“จีน” ประกาศใช้มาตรการเข้มข้น พยุงเศรษฐกิจ รับแรงกดดันสงครามอิหร่าน
“จีน” ย้ำเดินหน้านโยบายการคลังเชิงรุกและการเงินผ่อนคลาย เสริมความมั่นคงพลังงาน กระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ และเร่งพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเอง รับแรงกดดันสงครามอิหร่าน
วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 15.33 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ผู้นำระดับสูงของจีนส่งสัญญาณเดินหน้ามาตรการเข้มข้นมากขึ้น เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและฟื้นความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง
ในการประชุมประเมินภาวะเศรษฐกิจ คณะ Politburo of the Communist Party of China ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง ระบุว่า จีนจำเป็นต้องยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากร เพื่อรับมือแรงกระแทกจากภายนอกและรักษาเสถียรภาพการเติบโต
นอกจากนี้ยังย้ำการใช้นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้น และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระดับพอเหมาะ พร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในบางอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่า “involution” รวมถึงกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ และผลักดันการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเศรษฐกิจจีนขยายตัว 5% ในไตรมาสแรก สูงกว่าที่ตลาดคาด โดยได้รับแรงหนุนจากการสำรองน้ำมันในระดับสูงและการใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งขึ้นหลังสงครามอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากวิกฤตในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงจะเริ่มกดดันเศรษฐกิจจีนมากขึ้น Zhiwei Zhang ระบุว่า รัฐบาลจีนตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าว และมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือหลักในการประคองเศรษฐกิจ
เขาคาดว่า โมเมนตัมเศรษฐกิจจีนอาจชะลอลงในไตรมาส 2 จากความไม่แน่นอนภายนอกและต้นทุนพลังงานที่สูง
ในด้านโครงสร้างพลังงาน จีนพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากอิหร่านถึงราว 80% ของการส่งออกทั้งหมดของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อุปทานลดลง และเริ่มส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของจีน โดย Citigroup ระบุว่า อัตราการเดินเครื่องของโรงกลั่นน้ำมันในจีนลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่กลางปี 2565
ขณะเดียวกัน การเจรจายุติสงครามยังคงอยู่ในภาวะไม่รบ ไม่สันติ (no war, no peace) หลังโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่อข้อเสนอของอิหร่าน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการประชุมคือ การเร่งพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มการควบคุมห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะในช่วงที่การส่งออกเริ่มชะลอลงจากอุปสงค์โลกที่อ่อนตัว
ด้าน Joe Peissel มองว่า การกระตุ้นอุปสงค์ภายในยังเป็นโจทย์สำคัญ เนื่องจากรายได้ประชาชนและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ
คณะ Politburo ยังเน้นย้ำให้เร่งเสถียรภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ และฟื้นฟูการพัฒนาเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อ้างอิง : asia.nikkei.com