โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เศรษฐกิจไทยปีม้าส่อหลุดต่ำ 2%

ไทยโพสต์

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและกลุ่มผู้นำของอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในภูมิภาค ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคจะขยายวงมากขึ้น

วิจัยกรุงศรี มองว่า หนึ่งในประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมากคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก โดยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ประมาณ 34%

ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก โดยการที่อิหร่านปิดเส้นทางเดินเรือหรือสร้างความไม่ปลอดภัยในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้อุปทานน้ำมันตึงตัวอย่างรวดเร็ว และการขนส่งสินค้าต่างๆ ในตลาดโลกหยุดชะงัก (Supply Disruptions)

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานของโลก โดยในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 13.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของการค้าทางเรือทั่วโลก ซึ่งกว่า 80% ของปริมาณดังกล่าวถูกส่งมายังภูมิภาคเอเชีย สำหรับประเทศไทย ความล่าช้าหรือการหยุดชะงักในเส้นทางนี้ถือเป็นความเสี่ยงโดยตรง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึง 3 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 58% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของประเทศ

นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังเป็นอีกวัตถุดิบสำคัญจากตะวันออกกลางที่ใช้เส้นทางนี้ในการขนส่ง โดยเกือบ 80% ของ LNG ที่ผ่านช่องแคบนี้มีปลายทางอยู่ที่ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะการขนส่ง LNG จากประเทศกาตาร์ที่จำเป็นต้องใช้เส้นทางนี้เพียงทางเดียวเท่านั้น ในปัจจุบันไทยนำเข้า LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 2.2 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 24% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด ซึ่งการปิดช่องแคบนี้จะส่งผลกระทบต่อเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

วิจัยกรุงศรี ยังระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งต้องอาศัยวัตถุดิบตั้งต้นจากตะวันออกกลาง โดยในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งอยู่ในวงจำกัด (Base-Case) ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไทยมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์เพียงในระยะสั้นจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต๊อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปลายน้ำโดยเฉพาะปิโตรเคมี จะเริ่มเผชิญกับภาวะกำไรที่ลดลง เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (เช่น แนฟทา และก๊าซธรรมชาติ) ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ในขณะที่ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาขายผลิตภัณฑ์ขึ้นตามได้ทัน เพราะมีมาตรการควบคุมราคาจากภาครัฐที่ต้องการดูแลค่าครองชีพประชาชนเป็นตัวกดดันอยู่ รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะโรงงานปิโตรเคมีที่นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางเป็นส่วนใหญ่ ทำให้อาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงานชั่วคราว เช่น โรงงานโอเลฟินส์ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่ต้องหยุดการดำเนินงานไปแล้ว

นอกจากนี้อุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ยังได้รับผลกระทบจะรุนแรงกว่ากรณีปกติมาก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบจะพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ทำให้ผู้บริโภคจึงอาจไม่มีกำลังซื้อพอที่ภาคอุตสาหกรรมจะผลักภาระต้นทุนไปให้ได้ ขณะเดียวกัน การหยุดเดินโรงงานปิโตรเคมีอาจขยายวงกว้างมากขึ้นและมีระยะเวลาที่นานขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรและเสถียรภาพของทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในระยะยาว

“สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปุ๋ย อะลูมิเนียม เหล็ก เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก จากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจกระทบอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยแหล่งนำเข้าหลักคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ขณะที่การนำเข้าจากอิสราเอลและอิหร่านมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย” วิจัยกรุงศรีระบุ

วิจัยกรุงศรี ยังระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพิ่มความเสี่ยงด้านขาลงต่อประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.0% (ณ 26 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยช่องทางหลักมาจากต้นทุนพลังงาน ต้นทุนสินค้าและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงจากกรณีฐานประมาณ -0.2 ถึง -0.9%

ดังนั้น มาตรการด้านการสำรองพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงการดูแลราคาสินค้าภายในประเทศ ช่วยให้ไทยยังคงมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในระยะสั้นได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันยังต้องติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างใกล้ชิด.

บุญช่วย ค้ายาดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...