‘รถเก่าแลกรถใหม่‘ ต้องเท่าเทียม ‘ดีลเลอร์’ อ่วมลูกค้าชะลอรับรถหวั่นยอดซบ
ค่ายรถญี่ปุ่น-จีน-อเมริกัน ประสานเสียง หลังรัฐบาล “โยนหินถามทาง” มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ย้ำชัดพิจารณาให้รอบด้าน เงื่อนไขต้องชัดเจน-เท่าเทียม ทั้งรถยนต์ EV-HEV-ICE และปิกอัพ B20 หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนซ้ำรอยหนี้เสีย ด้านดีลเลอร์โอดลูกค้าเริ่มชะลอรับรถ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสรรพสามิตเตรียมมาตรการเสนอไปยังกระทรวงการคลัง ถึงโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซ CO2 และ PM 2.5 และกระตุ้นยอดขายให้ตลาดรถยนต์นั้น อยู่ในขั้นตอนของการจัดทำรายละเอียดและกรอบแนวคิด
โดยเบื้องต้นนั้นต้องพิจารณาในประเด็นหลัก ๆ ได้แก่ ความสามารถในการผลิตของค่ายรถยนต์ หลังจากรัฐบาลได้มีโครงการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และค่ายรถยนต์บางค่ายเริ่มมีการผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยให้ตามเงื่อนไขโครงการไปบางส่วนแล้ว
อีกทั้งต้องพิจารณาปริมาณรถเป้าหมาย หรือรถใหม่ที่จะเข้าร่วมโครงการ ว่าควรเป็นเท่าไร
ส่วนลักษณะของรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการนั้น เบื้องต้นต้องเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) เป็นหลักก่อนเพื่อลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ความชัดเจนของจำนวน ปริมาณรถ, ราคาจำหน่าย รวมถึงขนาดแบตเตอรี่ และการกำจัดซากรถเก่าว่าจะมีรายละเอียดเงื่อนไขอย่างไรบ้าง เพื่อไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน
ทั้งนี้ กรมฯ จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ซึ่งจะมีการเข้าไปหารือกับผู้ประกอบการ และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งหมดด้วย ก่อนนำเสนอไปยังรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ภายในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อพิจารณากำหนดทิศทางนโยบาย
แหล่งข่าวจากบริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายใหญ่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า บริษัทพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่อยากให้มีการพิจารณาให้รอบด้าน โดยการทับซ้อนกันของสิทธิประโยชน์ที่รถยนต์แต่ละประเภทจะได้รับ
โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับการส่งเสริมจากมาตรการอีวีของรัฐบาลอยู่ขณะนี้ หากได้รับการส่งเสริมอีกจะทับซ้อนในเชิงผลประโยชน์หรือไม่
สิ่งสำคัญหากภาครัฐต้องการส่งเสริมเพื่อลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ควรมองไปที่กลุ่มรถยนต์เชิงพาณิชย์เพื่อการขนส่ง ที่ส่วนใหญ่รถที่ใช้งานเป็นเครื่องยนต์รองรับมาตรฐานยูโร 3 อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับนโยบาย
ส่วนรถยนต์นั่งที่ใช้งานส่วนบุคคลอาจจะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์เท่ากับรถยนต์ปิกอัพ หรือรถที่ใช้ในเชิงพาณิชย์
ดังนั้นภาครัฐไม่ควรโฟกัสไปที่พลังงานใดพลังงานหนึ่ง แต่ควรเพิ่มความหลากหลายทั้งรถยนต์ xEV และดีเซล ที่รองรับน้ำมันบี 20 ด้วย
นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยผลักดันและส่งเสริมยอดขายรถยนต์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้ แต่รายละเอียดต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนมากนัก
โดยเฉพาะเงื่อนไขของโควตาจำนวนรถยนต์ที่จะเข้าร่วมโครงการ หากเป็นไปตามที่มีกระแสออกมาจะมีรถยนต์เข้าร่วมโครงการที่ 10,000-20,000 คันนั้น ถือเป็นปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับตลาดรถยนต์โดยรวม ซึ่งหากคิดจากปริมาณรถยนต์ในปีที่ผ่านมามี 700,000 คันต่อเดือน คิดเป็นยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนนั้นอยู่ที่ 50,000 คันต่อเดือน
หากรัฐบาลต้องการสนับสนุนให้เกิดการกระตุ้นอย่างแท้จริง ควรจะต้องเพิ่มปริมาณการสนับสนุนเป็น 10,000-20,000 คันต่อเดือน น่าจะเห็นผลที่ชัดเจนมากกว่า
อีกทั้งกลุ่มผู้ใช้รถเก่ามาร่วมนั้น ศักยภาพความสามารถของผู้ที่ต้องการเปลี่ยนรถมีมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นตรงนี้อาจจะต้องพิจารณาให้ดีว่า มาตรการดังกล่าวหากออกไปจะตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
เช่นเดียวกับแหล่งข่าวระดับผู้บริหารของค่ายรถยนต์รายใหญ่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจ แต่หากรัฐบาลจะสนับสนุนแต่รถยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวก็อาจจะก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียม
เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีการสนับสนุนและส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการอีวี 3.0 และ 3.5 ซึ่งสิทธิประโยชน์ และใช้งบประมาณไปมูลค่ามหาศาลแล้ว และรัฐต้องควบคุมเพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่สุด
ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐมองถึงความเท่าเทียมและให้ความสำคัญกับรถยนต์ประเภทอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยียานยนต์พัฒนาไปบนความหลากหลายของการใช้พลังงาน และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งในส่วนของรถไฮบริด ปลั๊ก-อิน ไฮบริดมีการปล่อยค่า CO2 ต่ำลง
และต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ทั้งปิกอัพ และเครื่องยนต์สันดาป (HEV) ดังนั้นแล้วจึงไม่ควรมองข้ามตรงนี้
นายรัฐการ จูตะเสน ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ฟอร์ดเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวโดยเฉพาะการเป็น Green Project จริง ๆ แต่ต้องคำนึงถึงวิธีการกำจัดซากรถ รวมทั้งไม่ควรจำกัดแค่รถยนต์ xEV เท่านั้น แต่ภาครัฐควรส่งเสริมในส่วนของรถปิกอัพ ที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน B20 ด้วย
“ตั้งแต่มีกระแสดังกล่าวออกมาส่งผลให้ลูกค้าเริ่มการตัดสินใจชะลอรับรถเพื่อรอดูเงื่อนไขรายละเอียดตรงก่อนเป็นจำนวนมาก”
ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ (ดีลเลอร์) รายใหญ่เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งแต่มีกระแสของโครงการดังกล่าวออกมาส่งผลให้มีลูกค้าหลายรายเริ่มชะลอการตัดสินใจรับรถยนต์ออกไป เนื่องจากต้องรอดูเงื่อนไขและเงินสนับสนุนที่จะได้จากโครงการดังกล่าวก่อน ส่งผลให้ตลาดเกิดภาวะชะงักไปพอสมควร
ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถเดินหน้าต่อไปได้
“ตอนนี้ลูกค้าที่คุย ๆ กันว่าจะออกรถอยู่ ๆ ก็เงียบไปเลย ทั้งที่ไฟแนนซ์ผ่านเรียบร้อยแล้ว แต่ลูกค้าขอชะลอรับรถออกไปเนื่องจากรอดูมาตรการสนับสนุนนี้จริง ๆ หรือแม้แต่ในกลุ่มปิกอัพที่ไฟแนนซ์ผ่านยากก็เช่นเดียวกัน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘รถเก่าแลกรถใหม่‘ ต้องเท่าเทียม ‘ดีลเลอร์’ อ่วมลูกค้าชะลอรับรถหวั่นยอดซบ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net