"ใครจะรู้เรื่องเซอร์ไพรส์ดีเท่าญี่ปุ่น" ทรัมป์พาดพิง "เพิร์ลฮาร์เบอร์" ต่อหน้าทาคาอิชิ
เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 The New York Times รายงาน บรรยากาศการหารือที่ดูเป็นมิตรภายในห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาว กลับกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ทันที หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวพาดพิงถึงเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อปี 1941 (พ.ศ.2484) ต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิชิ
คำพูดดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับเหตุผลที่สหรัฐฯ และ อิสราเอล ไม่ได้แจ้งพันธมิตรล่วงหน้าก่อนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน โดยผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ไม่บอกใคร เพราะต้องการเซอร์ไพรส์ (สร้างความประหลาดใจ)
ไม่มีใครรู้เรื่องการเซอร์ไพรส์ดีไปกว่าญี่ปุ่น ทำไมคุณไม่บอกผมเรื่องเพิร์ลฮาร์เบอร์ล่ะ ?
แม้ในห้องจะมีเสียงหัวเราะเบา ๆ จากผู้เข้าร่วม แต่ปฏิกิริยาของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกลับสะท้อนความอึดอัดอย่างชัดเจน โดยเธอเพียงเบิกตากว้าง สูดลมหายใจลึก และนิ่งเงียบตลอดช่วงเวลานั้น
เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นการ "ทำลายธรรมเนียมทางการทูต" ที่สหรัฐฯ ยึดถือมานานหลายทศวรรษ เนื่องจากผู้นำอเมริกันโดยทั่วไปมักหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงเหตุการณ์โจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ต่อหน้าผู้นำญี่ปุ่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ก่อตัวขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังสงครามสิ้นสุดลง สหรัฐฯ ภายใต้การนำของ ปธน.แฮร์รี ทรูแมน ใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลในการปฏิรูปญี่ปุ่น รวมถึงการกำหนดรัฐธรรมนูญสันติภาพที่จำกัดบทบาททางทหารของประเทศ และทำให้ญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการคุ้มครองด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็น สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนแนวทาง โดยเน้นการมองเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์เป็น "โศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์" มากกว่าการกล่าวโทษ เพื่อรักษาพันธมิตรสำคัญในเอเชีย
ตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางดังกล่าวคือในปี 2559 เมื่อ ปธน.บารัค โอบามา เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุพร้อมกับอดีตนายกฯ ญี่ปุ่น ชินโซะ อาเบะ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต และเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ของความปรองดองระหว่าง 2 ประเทศ
นักวิเคราะห์ด้านนโยบายเอเชียมองว่า คำกล่าวของทรัมป์ถือเป็นสิ่งที่ผิดปกติและน่าตกใจ เนื่องจากจุดประสงค์ของการพบปะผู้นำทั้ง 2 ประเทศควรเน้นย้ำถึงความร่วมมือและวิสัยทัศน์ร่วม ไม่ใช่การย้อนรำลึกถึงความขัดแย้งในอดีตที่อาจสร้างความแตกแยก เหตุการณ์ครั้งนี้จึงสะท้อนภาพลักษณ์ของทรัมป์ในฐานะผู้นำที่มักท้าทายกรอบการทูตแบบดั้งเดิม และเลือกใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมาแม้จะเสี่ยงต่อการกระทบความรู้สึกของพันธมิตรสำคัญก็ตาม
ย้อนรอย การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์
เหตุการณ์การโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2484 เมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเปิดฉากโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯ ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ รัฐฮาวายแบบไม่ทันตั้งตัว การโจมตีครั้งนี้มุ่งทำลายกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ โดยใช้เครื่องบินรบและระเบิดถล่มเรือรบ สนามบิน และสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารอย่างหนัก
ผลของการโจมตีทำให้เรือรบจำนวนมากเสียหายหรือจมลง รวมถึงเรือประจัญบานยูเอสเอส แอริโซนา (USS Arizona) มีผู้เสียชีวิตชาวอเมริกันกว่า 2,400 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็น "การโจมตีโดยไม่ประกาศสงคราม" ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศ
เพียง 1 วันหลังจากนั้น ปธน.แฟรงกิน ดี.รูสเวลต์ ได้ประกาศให้วันที่เกิดเหตุเป็น "วันที่จะถูกจดจำในความอัปยศ (Day of Infamy)" และขอให้สภาคองเกรสประกาศสงครามกับญี่ปุ่น ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว และเปลี่ยนทิศทางของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเวลาต่อมา
อ่านข่าวอื่น :
โซลาร์รูฟท็อปยอดจองพุ่ง คนแห่ติดตั้งหวังลดหย่อนภาษี-ประหยัดค่าไฟ
ลอบยิงรถ "กมลศักดิ์" สส.พรรคประชาชาติ จ.นราธิวาส เจ็บ 2 คน เจ้าตัวหลบกระสุนได้ทัน
"อิสราเอล" รับลงมือโจมตีแหล่งพลังงานอิหร่าน ไม่เกี่ยวสหรัฐฯ