โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ประท้วง No King คืออะไร? ทำไมคนหลายล้านต้านทรัมป์ ขณะทำเนียบขาวไม่สลด!

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้ประชาชนหลายล้านคนทั่วอเมริกาเข้าร่วมการประท้วง No Kings ต่อต้านทรัมป์ ขณะที่ทำเนียบขาวโจมตีว่าเป็นพวกคนคลั่งที่ต้องรับการบำบัด

ทำเนียบขาวโต้แรง ไม่รับฟังเสียง 8.5 ล้าน

“พวกคลั่งทรัมป์ที่ต้องเข้ารับการบำบัดทางจิต” นี่คือคำนิยามสุดแสบสันที่อบิเกล แจ็คสัน โฆษกทำเนียบขาว ใช้เรียกการรวมตัวของประชาชนในแคมเปญ “No Kings” ครั้งที่ 3 เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ระอุจนแทบทะลุจุดเดือด ทำเนียบขาวไม่ได้เลือกที่จะสงบศึก แต่กลับเลือกใช้ “วาทกรรม” โจมตีกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นเพียงผลผลิตของเครือข่ายเงินทุนฝ่ายซ้าย ที่ไม่ได้มีแรงสนับสนุนที่แท้จริงจากสาธารณชนเลยแม้แต่น้อย แจ็คสันยังทิ้งท้ายด้วยประโยคเหยียดหยามที่ว่า “คนกลุ่มเดียวที่ให้ราคาเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ คือเหล่านักข่าวที่รับเงินจ้างมาทำข่าวเท่านั้นแหละ”

แต่ดูเหมือนว่าคำสบประมาทเหล่านั้นจะสวนทางกับภาพความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะในขณะที่โฆษกทำเนียบขาวกำลัง “ปากแจ๋ว” ใส่สื่อมวลชน บนท้องถนนตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงเมืองเล็ก ๆ ในไอดาโฮ กลับคลาคล่ำไปด้วยคลื่นมหาชนที่ผู้จัดงานประเมินว่ามีจำนวนสูงถึง 8.5 ล้านคน ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ที่ตอกหน้าคำปรามาสของรัฐบาลอย่างจัง

คำถามที่ตามมาคือ หากนี่เป็นแค่เรื่องของ “พวกคลั่ง” อย่างที่รัฐบาลว่าไว้ ทำไมคนอเมริกันนับล้านถึงพร้อมใจกันทิ้งความสะดวกสบายออกมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนมวลมหาประชาชนที่น่าขนลุก นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘สงครามอิหร่าน’ ที่ทรัมป์ก่อ แต่ยังมีปมขัดแย้งภายในสหรัฐฯ อะไรอีกบ้าง?

ฟางเส้นสุดท้ายที่มินนิโซตา: "คำสั่งรัฐ" แลกด้วยชีวิตประชาชน

จุดยุทธศาสตร์ที่ร้อนแรงที่สุดของการชุมนุมครั้งนี้อยู่ที่รัฐมินนิโซตา ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระดับชาติ หลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อเรเน่ นิโคล กู้ด และ อเล็กซ์ เพร็ตติ สองพลเมืองอเมริกันต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง (ICE) การตายของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุในสายตาผู้ประท้วง แต่มันคือผลลัพธ์จาก "วิธีล่าสังหาร" ที่ดุดันและไร้ความปราณีภายใต้การนำของทรัมป์

การกลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในปี 2025 ของทรัมป์ มาพร้อมกับการขยายขอบเขตอำนาจประธานาธิบดีเขาไม่ได้แค่บริหารประเทศ แต่เขากำลัง "รื้อถอน" โครงสร้างเดิม ผ่านคำสั่งพิเศษฝ่ายบริหาร (Executive Orders) ไม่ว่าจะเป็น การส่งกองกำลังระดับชาติลงพื้นที่เมืองต่าง ๆ โดยไม่สนเสียงคัดค้านของผู้ว่าการรัฐประหนึ่งว่าเป็น "กองทัพส่วนตัว" อีกทั้งยีงสั่งการให้เจ้าหน้าที่กฎหมายระดับสูงไล่บี้และดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่เขาตราหน้าว่าเป็นศัตรูทางการเมือง

ชื่อแคมเปญ "No Kings" ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาลอย ๆ แต่มันคือการย้อนเกล็ดคำพูดของทรัมป์ที่เคยปฏิเสธว่า "พวกเขาเรียกผมว่ากษัตริย์ ผมไม่ใช่กษัตริย์" ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News แต่การกระทำที่อยู่เหนือกฎหมายกลับฟ้องว่า เขากำลังสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์คลั่งอำนาจ ในคราบประธานาธิบดี

ลิสต์แค้นยาวเหยียด กระทบคนกลุ่มเล็กจนถึงทั่วโลก

ความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นทั่วอเมริกาครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากนโยบายระดับสูงเสมอไป แต่มันเริ่มจากปากท้องของพลเมืองที่กำลังลำบาก ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกู้ไม่กลับทำให้คนชั้นกลางและชั้นล่างรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์ถูกครหาว่ามัวแต่พะวงกับการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่ม “เพื่อนมหาเศรษฐี” และใช้ทรัพยากรของชาติไปกับการขยายอำนาจมืดแทนที่จะเร่งเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนเบื้องล่าง

นอกเหนือจากวิกฤตเศรษฐกิจ ความไม่พอใจยังลุกลามไปยังประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะการสั่ง “ถอยหลังเข้าคลอง” ของสิทธิพื้นฐานกลุ่ม LGBTQ+ และคนข้ามเพศ ภายใต้กฎระเบียบใหม่ที่จำกัดเสรีภาพและลิดรอนความหลากหลายทางเพศ สิ่งนี้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่และกลุ่มสิทธิมนุษยชนมองว่ารัฐบาลชุดนี้กำลังทำตัวเป็นตำรวจศีลธรรมที่คอยควบคุมชีวิตส่วนบุคคลประหนึ่งกฎหมายในยุคราชาธิปไตย

แรงกระเพื่อมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในมหานครที่เป็นฐานเสียงของฝ่ายตรงข้ามอีกต่อไป แต่มันระเบิดออกสู่พื้นที่ “รัฐสีแดง” (Red States) อย่างไอดาโฮ แคนซัส หรือยูทาห์ ซึ่งปกติจะเป็นฐานเสียงที่จงรักภักดีต่อทรัมป์ ทว่าการกดขี่ที่รุนแรงและนโยบายที่ไร้ความปรานีได้ทำให้คนในเมืองเล็ก ๆ เหล่านี้ทนไม่ไหว จนต้องออกมาถือป้ายประท้วงแปลก ๆ อย่าง “Cats Against Trump” หรือแต่งชุดแฟนซีล้อเลียนเพื่อแสดงจุดยืนว่าพวกเขาไม่ใช่พวกคลั่ง แต่คือคนที่เหลืออดจริง ๆ

และท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ความอดทนของมวลชนขาดสะบั้นคือการนำพาประเทศเข้าสู่สงครามอิหร่านที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “สงครามที่โง่เขลา” ไร้จุดหมายและผลาญงบประมาณชาติไปกับความตายและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างน่าเสียดาย รายการความแค้นอันยาวเหยียดตั้งแต่มื้ออาหารบนโต๊ะไปจนถึงสมรภูมิข้ามทวีปนี่เอง คือคำตอบที่ตอกกลับคำปรามาสจากทำเนียบขาวว่า นี่ไม่ใช่แค่การบำบัดอาการคลั่ง แต่มันคือการลุกฮือของประชาชนที่ถูกบีบคั้นจนถึงขีดสุด

เมื่อเสียงเพลงและการเยาะเย้ยกลายเป็นอาวุธ

ในขณะที่รัฐบาลใช้ "อำนาจดิบ" ข่มขู่ ประชาชนกลับตอบโต้ด้วยเสียงเพลงและมุขขบขัน นำโดยศิลปินระดับตำนานอย่าง บรูซ สปริงส์ทีน ที่ขึ้นเวทีกลางรัฐมินนิโซตาขับร้องเพลง "Streets of Minneapolis" เพื่อไว้อาลัยเหยื่อจากน้ำมือเจ้าหน้าที่รัฐ และปลุกความหวังให้คนทั้งประเทศลุกขึ้นสู้กับเงามืดของเผด็จการ

ฟากฝั่งนิวยอร์ก โรเบิร์ต เดอ นีโร คู่ปรับตลอดกาลของทรัมป์ ก็ได้ส่งสารถึงมวลชนอย่างเผ็ดร้อนว่า เขาตื่นมาด้วยความซึมเศร้าเพราะการกระทำของทรัมป์ทุกวัน แต่การเห็นคนนับล้านออกมาบนท้องถนนทำให้เขามีพลัง และย้ำชัดว่า "เราต้องสู้กับระบอบนี้ด้วยทุกอย่างที่มี" จนทำให้ทรัมป์ถึงกับสติหลุดโพสต์ด่าทอเขาว่าเป็นพวก "ไอคิวต่ำ" และ "จิตฟั่นเฟือน" ผ่านโซเชียลมีเดีย

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทำรัฐบาลเสียหน้าคือการใช้ "การเยาะเย้ย" ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจ เช่น กลุ่มผู้ประท้วงที่แต่งกายเป็นแมลงสวมเสื้อกั๊กเขียนว่า "LICE" (เหา) เพื่อล้อเลียนหน่วยงาน ICE ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน รวมถึงการใช้หุ่นเป่าลม "Baby Trump" เพื่อเปลี่ยนความน่ากลัวให้กลายเป็นเรื่องตลกขบขัน การต่อสู้ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของกำลังพล แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง "อารมณ์ความรู้สึก" กับ "คำสั่งเผด็จการ" ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ยิ่งทำเนียบขาวพยายามกดหัวประชาชนด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จมากเท่าไหร่ เสียงเพลงและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากประชาชนกลับยิ่งดังกว่าเสียงไซเรนของตำรวจมากขึ้นเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...