับกิจการ BDUSA กลับเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทเอง

ปี 2009

  • โรงงานใหม่ในเยอรมนี
  • มีการเปิดโรงงานผลิต footbed ใหม่ที่ Görlitz เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้น

ปี 2013

  • เปลี่ยนโครงสร้างองค์กร
  • Birkenstock เปลี่ยนจากบริษัทครอบครัวแบบเดิมมาเป็นองค์กรที่มีการบริหารมืออาชีพ พร้อมซีอีโอจากนอกครอบครัวคนแรก

ปี 2017

  • ขยายสายผลิตภัณฑ์
  • Birkenstock เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น Birkenstock Natural Skincare และ Bed Collection เพื่อขยายไลน์ธุรกิจด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์

ปี 2019

  • การร่วมมือด้านแฟชั่นระดับสูง
  • เปิดสตูดิโอสร้างสรรค์ในปารีส และรับการร่วมมือกับดีไซเนอร์ระดับโลก

ปี 2021

  • การเปลี่ยนเจ้าของใหญ่
  • บริษัทลงทุน L Catterton เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ Birkenstock ร่วมกับ Financière Agache (เครือ LVMH) เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจทั่วโลก
ภาพจาก https://citly.me/Kocwv

ปี 2022 – ปี 2023

  • ขยายกำลังผลิต & IPO
  • ลงทุนสร้างโรงงานใหม่ใน Pasewalk และ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) ในปี 2023 ซึ่งเป็นสัญญาณการเติบโตระดับโลก

ปี 2024

  • เฉลิมฉลอง 250 ปี
  • Birkenstock ฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการทำรองเท้า จัดพิมพ์หนังสือและเผยเรื่องราวการเดินทางของแบรนด์จากช่างทำรองเท้าธรรมดาสู่ไอคอนระดับโลก
ภาพจาก www.facebook.com/birkenstock

บทสรุป

จากพัฒนาการของ Birkenstock จะเห็นได้ว่าความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้เกิดจากกระแสนิยมเพียงชั่วคราว แต่เป็นผลมาจากการยึดมั่นในแก่นของแบรนด์ ควบคู่กับการปรับตัวเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมพื้นรองเท้า การขยายตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงการปรับโครงสร้างองค์กรและการนำแนวคิดการบริหารสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ โดยเฉพาะกระบวนการ Turnaround เชิงแบรนด์ ที่เน้นการวิจัยเชิงลึก และการสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค

ปัจจุบัน Birkenstock ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ได้ก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ระดับโลกที่ผสานคุณค่าเรื่องความสบาย ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ร่วมสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เส้นทางการเติบโตของ Birkenstock จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญของการบริหารแบรนด์ ที่สามารถเชื่อมโยงมรดกทางประวัติศาสตร์กับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงมีศักยภาพในการเติบโตต่อไปในอนาคต

------------------------------------------
รวมแฟรนไชส์ไทย > 660 แบรนด์ - www.ThaiFranchiseCenter.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...