โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจ ‘ความเฉิดฉาย’ ของวงการหนังสือไทย ในวันที่นิยามวรรณกรรมไทยกำลังเปลี่ยนไป กับ ทัศ ปริญญาคณิต

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

จากข้อมูลสถิติงานหนังสือจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หรือ PUBAT ระบุว่ามีนักอ่านมาร่วมงานหนังสือมากขึ้นทุกๆ ปี และเป็นที่เห็นได้ชัดว่าในปีนี้มีหนังสือออกใหม่อยู่จำนวนไม่น้อย และยังได้เห็นกระแสการอ่านที่เป็นที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิม ทั้งในรูปแบบของนิยายวาย วรรณกรรม นวนิยายประเภทต่างๆ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ ไปจนถึงแฟนตาซี โดยกระแสเหล่านี้มีปัจจัยที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ adaptation ที่ทำให้คนสนใจมาอ่านมากขึ้นอย่าง Dune, Project Hail Mary, Fourth Wing, The Tenant หรือHarry Potter ที่น่าสนใจที่สุดคือ The Odyssey มหากาพย์ที่มีโครงสร้างที่แตกต่างจากอื่นๆ กลับมีคนสนใจมากขึ้นหลังจากข่าวการนำมาสร้างของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan)

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นงานตะวันตก และถือว่าเป็นเรื่องปกติเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากหนังสือตะวันตกเป็นที่นิยมในหมู่อ่านคนไทยมานานแล้ว แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจคือ หนังสือไทย เริ่มเป็นนิยมมากขึ้นทุกปี สลัดภาพเดิมว่าวงการหนังสือ หรือนวนิยายไทยย้ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหนสักที รวมถึงยังมีพื้นที่ชุมชนออนไลน์อย่าง กลุ่มสมาคมป้ายยาหนังสือ บน Facebook ที่มีสมาชิกหลายแสนคนคอยสนับสนุนการอ่านอย่างต่อเนื่อง เราอาจเรียกได้ว่านี่คือปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในประเทศไทย หลังจากที่เคยมีการสำรวจจนกลายมาเป็นมีมขำขันว่า “คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด”

“นวนิยายไทยกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นทั้งในและนอกประเทศ ตั้งแต่งานหนังสือปี 2025 จะเห็นได้ชัดเลยว่าหนังสือไทยขายดีขึ้นมาก” ทัศ ปริญญาคณิต บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Shine กล่าว เขาเรียนวรรณคดีอังกฤษและเริ่มต้นงานในวงการหนังสือด้วยการเป็นบรรณาธิการนิยายแปล ก่อนจะมาปลุกปั้นสำนักพิมพ์ซึ่งมุ่งตีพิมพ์งานไทย เพราะเขาเชื่อว่าผลงานของนักเขียนไทยนั้นอ่านสนุกจนวางไม่ลง

“เราเป็นสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์งานไทยโดยนักเขียนไทย เรามีคอนเซปต์อยากให้งานไทยเฉิดฉาย นักอ่านต้องรู้สึกว้าวเมื่อได้อ่านงาน เพราะแท็กไลน์ของสำนักพิมพ์คือ ‘Read and Shine’ หรือก็คือ ‘อ่านแล้วเฉิดฉาย’ มีความสนุกที่ทำให้เขาตาลุกวาว”

สำนักพิมพ์ Shine เปิดตัวพร้อมกับนวนิยายที่น่าจับตามองอย่าง จวบระพีอัสดง และ Ghost Me Free Wifi หลอกได้ แต่จ่ายด้วย อีกทั้งยังนำวรรณกรรมซีไรต์ ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต โดย วีรพร นิติประภา นักเขียนซีไรต์สองสมัยมาตีพิมพ์ใหม่อีกครั้ง และในงานหนังสือครั้งนี้ก็ตีพิมพ์ผลงานอย่างWish We All Die in Peace ปิตาย กับ สุขสันต์วันหมดอายุ Happy Expiration Date ทัศเล่าว่าตัวเองดีใจมากที่นวนิยายจากนักเขียนไทยขายดี พลิกภาพจำของตัวเองในสมัยเด็กที่เห็นนักอ่านมักมองว่างานไทยนั้นเข้าถึงยาก ทำให้ไม่หยิบมาอ่าน

“เรามองว่างานที่สำนักพิมพ์ Shine ตีพิมพ์มันมีความสนุก และก็มีความหมายต่อคนที่หลากหลาย เขาอ่านหนังสือเล่มนึง เขาอยากได้การสะท้อนสังคมเรื่องนี้ก็มี เขามองหาภาษาที่ดีก็ได้เหมือนกัน อีกทั้งมันอ่านเพลินแบบเป็น ‘เพจเทิร์นเนอร์’ คืออ่านแล้วอยากพลิกหน้ากระดาษต่อไปเรื่อยๆ ชวนให้นักอ่านเอาไปบอกต่อ พอเจนซีแชร์กันไป นักอ่านกลุ่มอื่นก็อยากอ่าน แล้วอยากบอกต่อไปเรื่อยๆ เป็นความสนุกที่ทำงานกับคนทุกเพศทุกวัย”

เมื่อความเข้าถึงได้ของงานเขียนไทยกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม

คนไทยส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยคุ้นเคยกับงานเขียนไทยมากนัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นอกจากงานเขียนไทยที่ถูกใช้เป็นตำราเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่เรียกว่าเป็นงานวรรณกรรม เช่น ความสุขของกะทิ, คำพิพากษา, ลูกอีสาน เป็นต้น และเป็นที่ถกเถียงกันว่างานวรรณไทยในช่วงนี้มีเนื้อหาค่อนข้างเข้มข้น สะท้อนสังคม และมีความสุนทรีย์ทางภาษาอย่างครบถ้วน มีนักเขียนไทยกำเนิดขึ้นในช่วงเดียวกัน และมีคุณูปการสำคัญในการหล่อหลอมให้วรรณกรรมไทยมีเสน่ห์ในตัวเอง แต่แล้วในช่วงหนึ่งของยุค ภาพของวรรณกรรมไทยเหล่านั้นเริ่มถดถอยลง นิตยสารวรรณกรรมอย่าง ไรท์เตอร์ ปิดตัวครั้งที่สองเมื่อปี พ.ศ. 2558 จากการแทรกแซงของโลกดิจิทัลที่ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการอ่านหนังสือ ส่วนในงานหนังสือ บูธหนังสือเหล่านี้ก็เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่แล้ววันหนึ่งงานเขียนไทยก็กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งโดยนักเขียนรุ่นใหม่ เป็นการต่อลมหายใจให้กับวงการหนังสือไทยที่เกือบจะหายไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถามว่า คุณค่าของงานเขียนไทยรุ่นใหม่ต่างจากงานไทยในอดีตมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากงานไทยรุ่นใหม่สังเกตได้ถึงเนื้อหาที่มี ‘ความเข้าถึงได้’ มากกว่า ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว เรายังจะนับว่างานไทยที่เพิ่งคลอดใหม่ในทศวรรษนี้เป็นวรรณกรรมไทยอยู่หรือไม่

“ส่วนตัวก็อยากจะบอกเหมือนกันว่าจนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังไม่แน่ใจว่าคำนิยามของวรรณกรรมคืออะไรกันแน่” ทัศ อธิบายด้วยสีหน้าครุ่นคิด “พจนานุกรมเคมบริดจ์นิยาม “Literature” ว่าหมายถึง written artistic works, especially those with a high and lasting value หรือคนหลายคนก็บอกในทำนองคล้ายๆกันว่าวรรณกรรมคืองานที่ทรงคุณค่า อยู่เหนือกาลเวลา”

ทัศคิดถึงสิ่งที่พูดไปอยู่นานก่อนจะบอกว่าคำนิยามเหล่านี้หลอกหลอนตัวเขามาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยจนกระทั่งทำงานในแวดวงหนังสือ เพราะสมัยที่เขากำลังศึกษาในเอกภาษาและวรรณคดีอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ก็ชวนให้ตั้งคำถามตลอดว่า วรรณกรรมคืออะไร? พร้อมกับชวนถกเถียงกันว่า ถ้าเราจะบอกว่าวรรณกรรมต้องเป็นงานที่ทรงคุณค่า นั่นหมายความว่าเรากำลังจะบอกว่างานอื่นๆ ที่สังคมไม่ได้เรียกว่าเป็นวรรณกรรม เช่นมังงะหรือนิยายวาย ล้วนไม่มีคุณค่าหรือ? ทั้งๆที่จริงๆแล้วความหมายของผลงานทุกชิ้นล้วนขึ้นอยู่กับตัวนักอ่านเองหรือเปล่าว่าจะอ่านและตีความอย่างไร

“สำหรับเรา วรรณกรรมจึงหมายถึงความเป็นปัจเจก เป็นความลื่นไหลที่เปลี่ยนแปลงไปตลอด ใครจะนิยามวรรณกรรมว่าอะไรก็ได้เลย ไม่มีอะไรถูกอะไรผิด จะจัดนิยายหรือนวนิยายไทยแต่ละเล่มเป็นวรรณกรรมไทยหรือไม่เป็นก็ได้ เพราะนักอ่านแต่ละคนให้ค่าในการอ่านงานต่างกันตามประสบการณ์และบริบทชีวิตที่ไม่เหมือนกัน”

“ปัจจุบันนักอ่านในสังคมไทยหลากหลายขึ้นมาก มีกลุ่มนักอ่านใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา และมีรสนิยมการอ่านใหม่ๆ เกิดขึ้น สไตล์งานที่นักเขียนเขียนออกมาจึงหลากหลายขึ้น เพราะพอตลาดกว้างขึ้น สำนักพิมพ์ก็อยากพิมพ์งานแนวใหม่ นักเขียนก็อยากที่จะเขียนงานที่ที่แตกต่างกันไป อยากสะท้อนความเป็นตัวเองมากขึ้น”

ทำไมงานไทยถึงไม่ถูกส่งออกเหมือนกับประเทศอื่นๆ?

เป็นที่รู้กันว่าในงานเขียนสเกลระดับโลก งานเขียนไทยน้อยนักที่จะถูกพูดถึง และส่วนใหญ่แทบไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ขณะเดียวกันประเทศแถบเอเชียอย่างอินเดียสามารถส่งออกงานเขียนไปได้ เช่น อะรูธาตี รอย (Arudhati Roy) กับงานรางวัลพูลิตเซอร์อย่างThe God of Small Things ประเทศไต้หวันมี Taiwan Travelogue โดย หยาง ซวง-จื่อ (Yang Shuang-zi) ประเทศเกาหลีเองก็เพิ่งเข้าสู่ซีนระดับโลกหลังจากที่ ฮัน คัง (Han Kang) ได้รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม จากนวนิยาย The Vegetarian โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการส่งออกงานเขียนไปต่างประเทศ

นักอ่านไทยคงคุ้นเคยกับ ฮารุกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) เป็นอย่างดี เขาเป็นเจ้าของหนังสือเรื่องNorwegian Wood และ 1Q84 หลังจากนั้นไม่นาน จู่ๆ สำนักพิมพ์ก็มีการตีพิมพ์งานอื่นๆ ของนักเขียนญี่ปุ่นมากขึ้น เช่น โยโกะ โองาวาะ (Yoko Ogawa) อาสะโกะ ยูซึกิ (Asako Yuzuki) หรือ มิเอโกะ คาวาคามิ (Mieko Kawakami) เป็นต้น รวมถึงนักเขียนรุ่นเก๋าอย่าง ยาสึนาริ คาวาบาตะ (Yasunari Kawabata) โอซามุ ดาไซ (Osamu Dazai) หรือยูคิโอะ มิชิมะ (Yukio Mishima)

สำหรับประเทศไทยเอง มีการส่งออกงานไทยไปต่างประเทศได้น้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เรามี เงาสีขาว โดย เสน่ห์ สังข์สุข (นามปากกา แดนอรัญ แสงทอง) แปลในชื่อ White Shadow และได้รับเหรียญ Ordre des Arts et des Lettres จากรัฐบาลฝรั่งเศส นอกจากนั้นมี ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต (The Blind Earthworm in the Labyrinth) ของ วีรพร นิติประภา ส่วนงานเก่าแก่ที่ถูกนำไปตีพิมพ์เกิดจากการผลักดันของชาวต่างชาติที่นำ ข้างหลังภาพ ของศรีบูรพา ออกไปเสนอสำนักพิมพ์ Penguin Books ในชื่อBehind the Painting

“มีงานสมัยก่อนบางชิ้นที่ถูกหลงลืมไปในปัจจุบัน ทั้งที่จริงๆ แล้วก็อาจจะไม่ได้แตกต่างไปจากงานสมัยนี้มาก คนปัจจุบันบางคนมองว่านวนิยายไทยดูเก่า หรือวรรณกรรมไทยเป็นงานที่อ่านยาก เพราะว่าเป็นภาษาที่คนสมัยนี้ไม่ได้ใช้กัน ส่วนเนื้อเรื่องก็ไม่ชวนให้ติดตาม”

“แต่ก็มีงานหลายชิ้นที่อ่านง่ายและสนุก เช่นเรื่องสั้นสยองขวัญของสรจักรก็ใช้ภาษาเรียบง่าย มีหักมุมแบบคาดไม่ถึง หรือว่างานผีของเหม เวชกร ที่เป็นยุคแรกเริ่มของงานผีไทยก็ชวนหลอนแม้เมื่ออ่านในปัจจุบัน หมานคร ของคอยนุชก็ง่ายและโคตรตลก สุดยอดงานอีโรติกอย่าง เรื่องของจัน ดารา ก็ชวนให้พลิกหน้ากระดาษได้ไม่แพ้งานต่างประเทศ”

The Fabulist (ชื่อไทย: จุติ) เป็นงานเขียนของ อุทิศ เหมะมูล ที่เกิดจากการเสนอให้สำนักพิมพ์ Penguin Books เองโดย ซอย (Soi) สำนักพิมพ์และ Literary Agency ที่ผลักดันโดยหญิงสาวสามคน ถ้าพูดถึงตอนนี้งานไทยก็ถูกผลักดันส่งออกไปทีละเล็กละน้อย ทัศเองเสริมว่ามีความหวัง เพราะมีเอเจนซีและหน่วยงานที่สนับสนุน และมีชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่กำลังให้ความสนใจงานไทย

“เราไปเจอคนในวงการหนังสือที่ต่างประเทศ และค้นพบว่าจริงๆ แล้ว เขาไม่ได้เหยียดหยามว่า ‘โอ้ ไทยแลนด์ เราไม่สนใจงานจากไทยแลนด์’ แต่เขาตัดสินจากการขายงานของเรามากกว่าว่างานไทยแต่ละชิ้นน่าสนใจรึเปล่า ถ้าน่าสนใจเขาจะไปประเมินกับกลุ่มนักอ่านของเขาเอง เขามองว่างานไทยยังไม่ถูกค้นพบ มันจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเขาในการบุกเบิก

“มีคนตุรกีบอกว่าเขาสนใจงานไทยที่เราทำนะ เขาถามว่ามีงานอะไรสนุกๆ อีกบ้าง เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศเราอ่านอะไรหรือมีงานอะไรขายดีบ้าง เพราะเขาไม่เคยเข้าถึงข้อมูลในส่วนนี้เขาก็เลยไม่รู้จัก”

ทัศ เล่าให้ฟังต่อว่าวงการหนังสือไทยมีการสนับสนุนส่งออกไปต่างประเทศมาสักพักใหญ่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น THACCA ที่มีโครงการเปิดโอกาสให้คนต่างประเทศเข้ามาพบกับคนทำหนังสือชาวไทย รวมถึงเริ่มมี Literary Agency สัญชาติไทยและต่างประเทศที่นำเสนอต้นฉบับไทยแก่ชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

“วงการหนังสือของญี่ปุ่น เกาหลี หรือไต้หวันได้รับทุนสนับสนุนในระดับที่สูงมากๆ พอเราไปฟังคนไต้หวันหรือคนเกาหลีเล่าก็อึ้งไปกับการที่ประเทศเขาให้ความสำคัญกับการอ่าน ซึ่งจริงๆ แล้ว องค์กรในไทยอย่าง PUBAT ก็ทำอยู่และมีผลงานมากมาย เราคงจะเห็นผลลัพธ์ดีๆตามมาอีกมากในอนาคต

“งานหนังสือล่าสุดมี fellowship ให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาเจอกับนักเขียนไทยหรือสำนักพิมพ์ไทย มีทุนสนับสนุนให้ชาวต่างชาติได้มาเจอกับเจ้าของผลงานไทยจริงๆ ทำให้งานไทยมันไปสู่ต่างชาติ ทำให้เกิดการตบมือสองข้างที่น่าติดตามมากๆ”

Clever is the new cool: เมื่อเจนซีหันมาอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น

บนโซเชียลมีเดียเราจะพบว่ามีอินฟลูเอนเซอร์ และดาราดังไม่น้อยที่โพสต์ภาพตัวเองคู่กับหนังสือที่ตัวเองกำลังอ่าน เช่น ดูอา ลิปา (Dua Lipa) ที่สื่อยกให้เป็นนักร้องที่นำเสนอไลฟสไตล์และวัฒนธรรมการอ่านให้กลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง ทำให้ทุกวันนี้ราวกับว่าหนังสือได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟชัน ประเทศไทยนอกจากนี้ยังมีชมรมการอ่าน มีบาร์วิชาการ และเสวนาเกี่ยวกับหนังสือมากขึ้นเท่าตัว ซึ่งปรากฏการณ์นี้ The Guardian เคยเขียนบทความแล้วเรียกว่า Clever is the new cool หรือการอ่านเป็นเรื่องที่เท่ และเซ็กซี่

“จริงๆ แล้วเรารู้สึกว่าการมองว่าการอ่านเป็นเรื่องเซ็กซี่ หรือว่าความฉลาดมันเซ็กซี่ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วทุกยุคสมัย เพราะว่าการอ่านมันทำให้คนที่อ่านดูมีการศึกษา ในยุคก่อนคนที่เข้าถึงการอ่านก่อนคนอื่นในสังคมก็คือคนชนชั้นสูง แต่สิ่งที่มันเป็นเทรนด์ในปัจจุบัน ก็อาจเป็นเพราะโซเชียลมีเดียที่คนใช้เป็นแหล่งที่พูดถึงไลฟ์สไตล์มันทำให้เราเห็นเทรนด์นี้ชัดขึ้น คนเราอัปสตอรี่เพื่อบอกว่าเราเป็นใคร เรามีไลฟ์สไตล์อะไรบ้าง พอเราอยากดูฉลาด เราก็เลยอัปลงโซเชียลว่าเราชอบอ่านหนังสือ

“เทรนด์ Performative Reading ซึ่งหมายถึงการที่คนเลือกอ่านหนังสือเพื่อ perform ว่าเขามีไลฟ์สไตล์ในการอ่านหนังสือ เรามองว่าเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ มีคนวิจารณ์กระแสนี้เยอะมากว่าอ่านกันจริงรึเปล่า หรือว่าหยิบมาอ่านแล้วก็ถ่ายรูปเฉยๆ

“แต่เรารู้สึกว่ามันก็เป็นกระแสที่มีทั้งข้อดีข้อเสียแหละ เพราะว่ามันอาจทำให้คนได้อ่านหนังสือขึ้นมาได้จริงๆ ทำให้คนได้ค้นพบหนังสือมากขึ้น แล้วก็ทำให้หนังสือมันมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกนี้มากขึ้นก็ได้ และเราคิดว่ามันทำให้หนังสือไม่ได้ตายไปในระยะยาว ทำให้หนังสือไม่หยุดนิ่ง แล้วก็สร้างความหมายให้หนังสือใหม่ๆ พอมีคนอ่านก็จะมีความหมายใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ”

ตลอดการสัมภาษณ์ ทัศให้ความเชื่อมั่นอยู่เสมอว่าวงการหนังสือไทยนั้นกำลังเติบโตอย่างมีความหวัง แม้ว่าอาจไม่ใช่ก้าวที่ใหญ่โต แต่ทุกคนในวงการตัวอักษรนี้ก็กำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันให้ศิลปะการเขียนของไทยเติบโตต่อไป นักเขียนหลายคนสร้างสรรค์งานอย่างเชื่อมั่น สำนักพิมพ์ทุกสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์งานไทยก็ผลิตงานอย่างตั้งใจ และท้ายที่สุดคือผู้อ่านชาวไทยเองที่เป็นปัจจัยสำคัญและกำลังใจสำคัญในการทำให้มีนักเขียนไทยคุณภาพเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

“เมื่อใดที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมันหยุดนิ่งไป ความหมายความหมายนึงของมันก็จะไม่ขยับอีกต่อไป และเราก็จะไม่รู้เลยว่าสิ่งๆ นั้นมันยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือ ถ้ายังมีคนอ่านหนังสือ ถ้ายังมีคนอ่านงานไทย นวนิยายไทยก็จะมีความหมายต่อไปอย่างมีชีวิตชีวา” ทัศ กล่าวตบท้าย

บทความต้นฉบับได้ที่ : สำรวจ ‘ความเฉิดฉาย’ ของวงการหนังสือไทย ในวันที่นิยามวรรณกรรมไทยกำลังเปลี่ยนไป กับ ทัศ ปริญญาคณิต

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...