โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

พิษสงครามกระแทก ‘ยูเออี’ ร้องขอ Swap Line จากสหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

สงครามถล่มอิหร่าน ซึ่งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเป็นฝ่ายเริ่มต้น ซึ่งยืดเยื้อมาเกือบจะครบ 2 เดือน ส่งผลกระทบต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลางถ้วนหน้า ล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ได้ออกมาส่งสัญญาณว่ายูเออีอาจจำใจต้องใช้เงิน “หยวน” หรือสกุลเงินอื่นในการทำธุรกรรมค้าน้ำมัน ถ้าหากพิษจากสงครามส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นจนกระทั่งยูเออีขาดแคลนเงินดอลลาร์สหรัฐ

ฟอร์จูน สื่อของสหรัฐอเมริกา รายงานโดยอ้างข้อมูลจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีต เจอร์นัล ว่า ผู้ว่าการธนาคารกลางของยูเออีได้หยิบยกแนวคิดที่จะขอแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (currency swap line) ขึ้นมาหารือระหว่างประชุมร่วมกับกระทรวงการคลังและเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ก่อน

แน่นอนว่ายูเออีมีเงินมากมาย โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศ 2.7 แสนล้านดอลลาร์ และอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และแม้จะไม่ได้ประสบวิกฤตการเงิน แต่การที่ยูเออีถูกอิหร่านทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนยูเออีส่งออกน้ำมันไม่ได้ ทำให้รายได้ในรูปดอลลาร์สหรัฐได้รับผลกระทบ ถ้าหากสงครามอิหร่านทำให้เศรษฐกิจของยูเออีแย่ลงมากขึ้น การได้รับ swap line จากสหรัฐอเมริกาจะช่วยให้ธนาคารกลางยูเออีมีเงินดอลลาร์สหรัฐต้นทุนถูกเข้าไปหนุนหลังค่าเงิน “เดอร์แฮม” ของยูเออี ที่ผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับทุนสำรองระหว่างประเทศของยูเออีในกรณีที่สภาพคล่องเหลือน้อย

เจ้าหน้าที่ของยูเออีชี้ว่าสงครามอิหร่านอาจบังคับให้ยูเออีจำเป็นต้องใช้เงินหยวนของจีนหรือสกุลอื่นสำหรับทำธุรกรรมเกี่ยวกับน้ำมันหากเงินดอลลาร์สหรัฐหายาก

ทั้งนี้ถ้าหากผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่“หันหลัง” ให้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ จะถือว่าเป็น “ภัยคุกคาม” ใหญ่ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสกุลเงินอันดับหนึ่งของโลก ที่ผ่านมาการที่ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจกำหนดราคาส่งออกน้ำมันด้วยดอลลาร์ตั้งแต่ปี 1974 ได้ช่วยให้ดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินมาตรฐานสำหรับการค้าน้ำมันโลก หรือที่เรียกว่าเปโตรดอลลาร์ (petrodollar)

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ของดอยช์แบงก์ได้ออกมาเตือนว่า สงครามอิหร่านอาจบ่อนเซาะอิทธิพลดอลลาร์ในการค้าน้ำมันมากขึ้นไปอีก เพราะการที่อิหร่านกำหนดว่าเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะต้องจ่ายค่าน้ำมันด้วยเงินหยวนเท่านั้น อาจเป็นตัวเร่งให้อิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐลดลง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “เปโตรหยวน”

การสูญเสียสถานะ “สิทธิพิเศษ” ของดอลลาร์ในการทำธุรกรรมน้ำมัน อาจส่งผลสะเทือนไปยังส่วนอื่น ๆ ของการเงินโลก รวมถึงตลาดพันธบัตรด้วย

อย่างไรก็ตามแดน อลามาริอู หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของอัลไพน์ แม็กโคร ไม่เห็นด้วยกับคำทำนายที่ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเสื่อมถอย เพราะสมาชิกของสภาความร่วมมือประเทศรอบอ่าว ซึ่งมียูเออีและซาอุดีอาระเบียรวมอยู่ด้วย มีเหตุผลมากพอที่จะรักษาสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาเอาไว้ เมื่อพิจารณาจากการที่จีนมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ดังนั้นแนวคิดที่ว่าเปโตรหยวนจะมาแทนที่เปโตรดอลลาร์จึงเป็นไปได้ยาก

พอล บลูสตีน นักวิชาการแห่งศูนย์ศึกษากลยุทธ์ระหว่างประเทศ ชี้ว่า ถึงแม้อิทธิพลดอลลาร์ในตลาดน้ำมันจะอ่อนลง แต่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ดอลลาร์ยังคง “ทรงอิทธิพล” ครอบงำชนิดที่สกุลเงินอื่นไม่สามารถเทียบได้ นั่นก็คือสหรัฐมี “ตลาดเงิน” ที่ลึก กว้าง และมีสภาพคล่องสูง รวมถึงสามารถเคลื่อนย้ายเงินได้อย่างเสรีโดยแทบไม่ถูกขัดขวาง

ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า กำลังพิจารณาการแลกเปลี่ยนเงินตรากับยูเออี พวกเขาเป็นพันธมิตรที่ดี มีผู้นำที่เก่ง ถ้าพวกเขามีปัญหาเราก็พร้อมจะช่วย แต่คงยากที่พวกเขาจะมีปัญหา เพราะพวกเขารวยมาก

ทางด้าน ยูเซฟ อัล โอไทบา เอกอัครราชทูตยูเออีประจำสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความทางโซเชี่ยลมีเดีย ระบุว่า ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่เห็นว่ายูเออีเป็นหุ้นส่วนสำคัญ สหรัฐและยูเออีจะรุ่งเรืองไปด้วยกันในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ไม่ใช่เพราะฝ่ายหนึ่งต้องพึ่งพาฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตามเอกอัครราชทูตยูเออีปฏิเสธข่าวที่ว่ากำลังขอความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอก โดยชี้ว่าเป็นการเข้าใจผิด เพราะยูเออีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความ “ยืดหยุ่น” ทางการเงินมากที่สุดในโลก มีสินทรัพย์ลงทุนของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ มีทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ และเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

ในอีกด้านหนึ่งการถูกอิหร่านถล่มด้วยขีปนาวุธจำนวนมากเกือบเท่ากับอิสราเอลที่เป็นคู่สงครามโดยตรง ได้ทำลายชื่อเสียงของยูเออี ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางการเงิน การบินในภูมิภาค ตลอดจนเป็นแหล่งการลงทุนที่ “ปลอดภัย” และน่าดึงดูด ด้วยมาตรการจูงใจต่าง ๆ สำหรับต่างชาติ เช่น ภาษีเป็นศูนย์ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการใช้ชีวิตที่หรูหรา ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อบรรดาเศรษฐีที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยูเออี เช่น ชาวอังกฤษที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในยูเออีประมาณ 2.4 แสนคน เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง และบางส่วนประมาณ 30,000 คน ได้ย้ายออกไปแล้วนับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

ถึงแม้อาจจะเป็นการย้ายออกชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย แต่ตัวเลขนี้ก็ชี้ให้เห็นถึงการหยุดชะงักไปยูเออี จากที่เคยมีชาวอังกฤษย้ายไปยูเออีอย่างสม่ำเสมอเพื่อหนีภาษีโหดของอังกฤษ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐมนตรีคลังอังกฤษได้โอกาสที่จะโน้มน้าวชาวอังกฤษเหล่านี้ให้กลับมา โดยย้ำว่าอังกฤษเก็บภาษีบริษัทต่ำที่สุดในกลุ่มจี-7

ทั้งนี้เฉพาะเดือนมกราคม 2024 ถึงมกราคม 2026 มีเศรษฐีชาวอังกฤษที่เป็นเจ้าของธุรกิจย้ายไปต่างประเทศเกือบ 6,000 คน จุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งคือยูเออี ตามด้วยสเปนและสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจเทคโนโลยีในลอนดอน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิษสงครามกระแทก ‘ยูเออี’ ร้องขอ Swap Line จากสหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...