33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (168)
บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (168)
เจองานใหญ่ เจองานช้าง
วันที่ 13 มิถุนายน 2541 ขณะที่ผมกำลังง่วนอยู่กับงานที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต มีชายคนหนึ่ง รูปร่างใหญ่อ้วน นุ่งกางเกงขาสั้น สวมรองเท้าแตะ วัยกลางคน ขึ้นมาบนโรงพัก พร้อมกับโวยวายส่งเสียงดังลั่นว่า ตำรวจกลั่นแกล้งจับหลานชายของตน
ผมเห็นและได้ยินเช่นนั้น จึงพูดสวนกลับไปทันที คุณเป็นใคร มากล่าวหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานตำรวจแบบนี้ได้ยังไง ถ้ายังพูดอีก ผมจะจับกุมดำเนินคดีฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
ชายรูปร่างอ้วนใหญ่ นุ่งกางเกงขาสั้น ก็รีบตอบกลับมาด้วยเสียงอันดัง ฟังชัดเจนว่า “ผมเป็นผู้พิพากษา” จังหวัดหนึ่งในภาคใต้
ผมจึงรีบเชิญไปยังห้องประชุมสำหรับพนักงานสอบสวน เพื่อใช้เป็นห้องรับรองชั่วคราว และให้เกียรติที่เป็นผู้พิพากษาซึ่งบอกกับผมว่า นายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหาคดี พ.ร.บ.เช็ค เป็นหลานชาย เป็นลูกของพี่สาวคือ นางละม้าย และตนเองได้เลี้ยงหลานคนนี้มากับมือของตนเอง ทั้งยังยืนยันรับรองว่านายศรัฒวัชร์ ไม่ได้กระทำผิดตามที่กล่าวหาอย่างแน่นอน
ต่อจากนั้นผมได้ให้ตำรวจเบิกตัวนายศรัฒวัชร์จากห้องขัง เข้าไปในห้องที่เปิดรับรองให้คุยกันตามลำพังกับผู้พิพากษานั้น
ส่วนสภาพบนโรงพักและบริเวณรอบๆ นอกห้องทำงานของผมกลับวุ่นวายสับสนไปหมด มีผู้เสียหายมารอแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและขอให้ช่วยเจรจากับนายศรัฒวัชร์ ผู้ต้องหา ให้ชดใช้หนี้สินที่ยังค้างชำระจำนวนหลายราย
เช่นกรณี พ.ต.ต.พิษณุ พูลวงษ์ พงส.(สบ2) ได้จัดทำบันทึกและลง ปจว.ข้อ 20 เวลา 16.30 น.ของวันที่ 13 มิถุนายน 2541 ไว้เป็นหลักฐาน ระหว่างนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ซึ่งเป็นผู้ต้องหา และอยู่ในระหว่างการควบคุมตัว กับ นายธีวสุ อนันตพรกิจ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70/32 หมู่ที่ 1 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. ซึ่งได้แจ้งความร้องทุกข์ที่ สน.ตลิ่งชัน เพื่อดำเนินคดีกับนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายเป็นเงินจำนวน 305,000 บาท
และยังถูกนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ฉ้อโกงทรัพย์ โดยมีทรัพย์ที่ถูกประทุษร้าย คิดเป็นเงิน 500,000 บาท แต่นายธีวสุยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ จึงได้มาทำการตกลงยินยอมความกันและทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ดังนี้
1. นายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหา ยินยอมคืนทรัพย์สินตามรายการสำเนาใบส่งของชั่วคราว จำนวน 10 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 149,300 บาท
2. นายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหา ยินยอมคืนแหวนมุก จำนวน 3 วง และจำนวนเงินในส่วนที่ขาด ตามสำเนาใบส่งของชั่วคราว ลงวันที่ 25 เมษายน 2541 เป็นเงินจำนวน 156,020 บาท
3. นายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหา ยินยอมคืนสินค้าตามสำเนาใบส่งของชั่วคราว ลงวันที่ 26 เมษายน 2541 เป็นเงินจำนวน 280,000 บาท
4. หากนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหา ไม่สามารถส่งคืนทรัพย์สินตามรายการข้อที่ 1, 2 และ 3 ได้ ให้นายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร นำสินค้าที่มีลักษณะเช่นเดียวกับใบส่งของดังกล่าว ที่นายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร เคยซื้อจากนายธีวสุไป หรือชดใช้ราคาค่าสินค้าในส่วนที่ยังไม่ครบตามจำนวน
หากนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหา ได้คืนสินค้าและทรัพย์สินดังกล่าวให้กับนายธีวสุ ครบถ้วนแล้ว นายธีวสุจึงจะถอนคำร้องทุกข์ในข้อหายักยอกทรัพย์ ที่ได้แจ้งความไว้ที่ สน.ตลิ่งชัน และจะไม่ดำเนินคดีกับนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ในความผิดฐานฉ้อโกงทรัพย์
โดยมีผู้พิพากษาคนดังกล่าวได้ร่วมในการเจรจาไกล่เกลี่ยแล้วลงชื่อร่วมกันในบันทึกการตกลงและ ปจว.ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเพื่อเป็นพยานด้วย
วันต่อมา ตอนบ่ายของวันที่ 14 มิถุนายน 2541 มีผู้ชายกับผู้หญิงคู่หนึ่งขอเข้าพบผมในห้องทำงานของผม
ผู้ชายได้รีบยื่นนามบัตรแนะนำตัวส่งให้ผม ระบุว่าเป็นอัยการประจำกรม สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีศาลแขวง 3
ส่วนผู้หญิง เป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว หน้าตาสะสวย มีเครื่องประดับ เครื่องเพชรวูบวาบ แพรวพราว ผมเห็นถึงกับตกตะลึง
ทั้งคู่แต่งกายดี มีลักษณะคล้ายเป็นแฟนหรือสามีภรรยากัน ฝ่ายผู้หญิงเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อนว่า ตนเองเป็นพี่สาวของนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ตามปกติจะใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และส่งเงินมาให้น้องชายใช้ปีละหลายล้านบาทเป็นประจำ จึงไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน
หลังจากนั้นฝ่ายผู้ชายที่ได้ยื่นนามบัตรให้ผมมาก่อนตั้งแต่แรกที่เข้ามาในห้องว่า เป็นอัยการ ก็พูดขอร้องกับผมว่า “ท่านรองช่วยน้องของผมหน่อยนะครับ แค่ผิดเอกสารนิดๆ หน่อยๆ ช่วยสั่งไม่ฟ้องด้วย ช่วยดูแลกันหน่อยนะครับ อย่าต้องถึงกับดำเนินคดีเลย”
ผมไม่รับปากใดๆ ทั้งสิ้น เพราะผมรู้ว่า คดีมีพยานหลักฐานแน่นหนามาก ยากมากที่จะดิ้นหลุดได้
คนเป็นอัยการทำงานด้านกฎหมาย กลับมาพูดว่าผิดนิดหน่อยแล้วให้สั่งไม่ฟ้อง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องร้ายแรงมาก ผมจึงเอะใจเกิดความสงสัย ไม่เห็นด้วย รู้สึกไม่เชื่อถืออัยการคนนี้ขึ้นมาทันที ตั้งแต่แรกเจอแล้ว
เมื่อมาถึงช่วงเวลานี้ ผมรู้แล้วว่า ครั้งนี้ผมเจองานใหญ่ งานช้าง เป็นงานที่หินไม่ธรรมดาเข้าอีกแล้ว
สัญชาตญาณความเป็นตำรวจมันบอกผมเช่นนั้น แต่ผมกลับรู้ไม่หมดทุกเรื่อง เพราะกลายเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา โดยที่ผมไม่เคยคิดว่าเรื่องมันจะยาว จนไม่อยากจะจดจำ แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
หลายคนอาจจะเคยเจอมาแบบผมบ้าง แต่จะมีสักกี่คนที่มีโอกาสบอกเล่าเรื่องเหล่านั้นได้ ผมจึงขออาสาเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกวี่ทุกวันและยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ รูปแบบเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยปราบได้ยาก จนเรียกว่า ภัยสังคม
วันแรกๆ ที่อัยการผู้นั้นมาที่โรงพักบอกกับตำรวจว่า อยู่บ้านย่านแขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ยังได้ร่วมกับนางละม้าย ตั้งสถาพร มารดาของนายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ผู้ต้องหา ที่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ เจรจากับนางสันทนียา จันทร์ตระกูล หัวหน้าห้องบัญชี ตัวแทนเจ้าของโรงแรมรอยัลพาราไดซ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ชดใช้ค่าเสียหายที่นายศรัฒวัชร์ ตั้งสถาพร ได้เข้าพักโรงแรมรอยัลพาราไดซ์ป่าตอง และได้ใช้บริการอาหารและเครื่องดื่ม คงค้างชำระหนี้เป็นเงิน 37,000 บาท แล้วร่วมลงชื่อในบันทึกการยินยอมชดใช้ค่าห้องพักและค่าอาหารของโรงแรมและลง ปจว.ไว้เป็นหลักฐาน
วันต่อมา ผมยังได้รับนามบัตรจากอัยการคนนี้เป็นใบที่ 2 และผู้พิพากษาคนนั้นใช้ปากกาเขียนชื่อนามสกุล ตำแหน่งและเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองไว้ด้านหลังนามบัตรนั้น
ผมรู้ว่าทั้งคู่มีจุดประสงค์เพื่อต้องการย้ำว่า ตามนามบัตรและที่เขียนไว้ทุกคนมีตำแหน่งมีหน้าที่ และคือใคร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (168)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly