โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,450-1,460 จุด โดยการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาท้ายสุดแล้วไม่เกิดขึ้น โดย Brent ยังขยับขึ้นอีกเล็กน้อยที่ระดับ US$108 ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตามล่าสุดมีรายงานอิหร่านเสนอกรอบ 3 ขั้นในการเจรจากับสหรัฐฯ ได้แก่ 1) การยุติรวมถึงรับประกันว่าการสู้ระกับอิหร่านและเลบานอนจะไม่กลับมาอีก 2) การบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ 3) ประเด็นเรื่องนิวเคลียร์ ซึ่งต้องติดตามฝั่งสหรัฐฯว่าจะตอบสนองอย่างไร

ส่วนปัจจัยด้านเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุมธนาคารกลางหลักหลายแห่ง ได้แก่ BoJ Fed ECB BoE รวมถึงกนง. ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม แต่โฟกัสจะอยู่ที่มุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปที่ถูกกระทบจากสงคราม ส่วนปัจจัยในประเทศวันนี้จะมีการประชุมครม.เศรษฐกิจนัดแรก พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มที่ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งคาดว่าจะเข้าครม.ชุดใหญ่วันพรุ่งนี้ นอกจากนี้คาดตลาดจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการ 1Q26 ที่จะเริ่ม

กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : ADVANC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 392.94 บาท
• คาดกำไรปกติ 1Q26 แข็งแกร่งที่ 1.26 หมื่นลบ. +1% q-q แต่ +19% y-y หนุนจากต้นทุนตามคลื่นความถี่ใหม่ที่ถูกลง รวมถึงการควบคุมต้นทุนที่ดี ส่วนด้านรายได้ยังเติบโตได้ทุกธุรกิจทั้ง Mobile และ Fixed Broadband
• ภาพรวมธุรกิจกระทบจำกัดจากราคาน้ำมันแพงและสงครามเนื่องจากเป็นบริการจำเป็น เราคาดว่ากำไรรายไตรมาสจะเติบโต y-y ได้ต่อเนื่อง Consensus คาดกำไรปี 2026 +7% y-y ราคาหุ้นปรับลง 15% High ช่วงปลาย ก.พ. และไม่หลุดแนวรับหลัก ระยะสั้นคาดมีโอกาสเห็นการ Rebound
• แนวรับ 344-342 บาท แนวต้าน 354//360 บาท

ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,440 – 1,450 แนวต้าน 1,460 – 1,470 คาดดัชนีมีโอกาสทรงตัวรอผลการประขุม ครม.เศรษฐกิจ, ผลการประชุม กนง.ในวันพุธ และการเริ่มทยอยรายงานกำไร Q1/69 ของกลุ่ม Real Sector แนะนำทยอยซื้อเมือดัชนีอ่อนตัว เช่น AMATA, WHA, CK, STECON คาดได้ประโยชน์จากโครงการลงทุน Land Bridge/ กลุ่มพลังงานทดแทน เช่น BCPG,GUNKUL,TSE/ พักเงินในกลุ่ม Value เช่น ADVANC,SCB

SPRC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 7.90 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 1Q69 ออกมาแข็งแกร่งในทิศทางเดียวกับตัวอื่น แรงหนุนจากกำไรสต๊อกและค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้ม 2Q69 ผลประกอบการยังอยู่ในทิศทางที่ดี แม้เริ่มรับรู้ต้นทุน crude premium สูงขึ้นประมาณ US$20-30/bbl ส่วน GRM ยังดีด้วย crack spread JET/Diesel ที่ปรับขึ้น โดยผลกระทบจากลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นของ SRPC จะน้อยกว่าตัวอื่นที่ระดับประมาณ 1.3 พันล้นบาท จาก Diesel Yield ที่ราว 37% รวมถึงไม่มี Hedging Loss เนื่องจากไม่มี Hedging policy เหมือนโรงกลั่นอื่น

TMAN* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 16.73 บาท) กำไรสุทธิปี68 อยู่ที่ 523 ลบ. +16%YoY โดยหักตัดรายการพิเศษบวก(ค่าสินไหมทดแทนจากอัคคีภัย) กำไรจะ +6% หนุนด้วยรายได้ +13%YoY โตได้เด่นผ่านลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล และลูกค้ากลุ่มค้าปลีก ส่วนการดำเนินงานในช่วง 1Q69 คาดว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดีตามสภาพอากาศที่มีฝุ่นมากและรับรู้รายได้จากธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่าย (DBU) ใหม่ ด้าน TMAN* เอง ตั้งเป้าหมายรายได้ปี69 +10-15%/เป้ารายได้ปี72 ที่ 4,000 ลบ. ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ TMAN* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 515 ลบ.(-2%YoY/แต่หากตัดรายการพิเศษในปี68 ออกจะ +8%YoY) และ 569 ลบ.(+10%YoY)

ขณะที่ บล.ดาโอ คาดว่าตลาดจะซื้อขาย 4 วัน คาดดัชนีฯ ยังมีความผันผวนต่อจากสัปดาห์ก่อน อาจมีแรงขายเฉพาะตลาดหุ้นไทย แต่โดยรวมๆ จะไปอิงการผลการเจรจารอบสองระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน ทั้งนี้ หุ้นที่จะมีความผันผวนสูงจะเป็นหุ้นที่อิงผลบวก/ลบจากสงคราม อาทิ หุ้นน้ำมัน-ปิโตรเคมี เราประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1440-1480 จุด

ปัจจัยในประเทศ

  • มาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล: ติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณและการผลักดันมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติม เพื่อพยุงโมเมนตัมเศรษฐกิจในไตรมาส 2… โครงการคนละครึ่ง+ จะมีการจ่ายเงิน 4000 บาท เพิ่มจากครั้งก่อน เป็นไปตามที่เราประเมินไว้ ผลต่อตลาด จะมีไม่มาก เพราะเงินที่เพิ่ม จะแค่ชดเชยผลกระทบจากสงคราม (ค่าครองชีพสูงขึ้น)
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ: จับตาการรายงานตัวเลขยอดขายรถยนต์ของไทย (Car Sales) ประจำเดือนเมษายนในวันที่ 27 เม.ย. ซึ่งตัวเลขก่อนหน้าอยู่ที่ 48,242 คัน รวมถึงตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Mfg Production Index) และดุลบัญชีเดินสะพัด (BoP Current Account) ในช่วงปลายสัปดาห์
  • ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างวันมีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 32.43 – 32.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
  • ปริมาณการซื้อขายนักลงทุนต่างชาติ: นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ ขายสุทธิ 1,283 ล้านบาท ด้านตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมีสถานะ ซื้อสุทธิ 599 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศ

  • สถานการณ์ตะวันออกกลาง: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งตัวแทนพิเศษคือ Jared Kushner (ลูกเขย) และ Steve Witkoff เดินทางไปยังกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานในช่วงสุดสัปดาห์ โดยมีความตั้งใจที่จะเจรจากับเจ้าหน้าที่ของอิหร่าน
  • กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) ประกาศคว่ำบาตร Hengli Petrochemical โรงกลั่นน้ำมันเอกชนรายใหญ่อันดับ 2 ของจีน โทษฐานเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่รับซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ การกระทำของสหรัฐฯ มุ่งหวังเพื่อกดดันให้จีนเพิ่มความช่วยเหลือในการบีบให้อิหร่านยอมกลับมาขึ้นโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ เร็วขึ้น
  • ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ (1Q Earning Season): ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในช่วงของการส่งงบไตรมาส 1 โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Tech) ทำผลงานได้ดีและมีการประกาศแผนลงทุนเพิ่ม (อาทิ Google มีแผนลงทุนใน Anthropic) หุ้น Tech จะยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ช่วยพยุงตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่นักลงทุนกังวลกับความเสี่ยงในตะวันออกกลาง
  • การเคลื่อนไหวของสภาสหรัฐฯ (US Congress): คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผลักดันชุดร่างกฎหมายควบคุมการส่งออกที่มุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์และ AI ที่จะส่งไปยังจีน โดยมีร่างกฎหมาย MATCH Act (Multilateral Alignment of Technology Controls on Hardware Act) ที่เพิ่มความเข้มงวดในการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิป ข่าวนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก
  • ทิศทางเศรษฐกิจจีน: รัฐบาลจีนชะลอการออกอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ หลังตัวเลข GDP ไตรมาส 1 เติบโตได้ดีเกินคาดที่ระดับ 5% ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs ประเมินว่า จีนยังมีเงินฝากทางการคลังเหลืออยู่กว่า 3.4 แสนล้านหยวน เพื่อเก็บไว้เป็น “ก๊อกสอง” สำรองไว้ใช้หากสงครามช่องแคบฮอร์มุสลุกลามจนกระทบการส่งออก เราประเมินว่านักลงทุนอาจลดความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และวัตถุดิบ (Raw Material)

Technical : BCH, KAMART

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...