'สาทิตย์' อัดยับหลักนิติธรรม 'อนุทิน 2' ตั้ง ครม.มาตรฐานย้อนแย้ง-ซ้ำเติมวิกฤติชาติ
9 เมษายน 2569 การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายนโยบายรัฐบาลกังขาประเด็นการคัดสรรคนเข้าสู่การเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเน้นย้ำว่า การเมืองจะต้องไม่ไปซ้ำเติมวิกฤติประเทศ สำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้นับว่าอยู่ในภาวะที่วิกฤตที่สุดของประเทศครั้งหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้ทำให้ประชาชนได้รับความลำบากยากแค้นมากกว่าครั้งที่ผ่านมา
สิ่งหนึ่งที่ประชาชนคาดหวังเอาไว้ คือ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเป็นรัฐบาลมีตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นรัฐมนตรี จะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และจะต้องไม่ให้การเมืองไปซ้ำเติมวิกฤตของประชาชนซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก รัฐบาลเองก็เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โดยได้เขียนเอาไว้ในหลักการสำคัญ 3 ข้อของรัฐบาลในคำแถลงนโยบายในข้อที่ 3 พูดถึงการยึดมั่นในหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน
เป็นหลักการบริหารราชการแผ่นดินและเป็นหลักการบริหารนโยบายของรัฐบาลและเมื่อไปดูคำปาฐกถาของท่านนายกฯ อนุทินซึ่งได้ปาฐกถาเอาไว้ในเดือนตุลาคมปีที่แล้วพูดถึงเรื่องหลักนิติธรรมว่า หลักนิติธรรมเหมือนกับเรื่องความยุติธรรมและความยุติธรรมนี้เสมือนเสาเข็มของทุกสังคมที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ ความยุติธรรมต้องเป็นของทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ถูกจำกัดไว้เฉพาะคนบางกลุ่ม
หลักนิติธรรม คือ หลักที่ต้องใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เรื่องที่ใหญ่ที่สุดก่อนที่จะมีการแถลงนโยบาย คือ การคัดสรรคนเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า การเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งครั้งนี้จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นบอกว่าต้องยึดหลักคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งวินิจฉัยกรณีที่มีการร้องอดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปี 69 เขียนไว้ชัดว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์แต่สิ่งซึ่งจะหยิบยกนำมาเพื่ออภิปราย สอบถามมาตรฐานของท่านนายกฯและของรัฐบาล คือ ข้อความที่บอกว่า คำว่า ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คือ ไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต ต้องไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต หรือพฤติการณ์บิดเบือนเพื่อให้ตนเองได้เพราะเมื่อติดตามเรื่องของการคัดสรรคนเข้าสู่ตำแหน่งก็ปรารถนาให้การเมืองเข้มข้นอย่างที่ท่านนายกฯ มีการตรวจสอบ และใช้บังคับต่อทุกคนที่เข้าสู่ตำแหน่งอย่างเท่าเทียมกัน
ปรากฏว่า มีอยู่คนหนึ่งไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ ข่าวลงตรงกันประชาชนรับทราบข่าวนี้ นอกจากนี้สำนักข่าวที่เชื่อถือได้ ระบุว่า DSI ได้เผยแพร่ข่าวยืนยันว่า กรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว มีการส่งสำนวนกรณีเกี่ยวข้องกับการบุกรุกให้อัยการแล้วและมีการขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม ดังนั้น สถานะของคนซึ่งถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นโดยใช้หลักการเดียวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่า ไม่มีสิ่งบ่งชี้ที่แสดงถึงความไม่สุจริต มีสถานะเป็นผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา และคดีนี้ยังอยู่ที่อัยการยังไม่ได้ส่งฟ้อง
มาตรฐานนี้ถูกใช้ เป็นสิ่งที่นายกฯและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตัดสินใจว่า ไม่ผ่าน แต่คำถามคือ ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่า คนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีนั้นใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด รัฐมนตรีที่นั่งกันอยู่ข้างบน ไม่มีใครอีกแล้วที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพราะคดีเดียวเท่านั้น คือ คดีฮั้ว สว.มีผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาครอบคลุมตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรีไปจนกระทั่งถึงรัฐมนตรีอีกหลายคน มีสถานะอันเดียวกันเลยกับคนที่ถูกตีตกคุณสมบัติไปก่อนหน้านี้ ทำไมจึงไม่มีหลักนิติธรรมอย่างที่บอกว่าจะใช้กับการบริหารราชการแผ่นดินในกรณีนี้ หรือว่า จะเป็นเรื่องเลือกเฉพาะคนที่เป็นพวกของตน คนที่ไม่ใช่พวกของตนก็ไม่เลือก ถ้าเป็นเช่นนั้นหลักการนี้เขียนเอาไว้สวยหรู เป็นหลักการที่หลอกลวง
นี่จะเป็นการเมืองที่ซ้ำเติมวิกฤติของประเทศเพราะศรัทธาที่หมดไป คดีฮั้ว สว.เป็นเรื่องใหญ่ที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบอบประชาธิปไตยของไทย ความร้ายแรงนั้นเทียบได้กับการรัฐประหารประชาธิปไตย ทำไมจึงไม่ใช้มาตรฐานเดียวกัน
อีกเรื่องหนึ่ง คือ กรณีที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี สั่งยกเลิก MOU ของรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่ใช้คำว่า มีการพบข้อพิรุธปัญหาหลายประการ รวมถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดทำซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่กรณีที่เกิดจากการคาดเดาแต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นจริงและมีการตัดสินใจไปแล้วโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีคนปัจจุบันอ้างเหตุผลว่า พบข้อพิรุธและปัญหาความไม่โปร่งใส จึงสั่งยกเลิก MOU ในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการใหญ่โครงการหนึ่งของรัฐบาลที่แล้ว
คำถามคือ การใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรียกเลิกโครงการโดยอ้างความไม่โปร่งใสแต่กลับนำบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการที่สั่งยกเลิกนั้นมาแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี หรือเป็นคณะทำงานใกล้ชิด มาตรฐานความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์อยู่ตรงไหน เป็นการย้อนแย้งที่รุนแรงที่สุดและเป็นการตบหน้าหลักนิติธรรมที่เขียนไว้ในนโยบายข้อที่ 3 อย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ประเด็นเรื่องนโยบายเร่งด่วนที่บอกว่าจะทำทันที นั่นคือ เรื่องการแก้ปัญหาหนี้สิน ทั้งเรื่องของหนี้ในระบบ และหนี้นอกระบบ ว่าจะจัดการให้เบ็ดเสร็จ แต่ในเนื้อหาที่แถลงมาทั้งหมดกลับไม่เห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมเลยว่าจะจัดการกับเจ้าพ่อเงินกู้หรือผู้มีอิทธิพลที่เป็นต้นตอของหนี้นอกระบบได้อย่างไร
สิ่งที่เขียนมาเป็นเพียงการปรับโครงสร้างหนี้แบบเดิม ๆ ที่เคยเห็นมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา สุดท้ายประชาชนก็กลับไปเป็นหนี้เหมือนเดิมเพราะต้นเหตุของปัญหา คือ รายได้ที่ไม่พอรายจ่าย และดอกเบี้ยที่หน้าเลือดนั้นยังไม่ถูกจัดการอย่างเด็ดขาด
วิกฤตของประเทศตอนนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตเศรษฐกิจแต่คือวิกฤตความเชื่อมั่น ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า รัฐบาลของท่านโปร่งใสจริงตามที่เขียนไว้ในหน้ากระดาษนโยบาย นโยบายอื่นๆ ที่จะทำ ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัลวอลเล็ต หรือการซอฟต์พาวเวอร์จะไม่มีความหมายเลยเพราะประชาชนไม่เชื่อถือ ไม่เชื่อถือว่า เงินภาษีของเขาจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของเขาจริง ๆ หรือจะถูกจัดสรรไปตามเส้นสายและผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกพ้อง
ฝากไปยังคณะรัฐมนตรีทุกท่านหน้าที่ของท่านไม่ใช่การเข้ามาเพื่อเสวยสุขในตำแหน่งแต่คือการเข้ามาแบกรับความทุกข์ของประชาชน หากยังเริ่มต้นด้วยการคัดเลือกคนที่มีมลทินมาบริหารบ้านเมืองเตรียมตัวรับผลที่จะตามมาได้เลย เพราะประชาชนเขาตื่นตัวและตรวจสอบเข้มข้นกว่าที่คิด