โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่องรอยร้าวก่อนเป็นพันธมิตร ปมทรัมป์ขุด ‘เพิร์ลฮาร์เบอร์’ ข่มญี่ปุ่น

Amarin TV

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ส่องรอยร้าวก่อนเป็นพันธมิตร! ทรัมป์แซะปม

"จู่โจมสายฟ้าแลบ" คำตอบตบหน้ากลางทำเนียบขาว

บรรยากาศในห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความตึงเครียดเกินกว่าจะเป็นการต้อนรับพันธมิตรตามปกติ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกนักข่าวจี้ถามถึงเหตุผลที่ไม่แจ้งแผนการโจมตีอิหร่านให้ประเทศพันธมิตรทราบล่วงหน้า ทรัมป์ไม่ได้เลือกตอบด้วยภาษาการทูตที่นุ่มนวล แต่เขากลับเลือกใช้ "ประวัติศาสตร์" เป็นอาวุธสวนกลับในทันที

"เราต้องการความเซอร์ไพรส์ แล้วใครจะรู้เรื่องการจู่โจมสายฟ้าแลบได้ดีไปกว่าญี่ปุ่นล่ะ?" ทรัมป์กล่าวประโยคนี้ออกมาต่อหน้า ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พร้อมทิ้งคำถามที่ทำเอาคนทั้งห้องอึ้งว่า "ทำไมพวกคุณถึงไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ?" เป็นการหยิบยกบาดแผลสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเป็นเกาะกำบังความลึกลับของยุทธศาสตร์ตนเอง

ปฏิกิริยาของนายกฯ ทาคาอิจิเห็นได้ชัดถึงความลำบากใจ นัยน์ตาของเธอเบิกกว้างและต้องขยับตัวไปมาบนเก้าอี้ด้วยความอึดอัด เมื่อบาดแผลที่เลวร้ายที่สุดซึ่งดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามและจบลงด้วยโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ถูกขุดขึ้นมาแซะกันกลางโต๊ะเจรจา

การใช้กลยุทธ์ "Historical Shaming" ของทรัมป์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การปัดความรับผิดชอบในการแจ้งข่าวพันธมิตร แต่มันคือการแสดงอำนาจเหนือกว่าผ่านประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่นไม่อาจปฏิเสธได้ เป็นการตอกย้ำว่า ในสายตาของทรัมป์ ความสัมพันธ์แบบพันธมิตรอาจมีระยะห่างที่ถูกกำหนดไว้ด้วยความผิดพลาดในอดีตที่ไม่มีวันลบเลือน

Spotlight ชวน "ย้อนรอยบาดแผล" จากวันกระสุนนัดแรกที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ สู่ความสัมพันธ์ที่พึ่งพิงกันในวันนี้ อะไรคือรอยร้าวที่ซ่อนอยู่ใต้ฉากหน้าของคำว่าพันธมิตร?

ย้อนรอย Pearl Harbor บาดแผลในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

แม้ในวันนี้สหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะมีสถานะเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดคู่หนึ่งในโลก แต่หากย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นจากการเป็นคู่ขัดแย้งที่รุนแรงถึงขั้นเผชิญหน้ากัน

ชนวนเหตุความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นในปี 1937 เมื่อญี่ปุ่นรุกรานจีนอย่างเต็มรูปแบบและก่อเหตุสังหารหมู่ที่นานกิง จนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก ส่งผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ตอบโต้ด้วย 'สงครามเศรษฐกิจ' ตั้งแต่การระงับส่งออกอาวุธ จนถึงจุดแตกหักในปี 1941 เมื่อสหรัฐฯ ประกาศตัดวงจร 'น้ำมัน' ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของกองทัพญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด มาตรการนี้บีบให้ญี่ปุ่นต้องตัดสินใจระหว่างการยอมถอนทัพจากจีน หรือการเสี่ยงดวงครั้งใหญ่ด้วยการบุกลงใต้เพื่อยึดครองแหล่งทรัพยากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อการเจรจาทางการทูตถึงทางตัน ญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเปิดฉากจู่โจมทางอากาศต่อฐานทัพเรือเพิร์ลฮาร์เบอร์ในฮาวายแบบสายฟ้าแลบเมื่อเช้าวันที่ 7 ธันวาคม 1941 เพื่อทำลายกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ ไม่ให้เข้ามาแทรกแซงการขยายอำนาจของตน ผลจากการโจมตีเพียง 90 นาที ทำให้เรือรบสหรัฐฯ เสียหาย 19 ลำ และทหารอเมริกันเสียชีวิตกว่า 2,400 นาย เหตุการณ์นี้เปลี่ยนสถานะของสหรัฐฯ จากผู้สังเกตการณ์เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว

สำหรับสหรัฐอเมริกา นี่ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ถูกใช้ย้ำเตือนถึงการถูกโจมตีโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ประธานาธิบดีโรสเวลต์นิยามวันดังกล่าวว่าเป็น "วันที่จะจารึกไว้ในความอัปยศ" (Day of Infamy) ภาพจำของการถูก "หักหลัง" นี้ได้กลายเป็นวาทกรรมหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน

สงครามสิ้นสุดลงในปี 1945 หลังจากสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณู "Little Boy" และ "Fat Man" โจมตีฮิโรชิมาและนางาซากิ ความพ่ายแพ้อย่างราบคาบทำให้ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนโครงสร้างประเทศจากจักรวรรดินิยมสู่รัฐประชาธิปไตย และเข้าสู่สนธิสัญญาความมั่นคงกับสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านกลาโหมจากสหรัฐฯ เป็นหลักจนถึงปัจจุบัน บาดแผลนี้จึงยังถูกใช้เป็น "เครื่องมือทางการทูต" เพื่อสร้างความได้เปรียบในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาจนถึงยุคของโดนัลด์ ทรัมป์

"Historical Shaming" เมื่อประวัติศาสตร์ถูกใช้เป็นอาวุธ

ปฏิกิริยาต่อคำพูดของทรัมป์บนท้องถนนในกรุงโตเกียวสะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดที่หยั่งรากลึก ยูตะ นากามูระ วิศวกรวัย 33 ปี มองว่า นายกฯ ทาคาอิจิตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะหากเธอแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบแรงเกินไปหรือแม้แต่หลุดหัวเราะออกมา ก็อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคนในชาติ เขาจึงมองว่าเธอแสดงออกได้อย่างเหมาะสมแล้ว

ขณะที่ โทคิโอะ วาชิโนะ ชายวัยเกษียณ ยอมรับตรง ๆ ว่า "เมื่อพิจารณาจากบริบททางประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่นเคยทำเช่นนั้น และการที่โดนัลด์หยิบมันขึ้นมาเป็นตัวอย่าง มันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยในฐานะพลเมืองญี่ปุ่น"

การที่ทรัมป์เลือกยกเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์ขึ้นมากลางห้องทำงานรูปไข่ ไม่ใช่เพียงการพาดพิงถึงอดีต แต่คือกลยุทธ์ "Historical Shaming" หรือการใช้ประวัติศาสตร์กดทับคู่สนทนาเพื่อให้เกิดความรู้สึกผิด เมื่อนักข่าวพยายามตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของสหรัฐฯ ทรัมป์กลับใช้อดีตที่เป็น "จุดดำมืด" ของญี่ปุ่นมาเป็นเกราะกำบัง ทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นเสียความชอบธรรมและต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตรวจสอบมาเป็นผู้รับฟังคำตำหนิแทน

The Guardian และ Washington Post วิเคราะห์ว่า นี่คือสไตล์การทูตที่จงใจขุดคุ้ยบาดแผล เพื่อสร้างความได้เปรียบ นี่คือตัวอย่างล่าสุดของความจริงที่คาดเดาไม่ได้และน่าอึดอัดใจในการประชุมร่วมกับทรัมป์ ผู้ซึ่งมีรสนิยมในการหยิบยกช่วงเวลาที่เลวร้ายในประวัติศาสตร์ของประเทศคู่สนทนาขึ้นมาพูดต่อหน้าผู้นำคนปัจจุบัน

เรื่องเครียดกว่าเพิร์ลฮาร์เบอร์ คือช่องแคบฮอร์มุซ

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และซานาเอะ ทาคาอิจิ ในครั้งนี้ แฝงไปด้วยวาระซ่อนเร้นที่มากกว่ามิตรภาพทางการทูต โดยสหรัฐฯ พยายามบีบคั้นให้ญี่ปุ่นแสดงบทบาททางทหารที่ชัดเจนขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการส่งกำลังไปช่วยปกป้องช่องแคบฮอร์มุซเพื่อแลกกับการรักษาสมดุลอำนาจในเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ทาคาอิจิกลับต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลภายในประเทศ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพและกระแสสังคมที่ไม่สนับสนุนการส่งทหารไปเสี่ยงตายในสงครามที่ตนเองไม่ได้ก่อ

นอกจากประเด็นความมั่นคง ทรัมป์ยังใช้เวทีนี้เป็นเครื่องมือในการทำ "สงครามเศรษฐกิจ" โดยตรงผ่านการเจรจากำแพงภาษีสินค้าญี่ปุ่นที่ 15% ซึ่งสหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขให้ญี่ปุ่นต้องนำเงินกลับไปลงทุนในอเมริกาเป็นมูลค่าสูงถึง 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน หลายฝ่ายมองว่า การทูตแบบเน้นผลประโยชน์ของทรัมป์ได้เปลี่ยนสถานะของญี่ปุ่นจากพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ให้กลายเป็นคู่ค้าที่ต้องจ่าย "ค่าคุ้มครอง" ทั้งในรูปแบบเม็ดเงินและพันธะทางทหารที่หนักอึ้ง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์อย่าง เจฟฟ์ คิงส์ตัน การเดินทางมาวอชิงตันครั้งนี้เปรียบเหมือนการ "เดินบนเส้นด้าย" ของทาคาอิจิ ที่ต้องพยายามเอาใจผู้นำที่เดาใจยากอย่างทรัมป์ให้ได้ เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ ถอนความสนใจไปจากภัยคุกคามของจีนและเกาหลีเหนือ ความสัมพันธ์ในยุคนี้จึงไม่ได้วางอยู่บนฐานของความซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการต่อรองที่บีบคั้นให้ญี่ปุ่นต้องเลือกระหว่างการยอมจำนนต่อแรงกดดัน หรือการเริ่มหาทางยืนหยัดด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...