ส่งออกไทย มี.ค. 69 พุ่งทุบสถิติใหม่ มูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านดอลาร์ฯ รับกระแส AI โตแรง
สนค. เผย ส่งออกไทย มี.ค. 69 มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ โต 18.7% รับอานิสงส์สินค้า AI และ Data Center พุ่งแรง พร้อมเฝ้าระวังวิกฤตฮอร์มุซ
24 เม.ย. 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงการส่งออกของไทยในเดือน มี.ค. 2569 มีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,087,460 ล้านบาท) ทำมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ที่ 18.7% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ 19.3%
โดยปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแรงส่งในช่วงที่มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ผ่อนคลายลงระยะสั้น ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เช่น ทุเรียนสด มังคุดสด เนื้อสุกร และอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการชะงักงันของการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่สงบเริ่มส่งสัญญาณในตลาดตะวันออกกลางที่กลับมาหดตัว ทั้งนี้ การส่งออก 3 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ 17.6% หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่17.0%
โดยรายละเอียดของการส่งออกของไทยเดือน มี.ค. 2569 และ 3 เดือนแรก ปี 2569 มีดังนี้
มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนมีนาคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว18.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 38,496.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 35.7% ดุลการค้า ขาดดุล 3,339.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 105,646.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 32.4 %ดุลการค้า ขาดดุล 9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนมีนาคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 1,087,460 ล้านบาท ขยายตัว 9.7% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 1,206,111 ล้านบาท ขยายตัว 25.6 %ดุลการค้า ขาดดุล 118,652 ล้านบาท ภาพรวม 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 2,980,771 ล้านบาท ขยายตัว% 7.8 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 3,317,289 ล้านบาท ขยายตัว 21.4% ดุลการค้า ขาดดุล 336,518 ล้านบาท
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 1.1% กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร หดตัว 10.7% หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัว 14.0% กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป น้ำตาลทราย ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ข้าวหอมมะลิ ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่ม และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัว 2.1%
มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 21.4% ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ทั้งนี้ 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัว 21.3%
สำหรับการส่งออกไปตลาดสำคัญส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดี นำโดยกลุ่มตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอาเซียน (5) ที่มีสินค้ากลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ผนวกกับการขยายตัวในระดับสูงของตลาดรองโดยเฉพาะเอเชียใต้และทวีปออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม การส่งออกในบางตลาดยังคงเผชิญความท้าทาย อาทิ ตลาดจีนและ CLMV รวมถึงตลาดตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบต่อระบบโลจิสติกส์ ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้
(1) ตลาดหลัก ขยายตัว 20.2% โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ 41.9% ญี่ปุ่น 9.1% สหภาพยุโรป (27) 21.9 % และอาเซียน (5) 25.0 % ขณะที่หดตัวในตลาดจีน 1.1%CLMV 0.1%
(2) ตลาดรอง ขยายตัว 21.6% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 123.3% ทวีปออสเตรเลีย 56.2 %ทวีปแอฟริกา 5.0 %ลาตินอเมริกา 26.2% และสหราชอาณาจักร 14.6% ขณะที่หดตัวในตลาดตะวันออกกลาง 57.1% รัสเซียและ CIS 38.9 %
(3) ตลาดอื่น ๆ หดตัว 35.4%
นายนันทพงษ์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังอยู่ในทิศทางที่ขยายตัวจากปีก่อน ด้วยแรงหนุนของการปรับเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์และมือถือที่รองรับการประมวลผล AI และการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อการขนส่งโลจิสติกส์ และราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และการบริโภคของประเทศคู่ค้าที่จะชะลอลง รวมถึงความเสี่ยงจากการดำเนินมาตราการทางการค้าใหม่ ๆ ของสหรัฐฯ ที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต
ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งระบบ เพื่อให้การค้าไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตสามารถคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแข็งแกร่ง