โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘เอกนิติ’ เตรียมออกมาตรการ รับมือวิกฤตพลังงาน พร้อมลุย ‘คนละครึ่งพลัส’

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ราคาพลังงานมีความผันผวน จากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง ได้สั่งการกระทรวงการคลัง และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ศึกษามาตรการดูแลประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อม เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศแล้วจะเดินหน้าทันที

สำหรับปัจจุบันรัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม หากกองทุนน้ำมันถึงขีดจำกัดแล้ว ได้พิจารณาทางเลือกที่จะเข้ามาดูแลเพิ่มเติม ผ่านแนวทางการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การออกพ.ร.ก. เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ สำหรับเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมัน รวมทั้งการศึกษาออกภาษีลาภลอย

นายเอกนิติ กล่าวว่า แต่ในช่วงรัฐบาลรักษาการนั้น ยังคงมีข้อจำกัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ก็สั่งการให้กระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว เพื่อให้เดินหน้าต่อได้ทันที เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“เราได้สั่งการให้กระทรวงการคลังศึกษาแนวทางบรรเทาผลกระทบไว้ทุกทาง รวมทั้งโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ในช่วงรัฐบาลรักษาการ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม ยืนยันว่า ฐานะการคลังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตยังเกินเป้าอยู่“

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังได้กล่าวถึงการเร่งปรับตัวสู่เกณฑ์ใหม่ จากความไม่แน่นอนของโลก โดยเปรียบเทียบว่า หากในยุค 1980 โลกใช้ “ค่าเงิน” เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจจนเกิดการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนและไทย แต่ในปัจจุบัน “ภูมิรัฐศาสตร์” และ “ภูมิเศรษฐศาสตร์” ได้หลอมรวมกัน โดยมีการนำภาษีและมาตรการทางการค้ามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจแทน

ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” แต่ต้อง “เติบโต” ได้ในเกมใหม่ ผ่าน 3 แนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่

1. การดึงดูด FDI และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

เป้าหมายสำคัญคือการดึงอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น เกษตรสมัยใหม่ และ Food Processing โดยเฉพาะกลุ่มอาหารสัตว์เฉพาะทาง (Probiotics) ซึ่งไทยมีวัตถุดิบต้นน้ำอย่างอ้อยและมันสำปะหลังที่ได้เปรียบ นอกจากนี้ ยังต้องใช้โมเดลสร้างความร่วมมือระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและอัปสกิลแรงงานไทยให้เป็นระดับสากล

2. การวางรากฐาน AI และเศรษฐกิจดิจิทัล

ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพด้าน Data Center เป็นอันดับ 6 ของโลกและเป็นผู้นำในอาเซียน แต่โจทย์ใหญ่คือการไม่เป็นเพียงผู้ให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ (ใช้ไฟและน้ำของไทย) แต่ต้องต่อยอดสู่ Cloud Service และ AI Service เพื่อให้ธุรกิจไทยได้ประโยชน์จริง อย่างไรก็ตาม การสร้าง "Data Foundation" จะต้องได้ทั้งมาตรฐานข้อมูล (Data Standard) และระบบการแชร์ข้อมูล เพื่อให้นำ AI ไปใช้ในภาคสาธารณสุขและการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Energy)

โดยในยุคที่พลังงานฟอสซิลมีราคาสูงและมีความผันผวน พลังงานสะอาดกลายเป็นปัจจัยตัดสินหลักของนักลงทุน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานสายส่ง และเปิดระบบ Direct PPA เพื่อให้เอกชนสามารถผลิตและซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมองเห็นโอกาสในอุตสาหกรรม Bioplastic เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและยกระดับราคาสินค้าเกษตรไทย

อย่างไรก็ดี การที่จะเดินหน้าทั้งหมดนี้ได้ การขับเคลื่อนนโยบายที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของ 3 สิ่ง คือ ได้แก่ 1. การเติบโตที่ทั่วถึง 2. วินัยทางการคลัง โดยการลงทุนต้องคุ้มค่าและรักษาความเชื่อมั่นในระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP และ 3. การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...