พิษสงครามกระแทก ‘ยูเออี’ ร้องขอ Swap Line จากสหรัฐ
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
สงครามถล่มอิหร่าน ซึ่งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นฝ่ายเริ่มต้น ซึ่งยืดเยื้อมาเกือบจะครบ 2 เดือน ส่งผลกระทบต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลางถ้วนหน้า ล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ออกมาส่งสัญญาณว่ายูเออีอาจจำใจต้องใช้เงิน “หยวน” หรือสกุลเงินอื่นในการทำธุรกรรมค้าน้ำมัน ถ้าหากพิษจากสงครามส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นจนกระทั่งยูเออีขาดแคลนเงินดอลลาร์สหรัฐ
ฟอร์จูน สื่อของสหรัฐอเมริกา รายงานโดยอ้างข้อมูลจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีต เจอร์นัล ว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางของยูเออีได้หยิบยกแนวคิดที่จะขอแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (currency swap line) ขึ้นมาหารือระหว่างประชุมร่วมกับกระทรวงการคลังและเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ก่อน
แน่นอนว่ายูเออีมีเงินมากมาย โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.7 แสนล้านดอลลาร์ และอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และแม้จะไม่ได้ประสบวิกฤตการเงิน แต่การที่ยูเออีถูกอิหร่านทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนยูเออีส่งออกน้ำมันไม่ได้ ทำให้รายได้ในรูปดอลลาร์สหรัฐได้รับผลกระทบ ถ้าหากสงครามอิหร่านทำให้เศรษฐกิจของยูเออีแย่ลงมากขึ้น การได้รับ swap line จากสหรัฐอเมริกาจะช่วยให้ธนาคารกลางยูเออีมีเงินดอลลาร์สหรัฐต้นทุนถูกเข้าไปหนุนหลังค่าเงิน “เดอร์แฮม” ของยูเออี ที่ผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับทุนสำรองระหว่างประเทศของยูเออีในกรณีที่สภาพคล่องเหลือน้อย
เจ้าหน้าที่ของยูเออีชี้ว่าสงครามอิหร่านอาจบังคับให้ยูเออีจำเป็นต้องใช้เงินหยวนของจีนหรือสกุลอื่นสำหรับทำธุรกรรมเกี่ยวกับน้ำมันหากเงินดอลลาร์สหรัฐหายาก
ทั้งนี้ถ้าหากผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่“หันหลัง” ให้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ จะถือว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ใหญ่ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสกุลเงินอันดับหนึ่งของโลก ที่ผ่านมาการที่ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจกำหนดราคาส่งออกน้ำมันด้วยดอลลาร์ตั้งแต่ปี 1974 ได้ช่วยให้ดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินมาตรฐานสำหรับการค้าน้ำมันโลก หรือที่เรียกว่าเปโตรดอลลาร์ (petrodollar)
ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ของดอยช์แบงก์ได้ออกมาเตือนว่า สงครามอิหร่านอาจบ่อนเซาะอิทธิพลดอลลาร์ในการค้าน้ำมันมากขึ้นไปอีก เพราะการที่อิหร่านกำหนดว่าเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะต้องจ่ายค่าน้ำมันด้วยเงินหยวนเท่านั้น อาจเป็นตัวเร่งให้อิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐลดลง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “เปโตรหยวน”
การสูญเสียสถานะ “สิทธิพิเศษ” ของดอลลาร์ในการทำธุรกรรมน้ำมัน อาจส่งผลสะเทือนไปยังส่วนอื่น ๆ ของการเงินโลก รวมถึงตลาดพันธบัตรด้วย
อย่างไรก็ตามแดน อลามาริอู หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของอัลไพน์ แม็กโคร ไม่เห็นด้วยกับคำทำนายที่ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเสื่อมถอย เพราะสมาชิกของสภาความร่วมมือประเทศรอบอ่าว ซึ่งมียูเออีและซาอุดีอาระเบียรวมอยู่ด้วย มีเหตุผลมากพอที่จะรักษาสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาเอาไว้ เมื่อพิจารณาจากการที่จีนมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ดังนั้นแนวคิดที่ว่าเปโตรหยวนจะมาแทนที่เปโตรดอลลาร์จึงเป็นไปได้ยาก
พอล บลูสตีน นักวิชาการแห่งศูนย์ศึกษากลยุทธ์ระหว่างประเทศ ชี้ว่า ถึงแม้อิทธิพลดอลลาร์ในตลาดน้ำมันจะอ่อนลง แต่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ดอลลาร์ยังคง “ทรงอิทธิพล” ครอบงำชนิดที่สกุลเงินอื่นไม่สามารถเทียบได้ นั่นก็คือสหรัฐมี “ตลาดเงิน” ที่ลึก กว้าง และมีสภาพคล่องสูง รวมถึงสามารถเคลื่อนย้ายเงินได้อย่างเสรีโดยแทบไม่ถูกขัดขวาง
ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า กำลังพิจารณาการแลกเปลี่ยนเงินตรากับยูเออี พวกเขาเป็นพันธมิตรที่ดี มีผู้นำที่เก่ง ถ้าพวกเขามีปัญหาเราก็พร้อมจะช่วย แต่คงยากที่พวกเขาจะมีปัญหา เพราะพวกเขารวยมาก
ทางด้าน ยูเซฟ อัล โอไทบา เอกอัครราชทูตยูเออีประจำสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความทางโซเชี่ยลมีเดีย ระบุว่า ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่เห็นว่ายูเออีเป็นหุ้นส่วนสำคัญ สหรัฐและยูเออีจะรุ่งเรืองไปด้วยกันในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพราะฝ่ายหนึ่งต้องพึ่งพาฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน
อย่างไรก็ตามเอกอัครราชทูตยูเออีปฏิเสธข่าวที่ว่ากำลังขอความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอก โดยชี้ว่าเป็นการเข้าใจผิด เพราะยูเออีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความ “ยืดหยุ่น” ทางการเงินมากที่สุดในโลก มีสินทรัพย์ลงทุนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ มีทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ และเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์
ในอีกด้านหนึ่งการถูกอิหร่านถล่มด้วยขีปนาวุธจำนวนมากเกือบเท่ากับอิสราเอลที่เป็นคู่สงครามโดยตรง ได้ทำลายชื่อเสียงของยูเออี ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการเงิน การบินในภูมิภาค ตลอดจนเป็นแหล่งการลงทุนที่ “ปลอดภัย” และน่าดึงดูด ด้วยมาตรการจูงใจต่าง ๆ สำหรับต่างชาติ เช่น ภาษีเป็นศูนย์ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการใช้ชีวิตที่หรูหรา ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อบรรดาเศรษฐีที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยูเออี เช่น ชาวอังกฤษที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในยูเออีประมาณ 2.4 แสนคน เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง และบางส่วนประมาณ 30,000 คน ได้ย้ายออกไปแล้วนับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์
ถึงแม้อาจจะเป็นการย้ายออกชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย แต่ตัวเลขนี้ก็ชี้ให้เห็นถึงการหยุดชะงักไปยูเออี จากที่เคยมีชาวอังกฤษย้ายไปยูเออีอย่างสม่ำเสมอเพื่อหนีภาษีโหดของอังกฤษ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐมนตรีคลังอังกฤษได้โอกาสที่จะโน้มน้าวชาวอังกฤษเหล่านี้ให้กลับมา โดยย้ำว่าอังกฤษเก็บภาษีบริษัทต่ำที่สุดในกลุ่มจี-7
ทั้งนี้เฉพาะเดือนมกราคม 2024 ถึงมกราคม 2026 มีเศรษฐีชาวอังกฤษที่เป็นเจ้าของธุรกิจย้ายไปต่างประเทศเกือบ 6,000 คน จุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งคือยูเออี ตามด้วยสเปนและสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจเทคโนโลยีในลอนดอน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิษสงครามกระแทก ‘ยูเออี’ ร้องขอ Swap Line จากสหรัฐ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net