โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่ออาหารในจานไม่ใช่แค่ของกิน แต่คืออำนาจในเวทีโลก

นิตยสารคิด

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
geopolitics-of-food-cover

ทุกวันนี้โลกกำลังปั่นป่วน ทั้งจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่ผลกระทบของมันกลับอยู่ใกล้กว่าที่คิด คือบนจานอาหารของเรา ไม่ว่าจะเป็นราคาอาหารที่สูงขึ้น วัตถุดิบที่หายากขึ้น หรือความไม่แน่นอนของสิ่งที่เราจะกินในวันพรุ่งนี้

สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิรัฐศาสตร์ของอาหาร (Geopolitics of Food)” ที่เชื่อมโยงอำนาจ ทรัพยากร และห่วงโซ่อาหารของโลกเข้าด้วยกัน และส่งผลโดยตรงต่อทั้งความมั่นคงทางอาหารและความหลากหลายของสิ่งที่เรากิน

ในระดับประเทศ การสร้างระบบอาหารที่แข็งแรง ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ไปจนถึงการผลิต จึงไม่ใช่แค่เรื่องการเกษตร แต่ยังหมายถึงอำนาจในการต่อรองบนเวทีโลก และความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้น

บทความนี้ อาจารย์ต้อม-อนุวัต เชื้อเย็น ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปวิทยาการอาหารนานาชาติ (ศกศอ.) หรือ International Gastronomy Tourism Centre (iGTC) คณะพัฒนาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จะชวนเราทำความเข้าใจว่า “ภูมิรัฐศาสตร์ของอาหาร” คืออะไร และในฐานะคนธรรมดา เรามีบทบาทอะไรได้บ้างในระบบอาหารนี้

อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันเกี่ยวอะไรกับภูมิรัฐศาสตร์หรือ Geopolitics โลก

ในแวดวงอาหารและศาสตร์การบริโภคอาหาร (food and gastronomy) แต่อาหารกลายเป็นเรื่องอำนาจด้วย มันเกี่ยวตั้งแต่การควบคุมทรัพยากร ใครเป็นเจ้าของแหล่งผลิต ใครเข้าถึงอาหารได้ หรือแม้แต่ใครเป็นคนกำหนดห่วงโซ่อาหารของโลก วันนี้แค่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์อาจไม่พอสำหรับการอยู่รอด ในโลกแบบใหม่ เราต้องรู้ด้วยว่าจะเชื่อมโยงและใช้ทรัพยากรนั้นอย่างไร อาหารจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างหนึ่ง บางครั้งมันถูกใช้เพื่อสร้างความร่วมมือ มากินข้าวหม้อเดียวกัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็สามารถเป็นอาวุธในการต่อรองได้เช่นกัน ‘อย่ามาทำลายฉันนะ เพราะฉันคือหม้อข้าวหม้อแกงของโลก ถ้าฉันตาย คุณก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน’

(Getty Images/Unsplash)

แล้วสิ่งนี้กระทบเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือสงครามรัสเซีย–ยูเครน สองประเทศนี้เป็นผู้ผลิตข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก คิดเป็นเกือบ 30% ของปริมาณทั้งหมด จนถูกเรียกว่าเป็น ‘ตะกร้าขนมปังของโลก’ และข้าวสาลีไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย ลองมองไปที่เมนูในคาเฟ่ พาสต้า หรือบะหมี่ วัตถุดิบจำนวนมากล้วนมาจากแป้งสาลี เมื่อห่วงโซ่อุปทานสะดุด สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือราคาที่สูงขึ้น และวัตถุดิบที่เริ่มหายาก สุดท้ายแล้ว คนกินอย่างเราก็ต้องจ่ายแพงขึ้น คนทำอาหารก็หาของได้ยากขึ้น ผลกระทบของภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ได้อยู่แค่ในข่าว แต่มันอยู่ในจานอาหารของเราทุกวัน

(sundaraprakash r/Unsplash)

เราพูดถึงความมั่นคงของอาหารกันเยอะมาก จริง ๆ แล้วมันหมายถึงอะไร

ความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่แค่การมีอาหารกินในวันนี้ แต่คือการที่เรายังสามารถ กินดี อยู่ดี และอยู่รอดต่อไปได้ในระยะยาว อย่างน้อยที่สุด เราต้องไม่ต้องกังวลว่าวันนี้จะมีอะไรกินไหม หรือในอนาคตวัตถุดิบบางอย่างจะหายไปหรือเปล่า และความมั่นคงนี้เริ่มต้นตั้งแต่ต้นทางของระบบ ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ เพราะถ้าต้นทางไม่มั่นคง ปลายทางก็ยากจะมั่นคงได้ อีกด้านหนึ่งคือเรื่องการเข้าถึง โดยเฉพาะในเมืองคนจำนวนมากเติบโตมากับห้างสะดวกซื้อ มากกว่าพื้นที่สีเขียว คำถามคือ ในสภาพแบบนี้เราจะยังเข้าถึงอาหารที่ดีได้จริงหรือไม่ แนวคิดเมือง 15 นาทีจึงน่าสนใจ คือเมืองที่เราสามารถเข้าถึงอาหารได้ง่าย ใกล้ตัว และมีคุณภาพ เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่นคงของชีวิต ก็แยกไม่ออกจากความมั่นคงของอาหาร

ถ้าไม่นับเรื่องสถานการณ์โลก เช่น สงคราม หรือโลกรวน แล้วความหลากหลายทางชีวภาพมันหายไปเพราะอะไรอีกบ้าง

หนึ่งมันหายไปเพราะเรื่อง Cultural Literacy หรือความไม่รู้วัฒนธรรม ไม่รู้จักอาหารของตัวเองและคนอื่นมากพอ ซึ่งความรู้พวกนี้มาจากชุดความรู้ทางวัฒนธรรม อย่างคนชาติพันธุ์ เขาดูแล้วรู้เลยว่ากินอะไรได้ไม่ได้ ชุดความรู้ตรงนี้มันหายไป มันทำให้คนไม่รู้ว่าแต่ละสังคมคนเขากินอะไรกัน เพราะเราไม่เคยยอมรับวัฒนธรรมที่แท้จริงของกันและกัน เช่น เราจะรู้จักแต่มะนาว ถ้าไปบนดอยสูง เราอาจจะได้กิน ‘สิหมะ’ ส้มผดของชนชาติพันธุ์อาข่า พอเราเริ่มรู้จักคนต่างวัฒนธรรมมันจะทำให้เรามีความร่ำรวยในความรู้ ในเมื่อความรู้มันมีอำนาจในการเจรจาต่อรอง และทำให้เรามีคามมั่งคั่งได้ ในแง่ของอาหารเรารู้ว่าเราจะเลือกกินอะไร

(Getty Images/Unsplash)

อีกเรื่องหนึ่งคือ ปรุงไม่เป็น Culinary literacy ทักษะการปรุงอาหารหรือความสามารถ ความรอบรู้ในการปรุงประกอบสำคัญมาก บางทีวัตถุดิบดีมากเลย เช่น น้ำมันสกัดเย็น ซึ่งน้ำมันพวกนี้ถ้าโดนความร้อนสูง ๆ สารสำคัญก็จะไม่เหลือ แม้กระทั่งการหุงข้าวที่ทำให้กลิ่น คุณค่า และสเน่ห์ของข้าวไทยมันหายไป

พอรู้เสร็จก็ต้องฝึกทักษะเราด้วย พอเราปรุงไม่เป็นเราอาจจะอยู่ในสถานะที่กินดีแล้วไม่ได้ดี คือมันอาจจะไม่ได้ดีต่อสุขภาพเราเต็มที่ หรือไม่ได้ดีอย่างที่คนปลูกเขาผลิตมา เพราะฉะนั้นคนปลูกกับคนปรุงต้องเจอกัน

ทั้งสองเรื่องเชื่อมโยงกับ โภชนปัญญา หรือ Food Literacy มันจะเป็นคำใหญ่ที่อธิบายหลาย ๆ เรื่องที่ต้องรู้ว่าอาหารมากจากไทย อาหารผลิตอย่างไร กินอย่างไรใ้ดีกับเรา กับโลก กับสังคม กับคนปลูก เรียกว่าสร้างห่วงโซ่ความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being Suply Chain) ขึ้นมา มันจะเป็นไปได้มั้ยที่เราบอกว่า ผู้ซื้อกับผู้ขายมาเจอกัน ผู้บริโภคก็จะรู้ว่าอาหารนั้นผลิตยังไง เขาถึงจะมั่นใจว่ากระบวนการนี้มันมีการผลิตที่ดี พอผู้ผลิตรู้ว่าคนกินกันแบบนี้ เขาก็จะผลิตให้ตรงกัน ถ้าเราอยู่บนอุดมคติเส้นทางนี้แล้วเนี่ย มันแทบจะไม่มีข้าวเกินแพง รัฐบาลไม่ต้องลุกขึ้นมาประกันราคา ไม่ต้องลุกขึ้นมาเพื่อควบคุมปัจจัยการผลิตในบางเรื่อง

Food literacy อีกเรื่องนึงก็คือการเข้าไปรื้อค้นหรือเอาความรู้ในภูมิปัญญาของบรรพชนมาใช้ในปัจจุบัน ถ้าเรารู้ว่าจะเลือกใช้ภูมิปัญญาอย่างไร เพราะฉะนั้นการจะสร้างประเทศนี้ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เราต้องไปบนพื้นฐานของภูมิปัญญาสร้างสรรค์ (creative wisdom) หยิบใช้ให้ร่วมสมัยและให้เกิดประโยชน์ในแง่เศรษฐศาสตร์ภูมิศาสตร์ด้วย

(Getty Images/Unsplash)

คิดว่าเราจะมีส่วนในการช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพทางอาหารอย่างไรได้บ้าง

อันนี้เป็น Practical Guide เลยนะ ก็คือเริ่มจากการตั้งคำถามกับอาหารที่อยู่ตรงหน้า ตอนนี้เรากินอะไร แล้วผลิตยังไง ดีกับเรายังไง ดีกรีที่มากขึ้นคือดีกับโลกยังไง เริ่มแค่นี้เลย แล้วมันจะนำพาเราออกจากอาหารที่เรากินในฐานะอาหาร ไปเป็นอาหารในฐานะทรัพยากร โภชนาการ ตัวกลางของการรักษาสิ่งแวดล้อม

อย่างที่สองคือ เอาข้อเท็จจริงและตัวเลข ไม่ใช่อารมณ์มาคุยกันแล้วก็บอกต่อ ทำหน้าที่เป็น Active Citizen ในเรื่องการเคลื่อนไหวทางอาหาร (food movement) โดยที่ไม่วางเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น เรากำลังถูกคุกคามในระบบนิเวศอาหาร เรากำลังถูกเอาเปรียบ ไม่มีความเป็นธรรมในห่วงโซ่อาหาร เช่น เราเห็นเกษตรกรใช้สารเคมีอย่างหนักเกินความจำเป็น เราเลือกอย่างแรกเลยคือไม่ซื้อ อันนี้คือสเต็ปแรกเลย เพราะเราตั้งคำถามกับอาหารที่เรากิน ต้องแข็งใจไม่ซื้อ เมื่อไม่มีคนกิน มันจะไม่มีคนปลูกครับ

อันนี้เป็นดีกรีที่เพิ่มขึ้นในการลุกขึ้นมาเป็น Active Consumer คนหนึ่ง

แค่เริ่มสองอย่างนี้ โลกจะเปลี่ยนเลย อย่านิ่งเฉยวางเฉยกับสิ่งที่กำลังคุกคามอธิปไตยทางอาหารของเรา

อีกเลเวลคือระดับนโยบาย ในคอนเซปต์อุดมคติคือตัดตัวกลางออกครับ จับผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกันเขาจะเกิดห่วงโซ่อาหารที่เป็นธรรมเกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะมันไม่ต้องไปแบ่งปันอำนาจใคร ชาวนาไทยก็จะมีอำนาจอยู่เต็มมือ ในฐานะผู้ผลิต คนกินเองก็จะมีอำนาจในการเลือกและเจอกับเกษตรกรโดยตรงแบบนี้จะดีมาก

ระบบอาหารที่ดีและหลากหลายต้องหน้าตาอย่างไร

อาหารไม่เคยเป็นเรื่องของคนคนเดียว แต่มันคือระบบที่เชื่อมโยงผู้คนจำนวนมากเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ปรุง ไปจนถึงผู้บริโภค รวมถึงประเทศต่างๆ ที่ต้องพึ่งพากันในห่วงโซ่อาหารโลก

อีกภาพนึงที่ผมอยากจะเห็นมาก ๆ เลยคือ Geoeconomics of food ต้องไปพร้อมกับ Geopolitics of food ด้วย เป็นไปได้มั้ยที่ห่วงโซ่การผลิตของไทยต้องไปพร้อมกับเพื่อน ๆ ด้วย สงครามที่เกิดขึ้นเราจะอยู่ได้อย่างไรกับความสัมพันธ์ของเพื่อนที่เราต้องจัดการให้มันเกิดดุลภาพได้อยู่

ในวงการอาหารมันจะมีคำว่า Gastro Diplomacy คือการสร้างสันถวไมตรีด้านอาหารและวัฒนธรรม หรือการใช้อาหารเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ไม่ได้ไปช่วงชิงแก่งแย่งแข่งขันกัน เช่น เราจะไม่พูดว่าน้ำปลาประเทศเราอร่อยกว่าหรือดีกว่า แต่จะพูดว่าน้ำปลาของฉันทำแบบนี้ น้ำปลาเวียดนามทำอีกแบบ สแกนดิเนเวียจะทำน้ำปลาใช่ไหม ก็เอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เราต่างชื่นชมรสชาติความเอร็ดอร่อยของอาหารและเปิดเวทีให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

(Curated Lifestyle/Unsplash)

แล้วภาพแบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริงไหม

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยทั้งนโยบาย การทูต และความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เริ่มต้นได้จากมุมเล็กๆ อย่างโต๊ะอาหาร เมื่อเราเปิดรับอาหารของคนอื่น และเข้าใจว่าระบบอาหารไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว เราจะเห็นว่าทุกจานล้วนเชื่อมโยงกับผู้คนมากมาย มันน่าจะหมดยุคแล้วที่เราจะบอกว่าอาหารของใครดีที่สุดในโลก เพราะในความเป็นจริง อาหารทุกจาน ล้วนเกิดจากการพึ่งพากันในระบบเดียวกัน

สุดท้ายแล้ว ภูมิรัฐศาสตร์ของอาหารอาจไม่ใช่เรื่องของรัฐหรือสงครามเท่านั้น แต่อยู่ในทุกครั้งที่เราเลือกกินอะไรบางอย่าง และในทุกคำเลือกนั้น เรากำลังมีส่วนกำหนดทิศทางของระบบอาหารมากกว่าที่คิด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

ภาพแรกจากดาวเทียมแพนดอรา นาซาเปิดยุคใหม่สำรวจชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

SPACEMAN

8 พฤษภาคม 1945 “วันแห่งชัยชนะในยุโรป” นาซีเยอรมันประกาศยอมแพ้

ศิลปวัฒนธรรม

SM Entertainment ทำรายได้เพิ่มขึ้น 20.6% ในไตรมาสแรกของปี

THE STANDARD

CHOW TAI FOOK GRAND OPENING งานเปิดตัวบูติกแห่งใหม่ที่สยามพารากอน

THE STANDARD

8 พฤษภาคม 1828 กำเนิด “อังรี ดูนังต์” นักมนุษยธรรมรางวัลโนเบล สู่ชื่อถนนในไทย

ศิลปวัฒนธรรม

เห็นสีนี้หยิบเลย! สีเนื้อทุเรียน แต่ละเฉด ต่างกันอย่างไร? สีไหนอร่อย

sanook.com
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...