โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

รวบปลัดอำเภอวังน้อยพร้อมพวก ทุจริตออก "บัตรชมพู" สวมสิทธิ์เด็กต่างด้าวแลกหัวละ 5 หมื่น

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 07.45 น. • RS PCL
รวบปลัดอำเภอวังน้อยพร้อมพวก ทุจริตออก “บัตรชมพู” สวมสิทธิ์เด็กต่างด้าวแลกหัวละ 5 หมื่น

วันที่ 31 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ / คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ / กรมการปกครอง / และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดปฏิบัติการ ”ตัดบัตรกรุงเก่า“

นำหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 เข้าจับกุม ปลัดอำเภอวังน้อย อดีตหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง และ ลูกจ้าง ในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ / เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหน้าที่ / ร่วมกันทำใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ

รวมถึงยัง จับกุม 2 นายหน้า ถูกแจ้งข้อหาเป็นผู้ร่วมสนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ / เป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหน้าที่ / ร่วมกันทำใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ

จากการสังเกตเห็นว่าขณะอ่านหมาย ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน อยู่ในอาการวิตกกังวล มือสั่น น้ำตาคลอ สีหน้ามีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบปากคำ และมีรายงานว่า ขณะที่ จนท. เข้าไปพบ ปลัดอำเภอภายในห้องพัก มีการอาการโวยวายขึ้นมา จนทำให้ จนท.ต้องรีบแสดงตัวการจับกุม

พันตำรวจโทสิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการออกบัตรประจำตัวให้กับบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติ หรือ บัตรชมพู ซึ่งการออกบัตรชมพู ให้กับเด็ก หรือ เยาวชน จะต้องเป็นบุคคลที่พ่อแม่เป็นคนต่างด้าว และต้องเกิดในประเทศไทย

ซึ่งเมื่อ สำนักงาน ป.ป.ท. ได้รับแจ้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบเบื้องต้นซึ่งเรื่องนี้มีการสืบสวนที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ เราได้พยานหลักฐานทางเทคโนโลยี หลักฐานการเชื่อมโยงทางการเงิน มาทั้งหมด

การทุจริตดังกล่าว เป็นการอาศัยช่องโหว่ทางระบบทะเบียนราษฎร์ เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยการทุจริตของเจ้าหน้าที่มีปลัดอำเภอ ผู้ช่วยทำทะเบียน เป็นตัวการ มีนายหน้า เจ้าบ้านเป็นผู้สนับสนุน เรื่องนี้ถือว่าเป็นการขโมยสิทธิ์ การได้สัญชาติของคนที่สมควรได้โดยไม่ชอบธรรม เป็นการเอาสิทธิ์ที่จะได้เป็นคนไทยในอนาคตมาซื้อขายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว

ความเสียหายที่เกิดขึ้น จะส่งผลให้ ประเทศต้องให้สิทธิ์ตามสิทธิ์คนไทย กับบุคคลที่ ได้บัตรสีชมพูไปแบบผิดกฎหมาย สิ่งที่พวกเขาจะได้คือ การรักษาพยาบาล เรียนฟรี สวัสดิการของรัฐ ดังนั้นภาระที่เกิดขึ้นคือการเสียภาษี สำหรับการเสียภาษีในแต่ละปีของกลุ่มคนเหล่านี้ อยู่ที่ 14,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งหากมีเด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้ 100,000 คน หากมีการทุจริต 10% งบประมาณของรัฐอาจต้องสูญเสียสูงถึง 1 พันล้านบาทให้กับ “คนไทยปลอม” ที่มีการทุจริตมาตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งถือว่าเป็นภัยกับความมั่นคง เพราะหากได้บัตรมาแล้ว สามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้ในประเทศไทย โดยไม่ถูกจำกัดสถานที่ / และสิ่งที่น่าตกใจหลังจากที่ออกบัตรชมพูและมีการโอนย้ายเข้าบ้านที่ผิดกฎหมาย โดยทุกรายภายใน 7 วันจะมีการย้ายออกในทันที ซึ่งหากเด็กเหล่านี้ไปก่ออาชญากรรมขึ้นมา การติดตามตัวก็เป็นไปได้ยากมาก และสิ่งสำคัญ กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเปิดบัญชีในประเทศไทยเช่นกับคนไทยได้ด้วย

หลังจากนี้ ตำรวจจะขยายผล เพราะเชื่อว่าจะต้องทำเป็นขบวนการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการจับกุมจะจบเพียงแค่ปลัดอำเภอเท่านั้น ซึ่งหากหลักฐานโยงไปถึงใครที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเชิงพฤติกรรมหรือเส้นทางการเงิน หรือพยานบุคคล เราก็จะดำเนินคดีในทันที

โดยเรื่องนี้จะมีอีกหนึ่งมิติที่จะนำไปสู่การนำเด็กเข้ามา ในประเทศ ว่านำเด็กเข้ามาได้อย่างไร ซึ่งอยู่ในกระบวนการการขยายผล

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นขบวนการหรือไม่ เนื่องจากภูมิลำเนาเดิมของเด็กเหล่านี้อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยพบว่าปลัดอำเภอก็เพิ่งถูกย้ายมาจากกาญจนบุรีด้วยเช่นกัน พันตำรวจโทสิริพงษ์ เผยว่า นี่คือข้อต่อที่หายไป อย่างที่ได้ระบุไว้ว่าอยากให้ติดตามตอนต่อไป เพราะตนมองว่าข้อต่อนี้น่าสนใจ หากตอบอย่างตรงไปตรงมาคือทางอำเภอไม่ได้ตรวจสอบต้นทางการเข้ามาของเด็กเหล่านี้
วันนี้จึงมีคำถามว่า “สูติบัตรของเด็กเหล่านี้” เป็นของจริงหรือของปลอม คดีนี้เป็นเท็จมาตั้งแต่ต้นหรือไม่

สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ หากได้มีการยกเลิกบัตรสีชมพู เด็กทั้งหมดก็ต้องกลับเข้าสู่กระบวนการโดยการนับหนึ่งใหม่ คือการพาข้อมูลของพ่อแม่ผู้ปกครอง ข้อมูลจากเจ้าบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และฝ่ายปกครอง มายืนยันตัวตนของเด็กจริงๆ เพื่อออกบัตรสีชมพูที่ถูกต้อง / โดยขบวนการนี้ไม่ได้แปลว่าเด็กเหล่านี้ไปร่วมในขบวนการด้วย

และจากการสอบปากคำพบว่ากลุ่มเด็กต่างด้าวหัวหนึ่งมีมูลค่าสูงถึง 30,000 - 50,000 บาท ในการดำเนินการต่างๆ ซึ่งเมื่อได้เงินมากลุ่มผู้ต้องหาก็จะนำไปแบ่งกันแต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าแบ่งกันเท่าไหร่ยังไง

ด้านนายอธิพงษ์ มณีแก้ว นายอำเภอวังน้อย บอกว่า ปลัดอำเภอคนดังกล่าว เข้ามารับตำแหน่งเมื่อช่วงต้นปี 2568 มาจากอำเภอสังขละบุรี ขณะนั้นปลัด ยังไม่มีพิรุธอะไร จนกระทั่ง ตำแหน่งหัวหน้างานทะเบียนออกไป จึงเข้าไปรักษาการตำแหน่งดังกล่าวเพิ่ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ก่อเหตุ

และเมื่อถามว่านายอำเภอ ทราบหรือไม่ว่า มีการกระทำผิดในพื้นที่ นายอำเภอ บอกว่า ปกติพื้นที่วังน้อยจะมีการเปิดให้บุคคลต่างด้าวเข้ามาทำบัตรสีชมพูทุกวันพฤหัสช่วงบ่าย เพราะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม / แต่ช่วงที่ปลัดเข้าไปดำรงตำแหน่ง หัวหน้านายทะเบียน พบว่ามีการนำบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำบัตรสีชมพูทุกวัน พบมากกว่า 200 นาย เป็นกลุ่มที่ไม่มีสัญชาติไทย และยังเป็น เด็กและเยาวชน นั่งรถตู้อัดเข้ามา จำนวนมาก และไม่มีผู้ปกครองตามมาด้วย จึงเป็นที่ผิดสังเกต

และเมื่อนายอำเภอเห็นความผิดปกติจึงได้ ประสานกับตำรวจสภ. วังน้อยในการสืบสวนวางแผนจับกุมในส่วนของในหน้าเจ้าบ้าน / ส่วนการตรวจสอบภายในได้ทำร่วมกับ ป.ป.ท.

ขณะที่ เจ้าหน้าที่ชุดทำคดีของกรมการปกครอง ได้อธิบายพฤติการณ์ ขบวนการดังกล่าว ว่า กลุ่มผู้ต้องหา จะนำเด็กและเยาวชนต่างด้าว จากจังหวัดกาญจนบุรี มาและประสานเจ้าหน้าที่รัฐ ในการขอทำบัตรชมพู และติดต่อไปยังเจ้าบ้าน ที่ เรียกรับเงินเพื่อยินยอมให้กลุ่มเด็กดังกล่าวเอาชื่อเข้าทะเบียนบ้าน เพื่อเป็นเอกสารในการไปขอทำบัตรชมพู

โดย ในช่วงเวลาก่อเหตุ 3 เดือน มีการแบ่งเด็กจำนวน 214 รายไปยังบ้าน 3 หลัง / หลังแรกเป็นบ้านร้างจำนวน 136 ราย ซึ่งเป็นบ้านที่ไม่สามารถเข้าพักอยู่อาศัยได้ / หลังที่ 2 เป็นบ้านสำหรับเก็บของจำนวน 47 ราย และหลังที่ 3 เป็นบ้านของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 31 ราย ซึ่งหลังดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ ขนาดเล็ก ไม่สามารถบรรจุคนได้ถึง 31 ราย

รวมถึงยังได้ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในที่ว่าการอำเภอวังน้อย จะเห็น ว่านายหน้าได้นำตัวเด็ก ออกจากรถตู้และรถยนต์ส่วนตัว เดินเรียงแถวเข้ามาอย่างอาคารโดยมีนายหน้าเป็นคนถือเอกสารติดตัวตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าไม่มีผู้ปกครองของเด็กตามมาด้วยเลยสักคน

รวมถึงยังตรวจพบสลิปการโอนเงินของกลุ่มผู้ต้องหา และคลิปเสียงเจ้าหน้าที่รัฐโทรไปล็อบบี้กับนายหน้าว่าให้เปลี่ยนคำให้การ โดยให้ระบุว่าเงินที่มอบให้เป็นการให้โดยเสน่หา ไม่ใช่เงินว่าจ้าง ซึ่งหลักฐานทั้งหมดชัดเจนและครบถ้วนในการที่จะดำเนินคดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...